“ริวกิว” ชื่อปลาในไทย และชื่ออาณาจักรโบราณในญี่ปุ่น เกี่ยวข้องกันไหม? อย่างไร?

ภาพวาดลายเส้น ปลาริวกิว

เมื่อพูดถึง “ปลาริวกิว” [บ้างเรียกปลาเรียวเซียว] สำหรับคนไทยส่วนใหญ่คงคิดถึงอาหาร 2 รายการนี้ หนึ่งคือปลาหวานที่ทำจากเนื้อปลา และแกงส้มที่ทำจากไข่ปลา แต่ในวิชาประวัติศาสตร์มีเมืองชื่อว่า “ริวกิว” เหมือนกัน แล้วอาณาจักรริวกิวที่ว่ามีปลาริวกิวหรือเปล่า หรือปลาริวกิวเรียกเช่นนี้เพราะมีต้นกำเนิดมาจากเมืองริวกิว

ก่อนที่จะดูว่ามันสัมพันธ์กันเช่นไร เราต้องอาณาจักร และปลาที่มีชื่อเหมือนกันนี้

เริ่มจาก “ริวกิว” ที่เป็นชื่อ “อาณาจักรโบราณ” แต่เดิมถือเป็นรัฐเอกราช ตั้งอยู่บนหมู่เกาะโอกินาว่า (ปัจจุบันคือ เมืองโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น) หนังสือความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี อ้างอิงตาม“เรคิไดโฮอัน” บันทึกโบราณที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างริวกิว จีน เกาหลี และเมืองต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉีนงใต้ ซึ่งพบที่เมืองนาหะ เมืองท่าสำคัญของอาณาจักรริวกิวระบุว่า

ในระยะเวลา 145 ปี (พ.ศ. 1968-2113) ริวกิวส่งเรือสำเภอมายังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 150 ลำ ในจำนวนนั้นเรือสำเภาส่วนใหญ่ที่มีถึง 58 ลำ เดินทางมายังกรุงศรีอยุธยา สินค้าที่นำมาขายสยามได้แก่ สินค้าที่ผลิตในจีน (ผ้าแพรขาวคุณภาพดี, เครื่องเคลือบเครื่องลายคราม ฯลฯ) สินค้าจากประเทศญี่ปุ่น  (ดาบ, พัด)

ส่วน “ริวกิว” ที่เป็น “ชื่อปลา” นั้น เว็บไซต์ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา) กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงวัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง อธิบายว่า

ปลาริวกิว หรือปลาเรียวเซียว ชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Netumathalassina เป็นปลาทะเลชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลากดทะเล (Ariidae) มีรูปร่างคล้ายคลึงกับปลากดหรือปลาแขยงที่พบในน้ำจืด หรือปลากดทะเลชนิดอื่น ๆ แต่มีขนาดใหญ่มากกว่า มีลำตัวยาวและค่อยข้างกลม หางแบนข้างและหัวใหญ่ ด้านหลังตรงหัวเป็นกระดูกแข็ง หน้าแหลม จะงอยปากยาว ปากกว้าง ฟันมีขนาดเล็กและสั้น มีหนวดใต้คาง 2 คู่และริมฝีปากบน 1 คู่ ครีบหลังและครีบอกมีเงี่ยงเป็นหนามแหลมครีบละหนึ่งอัน ครีบไขมันเล็กอยู่ใต้โคนหาง ครีบหางเป็นแฉกลึก พื้นลำตัวสีน้ำตาลปนเทา ท้องสีขาวนวล ครีบต่าง ๆ สีเทาคล้ำ ครีบไขมันสีดำกินปลาและสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ตามบริเวณหน้าดินเป็นอาหาร จัดเป็นปลาอุก หรือปลากดทะเลที่มีขนาดใหญ่ มีความยาวเต็มที่ได้ถึง 1.2 เมตร แต่ความยาวเฉลี่ย 30–40 เซนติเมตร

พบกระจายพันธุ์ตามพื้นทะเลที่เป็นโคลน หรือโคลนเหลว บางครั้งอาจพบได้ในบริเวณปากแม่น้ำที่เป็นน้ำกร่อยหรือน้ำจืด ในน่านน้ำไทยพบทั้งอ่าวไทยและทะเลอันดามันปลาชนิดนี้มีเมือกห่อหุ้มผิวหนังเมือกนี้จะมากและหนาหน่อย และจะมีเงี่ยงเหมือนปลากดนั่นแหละ

เนื้อจะเป็นสีชมพูแดง เป็นปลาที่ใช้เนื้อบริโภคกันจนเป็นที่รู้จักดี รวมถึงแปรรูปเป็นปลาเค็มหรือปลาหวาน  ไข่ของปลาริวกิวนิยมนำมาทำเป็นแกงส้มเหมือนปลากดทะเลชนิดอื่น ๆ แต่ไข่ปลาริวกิวนั้นมีความคาวมาก เมื่อจะนำมาปรุงอาหารต้องล้างน้ำหลายๆ ครั้ง ปลาจะมีไข่ได้ทุกฤดูกาล แต่ช่วงที่ีไข่สมบูรณ์มากที่สุด คือ ช่วงฤดูหนาวหรือช่วงปลายฝนต้นหนาว ปลาชนิดนี้ส่วนหัวจะรับประทานได้และอร่อยมากด้วย”

แล้วปลาริวกิว กับอาณาจักรริวกิว สัมพันธ์กันอย่างไร

หนังสือ “ญี่ปุ่นที่ยังไม่รู้จัก” ที่ปิยดา ชลวร เป็นบรรณาธิการ ในบทที่ 13 “ทำไมโอกินาวาไม่มีปลาริวกิว”ธนพัชญ์ จันทร์ดิษวงษ์ มีคำเฉลยที่น่าสนใจไว้ให้ว่าไม่มีปลาริวกิวในโอกินาวา [ริวกิวในอดีต]  และคนโอกินาวาไม่รู้จักปลาริวกิว แต่มีปลาริวกิวในเมืองไทย แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่อาจารย์ซูซูกิ โนริยูกิ (Suzuki Noriyuki) นักวิชาการญี่ปุ่นที่เคยทำงานวิชาการเกี่ยวกับไทยและโอกินาวา ให้ความคิดเห็นว่า จากความสัมพันธ์ในอดีตตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา-อาณาจักรริวกิวที่มีการติดต่อค้าขายกัน ปลาริวกิวนั้นน่าจะเป็นปลาที่ ชาวริวกิวได้ระหว่างการเดินทาง และนำมาจำหน่ายในสยาม

รูปปั้นคนถือปลา ที่สันนิษฐานว่าเป็นชาวริวกิว และปลาปลาริวกิว ที่ศาลาเลื่อนศักดิ์ เจียมอุดม (ภาพโดย ธนพัชญ์ จันทร์ดิษวงษ์)

เมื่อประกอบกับข้อมูลที่ธนพัชญ์ จันทร์ดิษวงษ์ สืบค้นจาก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติพบว่า “ปลาริวกิวมีถิ่นที่อยู่ตั้งแต่แอฟริกาตะวันออกถึงทะเลแดง, มหาสุมทรอินเดียโดยรอบ, ในอาเซียนได้แก่ประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์, ส่วนทางฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ทะเลจีนใต้ ทางเหนือและทางใต้ของเกาะกีนี  ทางเหนือของออสเตรเลียจากอ่าว Exmouth จนถึงซิดนีย์ แต่ไมมีรายงานว่าปลาริวกิวมีถิ่นที่อยู่ในโอกินาว่า หรือหมู่เกาะทางตอนใต้ของญี่ปุ่น”

จึงสรุปได้ว่าบนเส้นทางที่ชาวริวกิวใช้เดินทางมาเมืองไทยมีปลาริวกิว

นอกจากนี้ที่ศาลาเลื่อนศักดิ์ เจียมอุดม ศาลารายทางทิศใต้ของวัดพระเชตุพนฯ มีรูปปั้น 2 รูป (ตัวหนึ่งยืนเท้าสะเอว อีกหนึ่งเป็นถือปลา 1 ตัวอยู่ในมือ (คาดว่าเป็นปลาริวกิว))

อาจารย์ฮิงาชิอนนะ(Higashionna Kanjun) นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์โอกินาวา มาเห็นรูปปั้นที่เท้าสะเอวในห้องเก็บของของวัดโพธิ์ในจำนวนรูปปั้นที่มีมากมาย และคิดว่ารูปนี้น่าจะคล้ายชาวริวกิวมากที่สุด โดยท่านคิดว่าชุดของรูปปั้นที่เท้าสะเอวนี้มีลักษณะคล้ายกับชุดของข้าราชการจีน ที่ชาวริวกิวใส่ตอนไปส่งเครื่องบรรณาการให้เอโดะ

ในส่วนนักวิชาการไทย เมื่อผู้เขียน (ธนพัชญ์ จันทร์ดิษวงษ์)ได้ส่งรูปถ่ายของรูปปั้นทั้งสองรูปที่อยู่ในศาลาเลื่อนศักดิ์ให้ อาจารย์ทวีศักดิ์ เผือกสม, อาจารย์นวลพรรณ ภัทรมูล ได้ให้ความเห็นว่า รูปที่ถือปลาน่าจะเป็นชาวริวกิวโดยดูจากการแต่งกายสีหมากสุกที่สอดคล้องกับโคลงภาพคนต่างภาษา 32 ชนชาติของวัดโพธิ์ เพราะโคลงภาพคนต่างภาษา 32 ชนชาตินั้น ไม่มีบทใดกล่าวถึงปลา และมีเพียงชาวลิ่วขิ่ว (ริวกิว) ที่ใช้เป็นชื่อปลา

ระหว่างนี้ที่ยังไม่มีหลักฐานใดที่จะยืนยันได้ชัดเจนกว่านี้ ก็เชิญท่านเอร็ดอร่อยกับปลาริวกิวไปพลางก่อน

ข้อมูลจาก

อิชิอิ โยเนะโอ, ชิกาวา โทชิอารุ. ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี, มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์  ฉบับพิพม์ครั้งที่ 2  พ.ศ. 2542

http://www.nicaonline.com   สืบค้นเมื่อ 5 มีนาคม 2563

ธนพัชญ์ จันทร์ดิษวงษ์. “ทำไมโอกินาว่าไม่มีปลาริวกิว” ใน ญี่ปุ่นที่ยังไม่รู้จัก พ.ศ. 2563


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มีนาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป