ข้าวมาบุญครอง ยี่ห้อข้าวสารบรรจุถุงรายแรกที่จำหน่ายในประเทศไทย

ข่้าวสารบรรจุดถุงที่จำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต

ก่อนปี 2527 การซื้อข้าวสารมาบริโภคโดยทั่วไปไม่ได้ซื้อกันเป็นถุงอย่างทุกวันนี้ ครอบครัวใหญ่ หรือร้านอาหารจะซื้อข้าวครั้งละกระสอบ หรือครึ่งกระสอบ (ข้าวสาร 1 กระสอบ หนัก 100  กิโลกรัม) ครอบครัวเล็กซื้อที่ละถัง หรือครึ่งถัง (ข้าวสาร 1 ถัง หนัก 15 กิโลกรัม) ผู้ที่มีรายได้น้อยบางรายอาจซื้อเป็นกิโล หรือเป็นลิตรก็มี ซึ่งแน่นอนว่าซื้อจำนวนมาก เมื่อคิดราคาต่อกิโลกรัมย่อมถูกกว่า

จนเมื่อปี 2527 จึงเริ่มมีการจำหน่ายข้าวสารบรรจุถุงเป็นครั้งแรก

โดยกลุ่มของนายศิริชัย บูลกุล (ก่อนหน้าประมาณปี 2522 กลุ่มของนายศิริชัยจดทะเบียนจัดตั้งโรงสีข้าวขนาดใหญ่) ในปี 2527 จึงเริ่มผลิตข้าวสารบรรจุถุงพลาสติกขนาด 2 และ 5 กิโลกรัม เพื่อจำหน่ายภายในประเทศ ใช้ชื่อยี่ห้อว่า “ข้าวมาบุญครอง”

นางบุญครอง และนายมา บูลกุล จากหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพนางบุญครอง พ.ศ. 2523 (ภาพจากห้องสมุดเอนก นาวิกมูล สแกน3-344)

ชื่อยี่ห้อ “มาบุญครอง” นั้น เป็นการรวมเอาชื่อของบิดาคือ นายมา (ม้าเลียบคุน) และมารดาคือ นางบุญครอง มาเป็นชื่อยี่ห้อ (ห้างมาบุญครองก็มีที่มาเช่นเดียวกันนี้)

ที่น่าสนใจคือ นายมา หรือ ม้าเลียบคุน (พ.ศ. 2440-2507) ต้นตระกูลบูลกุล ม้าเลียบคุนเป็นลูกจีนกวางตุ้งที่ครอบครัวอพยพเข้ามาทำกินในเมือง บิดาของเขารับจ้างเป็นช่างประจำโรงสี เก็บออมจนสร้างโรงสีของตนเองที่ย่านบางปะกอก ธนบุรี และส่งม้าเลียบคุนไปศึกษาที่ฮ่องกง

ในหนังสือ “สมุดรำลึกเนื่องในงานที่ระลึกสถาปนากะซวงพานิช วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2486  ที่เอนก นาวิกมูลค้นคว้า ตอนหนึ่งกล่าวว่า

“พ.ศ. 2459 [นายมา/ม้าเลียบคุน] เริ่มทําการค้าโดยรักษาการ เป็นผู้จัดการโรงสีส่วนตัวของบิดา คือโรงสี จินเสง ซึ่งนับเป็นโรงสีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย สามารถสีข้าวได้วันละประมาณ 500 เกวียน บัดนี้ (พ.ศ. 2486) ให้บริษัทข้าวไทย จํากัด เช่าเป็นโรงสีที่ 1…”

นอกจากกิจการค้าข้าว และโรงสีแล้ว ม้าเลียบคุน ยังได้ริเริ่มทำธุรกิจประเภทอื่นๆ เช่น บริษัทเดินเรือรับส่งสินค้าทางทะเล,  บริษัทประกันภัย, ธนาคารจินเสง ฯลฯ

คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน (หาญเจนลักษณ์) ในหนังสือดุจนาวากลางมหาสมุทร ตอนหนึ่งกล่าวถึงกิจการโรงสีข้าว ที่ได้ข้อมูลบางส่วนจากงานเขียนของ Suehiro Akira ที่อธิบายเกี่ยวกับภาพรวมธุรกิจค้าข้าวในยุคนั้นไว้ว่า

“ในปี พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919) ชาวยุโรปได้ถอนการลงทุนในอุตสาหกรรมโรงสีข้าว (ในไทย) ออกไปจนหมด อีกด้านหนึ่ง คือกลุ่มคนจีนเฉพาะบางกลุ่มก็ได้ขยายกิจการในด้านนี้อย่างมากมาย ในช่วงวิกฤตการณ์ข้าวจาก พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 และกว่าจะถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 (ค.ศ.1932) ก็มีเพียงสามกลุ่ม หรือสามครอบครัว ที่ครอบคลุมประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของการผลิตข้าวของโรงสีทั้งหมดในกรุงเทพฯ

สามกลุ่มนี้ คือ กลุ่มหวั่งหลี ภายใต้การนำของนายตันลิบบ๊วย กลุ่มลิ้มเฮงจั่น นำโดยนายโล้วเต็กชวน ต้นตระกูลบุญสุขและกลุ่มจิ้นเส็ง นำโดยนายม้าเลียบคุน ผู้เป็นต้นตระกูลของตระกูลบูลกุญ (มาบุญครอง) ที่สำคัญ ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงทศวรรษที่ 3 (ค.ศ.1930-1940) กลุ่มเหล่านี้ทั้งหมดได้ขยายกิจการของตนเองออกไปในธุรกิจแขนงอื่น ๆ ที่เคยอยู่ในมือของบริษัทของชาวยุโรป เช่น การธนาคาร การเดินเรือ” [เน้นคำโดยกองบรรณาธิการ]

นอกจากนี้ม้าเลียบคุน ยังเป็นหนึ่งในผู้ร่วมจัดตั้งสมาคมโรงสีไฟแห่งประเทศไทย ที่มีพลังและทรงอิทธิพล และตัวเขาเองก็เคยรับตำแหน่งนายกสมาคมอยู่หลายปี ภายหลังเมื่อรัฐบาล โดยกระทรวงเศรษฐการจัดตั้ง บริษัทข้าวไทย (พ.ศ. 2481) ก็ติดต่อให้ม้าเลียบคุนไปเป็นผู้จัดการเป็นคนแรก

นับว่าม้าเลียบคุนเป็นผู้คร่ำหวอดแลเชี่ยวชาญ และเป็นที่ยอมรับในธุรกิจโรงสีและการค้าข้าว  

ส่วนข้าวสารบรรจุถุงยี่ห้อแรกของประเทศ ก็มีพื้นฐานจากความชำนาญในกิจการค้าข้าว และโรงสีของม้าเลียบคุน ที่ตั้งต้นให้คนรุ่นลูกได้ต่อยอด

ข้อมูลจาก

เว็บไซต์ บริษัท ปทุมไรซมิล แอนด์ แกรนารี จำกัด (มหาชน) สืบค้นเมื่อ 18 มิถุนายน 2564

เอนก นาวิกมูล. พ่อค้าไทยยุค 2480 เล่ม 1, สำนักพิมพ์แสงดาว, พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2557

คุณหญิงจำนงศรี รัตนิน (หาญเจนลักษณ์). ดุจนาวากลางมหาสมุทร, บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด, พิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ. 2538


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 มิถุนายน 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป