ตามล่า มนุษย์หิมะ รวมข้อมูล-มุมมองมานุษยวิทยา หรือนักวิทย์ว่าเป็นแค่ “หมี”?

"มนุษย์ขน" ที่วาดไว้ในหนังสือจีนโบราณ

มนุษย์หิมะ เริ่มเป็นข่าวฮือฮากันมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1950 หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงใหม่ๆ และข่าวนี้ก็กระพือไปทั่วโลกทั้งฝ่ายตะวันออกและฝ่ายตะวันตก

จะว่าเป็นข่าวโคมลอยก็ไม่ได้ เพราะนักสํารวจ นักไต่เขา นักผจญภัยและชาวบ้านแถบภูเขาหิมาลัยทั้งด้านเหนือ ด้านใต้ก็มีหลักฐานยืนยันอ้างอิงพอสมควร เป็นต้นว่า ภาพรอยเท้า “มนุษย์หิมะ” ที่นํามาลงในหน้าหนังสือพิมพ์ให้ดูกันอย่างจะแจ้ง ตลอดทั้งคําให้สัมภาษณ์ของผู้ที่ได้ประสบพบเห็น “มนุษย์หิมะ” มากับตาตนเองก็ได้ลงพิมพ์เป็นข่าวหรือสารคดีเชิงข่าวอย่างละเอียดถี่ถ้วน

แต่จะเชื่อเรื่องนี้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็คงไม่ได้ เพราะไม่มีใครสามารถนําตัว “มนุษย์หิมะ” มาเป็นหลักฐานเพื่อการพิสูจน์ได้ ฉะนั้น “มนุษย์หิมะ” จึงมีสภาพเหมือน “สิ่งเป็นจริง” ที่ปรากฏอยู่ในความหลับ ๆ ตื่น ๆ ของผู้คนเรื่อยมาจนกระทั่งบัดนี้

ถิ่นของ “มนุษย์หิมะ” ก็คือภูเขาหิมาลัย ประเทศที่ “มนุษย์หิมะ” ปรากฏตัวให้ผู้คนพบเห็นก็คือ อินเดีย เนปาล และจีน เรื่องราวเกี่ยวกับ “มนุษย์หิมะ” จะแพร่ออกมาจาก ประเทศเหล่านี้เป็นพักๆ โดยเฉพาะประเทศจีนมีข่าวบ่อยกว่า ประเทศอื่น ๆ

มีผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับ “มนุษย์หิมะ” ที่พบเห็นกันแถบภูเขาหิมาลัยในทิเบต “คนป่า” ที่พบเห็นกันในป่าดงดิบ “เสินหนงเจี้ย” ในมณฑลหูเป่ยและเทือกเขาฉิน หลิ่งในมณฑลส่านซี

หนังสือและนิตยสารเหล่านี้ไม่เพียงแต่กล่าวถึงมนุษย์ หิมะ” และ “คนป่า” ในปัจจุบัน หากยังได้ยกเอาหลักฐานจากหนังสือโบราณมาอ้างอิงด้วยว่า ประเทศจีนสมัยเก่าก่อนก็เคย มีผู้คนเคยพบเห็น “คนป่า” “มนุษย์ขน” และ “ผีภูเขา” มาแล้ว แสดงว่าประเทศจีนเป็นถิ่นที่ “สิ่งมีชีวิตกึ่งคนกึ่งสัตว์” (ไม่รู้ ว่าเป็นตัวอะไร) เคลื่อนไหวอยู่อย่างกว้างขวางในแถบเขาสูงป่าลึกมาแต่โบราณกาล แม้ในปัจจุบันก็ยังเคลื่อนไหวอยู่

กล่าวเฉพาะระหว่างและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศจีนก็มีผู้คนได้พบเห็น “สิ่งมีชีวิตที่น่าประหลาด” นี้ มากครั้งหลายหน ที่สําคัญคือ ระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2483 หวังเจ๋อหลิน เจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการชลประทาน แม่น้ำหวงเหอ (แม่น้ำเหลือง) แห่งประเทศจีน ได้เห็น “คนป่า” เพศหญิงถูกชาวบ้านยิงตายบนทางหลวงระหว่างตําบลเจียงลั่วกับทุ่งราบเหนียงเหนียงแถบเทือกเขาฉินหลิ่ง

หวังเจ๋อหลินรายงานต่อเจ้าหน้าที่สถานพิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติปักกิ่งในปี พ.ศ. 2499 ว่า “คนป่า” ที่ถูกยิงตาย รูปร่างใหญ่โต สูงประมาณ 2 เมตร ทั่วทั้งตัวเต็มไปด้วยขนสีแดงปนเทาและยาวประมาณ 1 นิ้วกว่า นมทั้งสองเต้าใหญ่มาก หัวนมแดงๆ คล้ายกับเพิ่งคลอดลูกไม่นาน ขนที่ใบหน้าสั้น ใบหน้าก็สั้นกว่าคนธรรมดา เบ้าตาลึก โหนกแก้มนูนและปากยื่น ผมยาวประมาณ 1 ฟุต ลักษณะคล้ายรูปปั้น “มนุษย์ปักกิ่ง” มาก แต่ขนยาวและดกกว่า….

เรื่องนี้จะว่าหวังเจ๋อหลินฟันเฟือนตาฝาดก็ไม่ได้ เพราะเขาเป็นคนมีความรู้ด้านชีววิทยา ย่อมจําแนกได้ว่า “สิ่งมีชีวิต” ที่ถูกยิงตายนั้นเป็นอะไรแน่ หมีควาย วานรเอปหรือ “คนป่า”?

ในปี พ.ศ. 2483 คณะสํารวจภูเขาหิมาลัยของประเทศฝ่ายตะวันตกคณะหนึ่งที่อยู่ใต้การนําของมร.ชิบตัน (Mr. Shipton) ก็ได้พบรอยเท้า “มนุษย์หิมะ” บนภูเขาหิมาลัย

ปี พ.ศ. 2515 คณะสํารวจฯฝ่ายตะวันตกอีกคณะหนึ่งก็ได้พบรอยเท้า “มนุษย์หิมะ” อยู่รอบๆ เต็นท์พักแรมของพวกเขาบนภูเขาหิมาลัย พวกเขาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่า

“ขณะที่พวกเรานอนหลับอยู่นั้น ก็มีสัตว์ชนิดหนึ่งมาที่ค่ายพักของเรา และเดินไปเดินมาอยู่นอกเต็นท์ ชาวเนปาลยืนยันกับพวกเราอย่างไม่ลังเลสงสัยว่า นั่นเป็นรอยเท้า ‘มนุษย์หิมะ’”

ในปี พ.ศ. 2505 ทหารรักษาชายแดนของจีนก็ได้พบ “คนป่า” ในป่าดงดิบ เขตสิบสองปันนา ในมณฑลยูนนาน

ระหว่างปี พ.ศ. 2519-2520 ชาวบ้านก็ได้พบ “คนป่า” ในป่าดงดิบ “เสินหนงเจีย” ในมณฑลหูเป่ยหลายครั้ง และในระยะเดียวกันนี้เอง คณะสํารวจป่าดงดิบเสินหนงเจี้ย ก็ได้พบหลักฐานเกี่ยวกับ “ผีภูเขา” บางอย่าง เช่น รอยเท้า อุจจาระ ขนและผมของมัน ทั้งยังได้สัมภาษณ์อัดเสียงชาวบ้านที่เคยพบเห็น “คนป่า” มากับตาตนเองไว้ด้วย

ระหว่างเดือนเมษายน พ.ศ. 2520 ผังเกินเซิง หัวหน้ากองการผลิตที่ 6 อําเภอโจวจื้อ ในเขตอนุรักษ์ธรรมชาติ ไท่ไป๋ซาน ณ เทือกเขาฉินหลิ่ง ได้เผชิญหน้ากันกับ “คนป่า” ในโกรกเขาแห่งหนึ่ง แต่ไม่ได้ต่อสู้อะไรกัน ผังเกินเซิงบอกว่า “คนป่า” สูงประมาณ 7 ฟุตกว่า ไหล่กว้างกว่าไหล่คนธรรมดา หน้าผากไม่ยื่น เบ้าตาลึก รูจมูกเชิดขึ้น ปลายจมูกเหมือน ก้อนเนื้อกลมๆ ก้อนหนึ่ง ใบหน้าตอบ ใบหูเหมือนใบหูคน แต่ใหญ่กว่า ตากลมดําใหญ่กว่าตาคน ขากรรไกรล่างยื่น ออกมา ริมฝีปากบนและล่างแบะออก ผมสีน้ําตาลแก่ยาว ประมาณ 1 ฟุตปรกไหล่ แขนยาวมือใหญ่ ไม่มีหาง ขน ค่อนข้างสั้น โคนขาใหญ่ ขาท่อนล่างยาวกว่าโคนขา เดิน ด้วยสองขาตัวตรง เท้าใหญ่และยาว เท้าส่วนหน้ากว้าง ส่วนหลังแคบยาวประมาณ 1 ฟุตกว่า….

วันหนึ่งในฤดูร้อนปี พ.ศ. 2519 พนักงานร้านธัญญาหารของรัฐบาล 2 คน มีธุระเดินทางรอนแรมแล้วมาพักที่บ้านร้างแห่งหนึ่งในละแวกท่าเรือจังมู่ทางภาคใต้ของทิเบต ซึ่งอยู่เหนือระดับน้ำทะเล 2,300 เมตร ตอนเที่ยงคืนพวกเขาต้องสะดุ้งตื่นเพราะได้ยินเสียงคลื่นไหวผิดปกติ ทันใดนั้น สองหนุ่มก็มองเห็น “คนป่า” จากแสงจันทร์ที่ส่องลอดเข้ามา ดูรูปร่างสูงใหญ่กว่าคนธรรมดา เห็นถนัดชัดตามาก เพราะ “คนป่า” ยืนอยู่ข้างเตียงและกําลังมองพวกเขาอยู่ “คนป่า” คนนี้เป็นเพศหญิงแน่นอน เพราะเต้านมใหญ่มาก ผมยาว และมีขนเต็มตัว

หนุ่มทั้งสองตกใจมาก แต่คิดว่าสองต่อหนึ่งคงพอสู้กันได้ จึงกระซิบบอกกันว่าควรจะทําอย่างไร แล้วทั้งสองก็ค่อย ๆ ลงจากเตียง พร้อมกับกางผ้าห่มนวมแล้วพุ่งเข้าใส่ “คนป่า” พร้อมกัน

แปลก! “คนป่า” ไม่ต่อต้าน จึงถูกชายทั้งสองตะครุบตัวไว้ในผ้าห่มนวม แล้วนําไปผูกไว้กับเสา ครูใหญ่เขาทั้งสองก็ม่อยหลับไป มารู้สึกตัวตื่นขึ้นก็ตะวันโด่งฟ้าแล้ว ทันใดพวกเขาก็มองไปที่เสาผูก “คนป่า” แต่ “คนป่า” หายตัวไปเสียแล้ว เชือกที่ผูกก็ขาดสะบั้น! “แม่นางเธอ” จากไปแล้วโดยไม่ได้ ล่ำลากัน

ไม่ว่าแถบภูเขาหิมาลัย ป่าดงดิบเสินหนงเจี้ยหรือ เทือกเขาฉินหลิ่ง ถึงปัจจุบัน ชาวบ้านก็ยังยืนยันว่า บางครั้ง บางคราว “คนป่า” จะมาปรากฏตัวให้เห็น เมื่อเผชิญหน้ากันจัง ๆ ถ้าเราหลีกทางไปเสียก็ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น น้อยนักที่จะมีข่าว “คนป่า” ทําร้ายชาวบ้าน!

เรื่องราวเกี่ยวกับ “มนุษย์หิมะ” “คนป่า” หรือ “ผีภูเขา” เป็นเรื่องยาวแต่ซ้ำซาก…ข่าวมาจากด้านต่าง ๆ อาจจะสรุปลักษณะพิเศษของ “สิ่งมีชีวิตอันน่าประหลาด” ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ ดังนี้ คือ

1. รูปร่างสูงใหญ่ประมาณ 2 เมตร
2. ขนยาวเต็มตัว
3. รูปร่างหน้าตาเหมือน “มนุษย์ปักกิ่ง”
4. เดินด้วยสองขาตัวตรง
5. กินผลไม้ ผักป่าและสัตว์ป่านกหนูเป็นอาหาร
6. ไม่รู้จักใช้ไฟ
7. ชอบเคลื่อนไหวตามลําพัง จับกลุ่มไม่เกิน 3 คน

ลักษณะพิเศษเหล่านี้ของ “มนุษย์หิมะ” และ “คนป่า” ได้สร้างความงุนงงให้ผู้คน สร้างปัญหาให้นักวิชาการโต้แย้งถกเถียงกันและท้าทายนักวิทยาศาสตร์ให้ติดตามพิสูจน์

นักวิชาการรัสเชียกลุ่มหนึ่งมีความเห็นว่า “คนป่า” ที่เทือกเขาฉินหลิ่งในมณฑลส่านซี อาจจะไม่ใช่ประเภทเดียวกันกับ “มนุษย์หิมะ” ที่ภูเขาหิมาลัย “มนุษย์หิมะ” มีลักษณะใกล้ เคียงกับวานรยักษ์ “ไจแกนโทพิเธคคัส” (Gigantopithecus) ซึ่งมีชีวิตอยู่ทางภาคใต้ของประเทศจีนในยุคเควเทอร์นารี(Qua termary Period) ระหว่าง 1,000,000 ปีของยุคปัจจุบัน) และมีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งของจีนเห็นว่า ไจแกนโทพิเธคคัส รูปร่างใหญ่โตล่ำสัน กะโหลกศีรษะใหญ่ แต่แขนยาวและใหญ่กว่าแขนมนุษย์ปัจจุบันเพียงนิดหน่อยเท่านั้น ความสูงก็ใกล้เคียงกับมนุษย์ปัจจุบันหรืออาจจะสูงกว่าเพียงเล็กน้อย

ตามความเห็นของนักวิชาการรัสเซียและนักวิชาการจีนเหล่านี้ ทําให้ผู้คนค่อนข้างจะแน่ใจว่า “มนุษย์หิมะ” และ “คนป่า” มีจริง!

แต่บางคนว่า ไจแกนโทพิเธคคัสสูญพันธุ์ไปนานแล้ว! บางคนก็ค้านว่า ไม่แน่! หมีแพนด้าซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคเดียวกันกับใจแกนโทพิเธคคัส ก็ยังเห็นหลงเหลืออยู่ แล้วทําไมใจแกนโทพิเธคคัสจึงจะหลงเหลืออยู่ไม่ได้

ครับ เรื่องนี้ผมก็ออกจะงง ๆ อยู่เหมือนกัน และก็ชักจะสงสัยอยู่ว่า “มนุษย์หิมะ” และ “คนป่า” ในปัจจุบันจะมาตะเภาเดียวกันกับ นางเงือก” ที่เล่าลือกันในศตวรรษที่ 18 หรือเปล่า

ถ้าเราเอาทฤษฎีมานุษยวิทยาเข้าจับปัญหานี้ เราก็จะได้คําตอบที่แน่นอนว่า “มนุษย์หิมะ” และ “คนป่า” (มนุษย์ ขน) ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตอยู่จริง เพราะ

1. การสูญพันธุ์ต้องมีกระบวนการ เงื่อนไขและเงื่อนเวลาของมัน ไจแกนพิเธคคัสเป็น “วานรมนุษย์” (anthropoid) ประเภทหนึ่ง ถ้าไม่สูญพันธุ์จะต้องมีวิวัฒนาการ ถ้ามันวิวัฒน์มาจนถึงปัจจุบัน มันจะไม่ใช่ใจแกนโทพิเธคคัส มันอาจจะกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงกว่านั้นและสูงกว่า “มนุษย์วานร” (ape-man)

2. จะพิสูจน์ว่า สิ่งอะไรมีอยู่จริงหรือไม่ จะต้องมีหลักฐานยืนยันที่เป็นวิทยาศาสตร์ จะอาศัยแต่ว่า ได้เห็นมา ได้ยินมา หรือได้ขนได้ผมเป็นหลักฐาน ถ่ายรูปรอยเท้าไว้เป็นหลักฐานและได้อุจจาระไว้เป็นหลักฐานเท่านี้ยังไม่พอ จะต้องได้ตัวจริงมา หรืออย่างน้อยจะต้องได้กะโหลกศีรษะมาเป็นหลักฐาน ยืนยันความเป็นจริง

3. ฟังคําเล่าลือในพื้นบ้านพื้นเมือง ไม่ควรเชื่อเสียทั้งหมดและก็ไม่ควรไม่เชื่อเสียทั้งหมด

ประการแรกหมายความว่า ให้มีท่าทีสงสัยไว้ก่อน อย่าให้คําเล่าลือหลอกได้ ประการหลังหมายความว่า อย่ามองข้ามคําเล่าลือ ในคําเล่าลืออาจจะมีเค้าเงื่อนที่เป็นประโยชน์แฝงอยู่ แต่การสรุปขั้นสุดท้ายจะต้องอาศัยข้อมูลที่เป็นจริงและถูกต้อง

4. ทางการของจีนตั้งคณะสํารวจทางวิทยาศาสตร์ขึ้น ตามล่า “มนุษย์หิมะ” และ “คนป่า” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2502-2520 ตลอดระยะเวลา 18 ปีไม่เคยจับ “มนุษย์หิมะ” และ “คนป่า” ได้เลย และในระยะหลัง ๆ ทางการจีนก็มิได้วางมือเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนถึงปัจจุบัน… มันนานพอที่จะลงความได้ว่า “มนุษย์หิมะ” และ “คนป่า” ก็คงจะเป็น แต่เพียงคําเล่าลือแบบ “นางเงือก” เท่านั้น

เพิ่มเติม ปลายปี 2560 ดร. ชาร์ล็อตต์ ลินด์ควิสต์ นักชีววิทยาผู้เชี่ยวชาญวิวัฒนาการของหมี จากมหาวิทยาลัย แอทบัฟฟาโล ในเมืองบัฟฟาโล รัฐนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ศึกษาวิจัยตรวจสอบดีเอ็นเอ จากตัวอย่างที่ถูกระบุว่าเป็นหลักฐานแสดงถึงการมีชีวิตอยู่ของ “เยติ” หรือ “มนุษย์หิมะ” หรือ “มนุษย์หิมาลัย” เพื่อนำไปเทียบเคียงกับดีเอ็นเอของหมี หวังไขปริศนาลึกลับเกี่ยวกับตำนานของเยติ

ผลการตรวจดีเอ็นเอจากหลักฐานเยติทั้งหมดพบว่า 8 ชิ้นเป็นชิ้นส่วนของหมีสีน้ำตาลหิมาลัย อีกชิ้นเป็นเขี้ยวและชิ้นส่วนขนของสุนัข

“สิ่งที่อ้างว่าเป็นเยติ ซึ่งได้จากที่ราบสูงทิเบต มีดีเอ็นเอตรงกันกับหมีสีน้ำตาลทิเบตส่วนที่อ้างว่าได้จากเทือกเขาด้านตะวันตกของหิมาลัย ดีเอ็นเอก็ตรงกับหมีสีน้ำตาลหิมาลัย ส่วนอื่นๆ ที่ได้จากระดับความสูงที่ต่ำลงมา ดีเอ็นเอแสดงให้เห็นว่าเป็นหมีดำเอเชียเท่านั้น” ลินด์ควิสต์กล่าว (อ่านเพิ่มเติม “เยติ หรือ มนุษย์หิมะ” ที่แท้เป็น “หมีสีน้ำตาล” ?)

สรุปแล้วก็คือว่า “มนุษย์หิมะ” “คนป่า” และ “ไจแกนโทพิเธคคัส” ไม่ใช่สิ่งที่มีชีวิตอยู่จริง! เพราะยังขาดหลักฐานที่จะวินิจฉัยออกมาอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

 


หมายเหตุ: เรียบเรียงและปรับปรุงจากบทความเดิมชื่อ “ตามล่า ‘มนุษย์หิมะ'”

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 มกราคม 2562

บทความก่อนหน้านี้