“อย่าเล่นเพื่อนกับใคร มีผัวมีเถิด” ดูวิธีมีคู่ครองของชาววัง ผ่าน “พ่อสื่อแม่สื่อ-ดูตัว”

ภาพประกอบเนื้อหา - สตรีชาววัง ในพระราชวังดุสิต (บุคคลในภาพไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาในบทความ)

…โดยปกติแล้วพฤติกรรมเล่นเพื่อนจะกระทำกันอย่างซ่อนเร้นปิดบัง แต่ก็เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า มีพฤติกรรมเช่นนี้ในหมู่สาวๆ ชาววัง แม้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงทราบ ดังปรากฏหลักฐานในพระบรมราโชวาทในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่โปรดพระราชทานพระเจ้าลูกเธอทุกพระองค์ มีข้อความเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า

“—พ่อขอเสียเป็นอันขาดทีเดียว คิดถึงคำพ่อสั่งให้มากนักหนา อย่าเล่นเพื่อนกับใครเลย มีผัวมีเถิด แต่อย่าให้ปอกลอกเอาทรัพย์ของเจ้าไปได้—“

แต่อย่างไรก็ตามเรื่องความรักหรือการมีคู่ระหว่างชายหญิงนั้น สาวๆ ชาววังก็มีโอกาสบ้างเหมือนกัน แม้จะเป็นไปอย่างไม่สะดวกนัก เพราะมีขนบประเพณีเป็นเครื่องกีดกั้นอยู่ แต่ก็ไม่ยากเย็นจนเกินไป เพราะขึ้นชื่อว่าสตรีชาววัง แม้แต่ที่มีฐานะเป็นเพียงทาสน้ำเงินของพระองค์เจ้าหญิงพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง หรือคุณจอมท่านใดท่านหนึ่งก็ตาม ล้วนเป็นที่หมายปองของบุรุษเพศ

คลิกอ่านเพิ่มเติม : บันทึกรัก “หม่อมเป็ดสวรรค์” สัมพันธ์หญิงกับหญิง แบบ “เล่นเพื่อน” ในวัง

ทั้งนี้เพราะถือกันว่าสตรีชาววังทุกคนได้ผ่านการฝึกหัดงานบ้านงานเรือน และการอบรมกริยามารยาท ตลอดจนเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องว่ามีความรู้รอบตัวเป็นอย่างดี นับเป็นคุณสมบัติที่พอเพียงต่อการสู่ขอมาเป็นแม่ศรีเรือน

พ่อสื่อแม่สื่อ

ในกรณีเช่นนี้บางทีทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชายอาจจะไม่เคยมีโอกาสได้พบหน้ากันเลย จะมีพ่อสื่อแม่สื่อเป็นผู้นำคุณสมบัติของฝ่ายหญิงไปบรรยายให้พ่อแม่พี่น้องฝ่ายชายฟัง และนำคุณสมบัติของฝ่ายชายมาพรรณนาให้พ่อแม่พี่น้องของฝ่ายหญิงทราบ

เมื่อเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย แม่สื่อพ่อสื่อจึงดำเนินการในส่วนรายละเอียดต่างๆ เป็นขั้นตอนจนสำเร็จ บิดามารดาของสตรีที่ว่าก็จะเข้ามากราบถวายบังคมเจ้านายที่ทรงอุปถัมภ์ลูกสาวอยู่ เพื่อขอทูลลานำลูกสาวออกไปแต่งงานมีเหย้ามีเรือนตามประเพณีต่อไป

“ไม่ยอมคลุมถุงชน”

ในบางคู่บางคน หนุ่มๆ ไม่ยอมให้พ่อแม่จับคลุมถุงชน ประสงค์จะได้เห็นตัวเจ้าสาวก่อนตกลงใจรับเป็นลูกเมีย กรณีนี้แม่สื่อจะนัดแนะพวกหนุ่มๆ ให้มาดักคอยแอบดูตัวฝ่ายหญิง

สถานที่ที่หนุ่มๆ สามารถจะเห็นสาวๆ ชาววังได้ ก็คือที่หน้าประตูศรีสุดาวงศ์ ซึ่งเป็นประตูด้านหลังของกำแพงพระราชวังฝ่ายใน ตรงกับประตูช่องกุด ซึ่งเป็นประตูกำแพงวังชั้นนอก กล่าวกันว่าเป็นบริเวณที่คึกคักที่สุดในช่วงเช้า เพราะเป็นที่ซึ่งคนนอกวังนำสินค้าต่างๆ เข้ามาขายกันมากมาย สาวๆ ชาววังก็จะพากันมาหาซื้อของใช้ของกินที่ต้องการ และเป็นโอกาสที่จะได้พบผู้คนภายนอกบ้าง

เวลานี้เองที่แม่สื่อพ่อสื่อจะนัดหนุ่มๆ มาดูตัวสาวที่ตนจะเป็นสื่อให้ ข้างฝ่ายสาวจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่ากำลังถูกดูอยู่ก็ตาม จะต้องเก็บอาการยินดียินร้ายให้มิดชิด วางกิริยาเฉย และไม่ปริปากพูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งสิ้น จนกว่าแม่สื่อจะดำเนินการจนถึงขั้นตอนสุดท้าย คือขั้นตอนที่บิดามารดาของฝ่ายหญิงมากราบทูลเจ้านายที่อุปการะลูกสาวหลานสาวอยู่ เพื่อขอลาออกไปแต่งงาน

งานสำหรับ “เลือกคู่” และ “การดูตัว”

ในส่วนสตรีที่เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งถวายตัวเข้ามาอยู่กับพระญาติตามตำหนักต่างๆ นั้น ถือเป็นชาววังชั้นสูง การพบปะสังสรรค์ต้องอยู่ในกลุ่มคนที่มีฐานะทางสังคมใกล้เคียงกัน เช่น พบปะกันในงานพระราชพิธี หรืองานรื่นเริงที่จัดขึ้นในหมู่เจ้านาย งานที่ขึ้นชื่อว่าเป็นงานสำหรับหนุ่มสาวเลือกคู่กัน ได้แก่ งานฤดูหนาว ซึ่งจัดขึ้นที่วัดเบญจมบพิตร มีการออกร้านขายของเพื่อหาเงินบำรุงวัด ในงานนี้จะมีทั้งเจ้านายฝ่ายหน้าและฝ่ายในพากันไปออกร้าน และไปเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงที่เจ้านายหญิงและชายทั้งหลายกำลังอยู่ในวัยหนุ่มสาว เจ้านายฝ่ายชายเริ่มเรียนจบจากต่างประเทศทยอยกลับกันมาทุกปี หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล เล่าว่า

“—ท่านพวกนี้เปรียบเสมือนเทวดาตกลงมาจากสวรรค์ ความคิดของท่านไม่ยอมให้คลุมถุงชนเป็นแน่—“

ดังนั้นในงานนี้จึงเป็นงานที่เจ้านายผู้ชายจะได้มีโอกาส “ดูตัวผู้หญิง” ซึ่งมีฐานะทางสังคมเดียวกัน ถึงกระนั้นการดูก็มิใช่จะดูได้อย่างสะดวกดายและใกล้ชิด จะต้องใช้กลวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อจะได้ดูหญิงอย่างแนบเนียนไม่ประเจิดประเจ้อน่าเกลียด

วิธีที่ใช้กันมากคือ การแสดงความสนใจในสิ่งของหรือสินค้าที่อยู่ในร้านของฝ่ายหญิง ด้วยการเข้าไปชม ถามไถ่ เพื่อเป็นหนทางจะได้พูดจาโต้ตอบกันบ้าง แต่ทั้งหมดจะต้องอยู่ในสายตาของบิดามารดาฝ่ายหญิง ลงท้ายเพื่อแสดงความสนใจให้สมจริง ฝ่ายชายก็จะต้องควักกระเป๋าซื้อของนั้น หรืออาจมีวิธีอื่นๆ แล้วแต่กลยุทธ์ของแต่ละองค์แต่ละท่าน

บางองค์บางท่านก็ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะเข้าไปทำความรู้จักกับฝ่ายหญิง หากเป็นเช่นนั้นก็จะต้องอาศัยความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ ดังเรื่องของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ศุภกิจ ทรงเล่าให้หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ฟังว่า

“—ในงานออกร้านวัดเบญจมบพิตร เจ้านายหนุ่มๆ อยากดูผู้หญิงก็ไม่กล้า เราต้องจัดการให้ ลุงนั่งอยู่กับพวกหนุ่มๆ หน้าร้าน เรียกสาวๆ เข้าไปรับแจกเงิน บางคนทำดัดจริตกระมิดกระเมี้ยน เพราะมีหนุ่มๆ อยู่ด้วย แต่พอถึงยายบี้ (ทรงหมายถึงพระองค์เจ้าหญิงเฉลิมเขตร์) แกก็ทำหน้าเป๋อ เข้าไปหมอบกราบเอาเงินแจก แล้วยังซ้ำกราบเจ้านายหนุ่มๆ นั้นเสียด้วย สมเด็จชายก็เลยพอพระทัยว่าไม่มีจริต—“

และด้วยความ “สมน้ำสมเนื้อ” กัน ทั้งสองพระองค์จึงได้เสกสมรสกัน นับเป็นคู่หนึ่งที่เป็นผลจากการได้ “ดูตัว” กันในงานฤดูหนาววัดเบญจมบพิตร หลังจากงานฤดูหนาวผ่านไปแต่ละปี จะมีข้าหลวงจากตำหนักต่างๆ กราบบังคมทูลลาออกไปมีเรือนปีละหลายๆ คน

ในส่วนพระมเหสีเทวีทั้งหลายนั้น แม้จะมิได้ทรงยุ่งกับเรื่องคู่ครองของพระองค์ แต่เมื่อพระราชโอรสของแต่ละพระองค์ทรงถึงวัยที่จะต้องมีคู่ บรรดาพระราชมารดาและพระมารดาต่างก็ทรงมองหาผู้ที่เหมาะสมจะมาทรงดำรงตำแหน่งพระสุณิสา โดยเฉพาะพระราชมารดาที่มีพระราชโอรสที่ทรงศึกษาอยู่ในยุโรปนั้นยิ่งจะต้องทรงพิถีพิถันและรอบคอบในการที่จะเสาะหาลูกสะใภ้ ดังปรากฏเรื่องนี้ในลายพระราชหัตถ์ของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี ที่ทรงมีถึงเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ พระราชโอรสขณะทรงศึกษาอยู่ในยุโรป ความตอนหนึ่งว่า

“—ผู้หญิงคนที่สมเด็จชายแนะให้นั้น ถ้าหากต้องมาเป็นลูกสใภ้แม่เห็นจะวิงเวียนเต็มที เพราะแกป่าเถื่อนเหลือทน เรื่องพรรณอย่างนี้แม่ชอบพูดเล่นที่สุด เกือบจะบอกได้ว่า จะนึกจะพูดอะไรไม่สนุกเหมือนคิดจะมีบ้านเรือนมีลูกสใภ้มีหลาน แต่เรื่องหาเมียให้ลูกนี้ แต่แม่ดูๆ มาถึง 3 ปีเข้านี่แล้ว ยังไม่เหมาะใจเลย จนต้องร้องอยู่เสมอว่า ลูกสใภ้ของแม่มันยังไม่เกิด (ที่กล่าวว่าหานี้ ไม่ใช่จะหาให้เป็นอย่างตกลงแน่นอนก่อนที่ลูกจะได้เลือกแล้วนั้นก็หาไม่ เป็นแต่จะเลือกหมายไว้สำหรับจะแนะนำให้เท่านั้น)

เพราะใจแม่ที่จะนึกเลือก เดี๋ยวนี้ไม่แต่เลือกผู้หญิงให้ดีสารพัดเหมือนดังเช่นที่ลูกกล่าวแล้ว มันเลือกเลยไปถึงตัวพ่อตาแม่ยายด้วย จึงต้องหายากนัก เพราะมันไปขัดกันเสียดังนี้ คือ ถ้าตัวผู้หญิงพอจะเห็นว่าดี ก็ไปถูกที่พ่อตาไม่ดี ถ้าท่านพวกที่อยากจะต้องการให้เป็นพ่อตาก็ไม่มีลูกสาวที่ถูกใจ มันขัดกันอยู่เสียดังนี้ร่ำไป—“

สตรีที่พระมเหสีเทวีทั้งหลายทรงเลือกและมีพระประสงค์ให้ดำรงตำแหน่งพระสุณิสานั้น โดยมากก็คือบรรดาพระธิดาของพระบรมวงศานุวงศ์ที่ใกล้ชิดกันนั่นเอง

พระราชโอรสหาคู่

เรื่องการเลือกหรือเสาะหาคู่สำหรับพระราชโอรสนั้นน่าจะเป็นเรี่องที่สาวๆ ชาววังทุกคนตื่นเต้นสนใจใคร่รู้ ดังเรื่องที่หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าว่าเมื่อครั้งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เสด็จกลับจากประเทศอังกฤษเพื่อทรงเยี่ยมบ้านชั่วคราวนั้น พระอัครชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ พระราชมารดาทรงจัดข้าหลวงวัยชรา และข้าหลวงรุ่นเล็กมาคอยรับรับสั่งด้วยเกรงว่าเจ้าฟ้าฯ พระองค์นั้นจะทรงมีพระกังวลเกี่ยวกับเรื่องสตรีก่อนจะทรงศึกษาสำเร็จ เพราะทรงได้ชื่อว่าเป็น “เจ้าฟ้าหนุ่มเนื้อหอม” พระองค์หนึ่ง

เรื่องนี้หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเล่าว่า

—ทุกครั้งที่สมเด็จชายเสด็จกลับออกไปแล้ว เราเด็กๆ มักจะถูกพวกสาวๆ คอยจับตัวซักไซร้ไล่เลียงว่า ได้ยินท่านรับสั่งว่าอะไรบ้าง ทรงออกชื่อใครบ้าง เราก็ตอบได้แต่ว่าไม่รู้ ไม่ได้ยิน ซึ่งเป็นความจริง เพราะไม่ได้เอาใจใส่ แต่ก็สงสัยว่าทำไมถูกถามนัก จนต่อมาอีกสักหน่อยหนึ่ง จึงได้รู้ว่าท่านทรงกำลังเลือกคู่กันอยู่—“

อาจกล่าวได้ว่าบรรยากาศในพระราชสำนักฝ่ายในขณะนั้นน่าจะตื่นตัวซู่ซ่ากันอยู่ด้วยเรื่องเลือกคู่ครอง ดังปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับบรรยากาศการหาคู่ของสตรีชั้นสูงสมัยนั้น ในลายพระราชหัตถ์ของพระองค์เจ้าหญิงนภาพรประภา ที่ทรงมีถึงสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ พระนัดดา ความตอนหนึ่งว่า

“—ทูลหม่อมที่ว่า เมื่อไรจะได้กลับมา เมียเขาคอยอยู่ออกส้าๆ ไปในกรุงเทพฯ มีสี่องค์เท่านั้นไม่พอแย่งกัน—ในหมู่นั้นไม่ทราบว่าอะไรกัน เต็มหูไปด้วยเรื่องหาเมียหาผัวออกกลุ้มไปทั้งนั้น—“

การมั่นหมายมองหาคู่ครองให้พระราชโอรสนั้น บางครั้งก็ทรงสมพระประสงค์ของฝ่ายพระมารดา แต่บางครั้งก็ทรงผิดหวังเพราะพระราชโอรสไม่ทรงพอพระทัยสตรีที่พระมารดาทรงมั่นหมายไว้ให้ กลับพอพระทัยสตรีอื่นและมีพระประสงค์จะเสกสมรสกับสตรีนั้น เรื่องที่ว่านี้เป็นที่สนใจใคร่รู้ของชาววัง ว่าผลสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร กลายเป็นเรื่องสนทนาซุบซิบประจำวัน ดังเช่นที่ทรงมีพระประสงค์ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ อภิเษกสมรสกับพระองค์เจ้าสุทธวิไลยลักขณา พระธิดาองค์กลางในสมเด็จพระอนุชา เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงศ์ ถึงกับทรงหมายมั่นว่าพระองค์เจ้าหญิงท่านนี้จะทรงได้เป็นพระราชินีในอนาคต เป็นที่รู้กันทั่วไปในวัง

แต่เมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทรงสำเร็จการศึกษา เสด็จกลับเมืองไทยก็มิได้ทรงสนพระทัยพระองค์หญิงนัก การกลับกลายเป็นว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์พระองค์หญิง แต่มิทรงกล้า เพราะทรงทราบถึงพระราชประสงค์ที่หมายมั่นพระองค์หญิงไว้สำหรับพระบรมโอรสาธิราช และเมื่อทรงได้มีโอกาสพบพระองค์เจ้าหญิงเฉลิมเขตรมงคล พระธิดาสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ จึงทรงตัดสินพระทัยเสกสมรสครองรักกันสืบมา

คลิกอ่านเพิ่มเติม : รัชกาลที่ 6 ทรงถูกเกณฑ์ให้ “เลือกคู่” กับเจ้าฟ้าหญิงที่ได้รับเลือก

ส่วนสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์นั้น พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชมารดาทรงเตรียมหม่อมเจ้าหญิงที่งามพร้อมไว้ให้ทรงเลือกสรรหลายพระองค์ ซึ่งก็ทรงเลือกหม่อมเจ้าหญิงประสงค์สมไชยันต์ พระธิดาในพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย เป็นอันสมพระทัยพระราชมารดา

คลิกอ่านเพิ่มเติม : พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวีผู้อาภัพ เหตุสืบเชื้อสายจาก “บ้านฟากข้างโน้น”

สมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงศ์ภูวนาถ กรมขุนพิษณุโลกประชานาถ ทรงเป็นอีกพระองค์หนึ่งที่พระราชมารดาทรงมั่นหมายที่จะให้เสกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงอุไรวรรณ ทองใหญ่ พระธิดาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แต่ต้องทรงผิดหวังเพราะสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นเสด็จกลับจากการศึกษาพร้อมด้วยหม่อมชาวรัสเซีย ชื่อ คัธริน เคสนิตสะกี้

คลิกอ่านเพิ่มเติม : พระดำรัสสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ต่อ “แคทยา” พระสุณิสาต่างชาติคนแรกก่อนตรัสขอแต่งงาน

ส่วนสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนนครราชสีมานั้น พระราชมารดาทรงมีพระประสงค์จะสู่ขอหม่อมเจ้าหญิงปลื้มจิตร พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนริศรานุวัดติวงศ์ ให้เสกสมรสด้วย แต่สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นกลับเลือกคุณแผ้ว ตัวเอกในละครรำส่วนพระองค์ตั้งขึ้นเป็นหม่อมแต่เพียงผู้เดียว

สมเด็จพระศรีสวรินทิรา บรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า ก็ทรงหมายมั่นหม่อมเจ้าหญิงวงศ์ทิพย์สุดา และหม่อมเจ้าหญิงอัจฉราฉวี เทวกุล พระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ ไว้ให้สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ทรงเลือกเสกสมรสเป็นพระชายา แต่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กลับทรงเลือกคุณสังวาลย์ สตรีสามัญชนนักเรียนทุนพยาบาล เป็นคู่เสกสมรสแทน

คลิกอ่านเพิ่มเติม : ทุกวินาทีมีค่า! แพทย์เตือน “กรมหลวงสงขลานครินทร์” พระชนมายุจะไม่ยืนหากทรงงานหนัก

สำหรับสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดช กรมขุนสุโขทัยธรรมราชนั้น พระราชมารดาก็ทรงหมายมั่นหม่อมเจ้าหญิงพิลัยเลขา ดิศกุล พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระดำรงราชานุภาพไว้ให่้ แต่เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ สำเร็จการศึกษาเสด็จกลับจากประเทศอังกฤษ ทรงกลับพอพระทัยหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี พระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิ์วัตนวิศิษฏ์ และได้ทรงเสกสมรสกับหม่อมเจ้าหญิงพระองค์นั้นตามพระประสงค์

คลิกอ่านเพิ่มเติม : หลังม่านความรักครั้งเยาว์วัยของรัชกาลที่ 7

การมีคู่ครองเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ แต่การมีคู่ครองของชาววังแตกต่างจากชาวบ้าน คือที่เป็นชาววังชั้นสูงมีขนบประเพณีเฉพาะกลุ่ม มีฐานันดรศักดิ์บังคับอยู่ จนยากที่จะมีผู้ใดฟันฝ่ากฎข้อบังคับเหล่านั้นเข้าไปเพื่อเป็นคู่ครองได้ แต่ในส่วนที่เป็นชาววังชั้นกลาง เป็นสตรีที่มีคุณค่าเป็นที่หมายปองของบุรุษที่มีทั้งตำแหน่งและฐานะ ทำให้ชาววังกลุ่มนี้เป็นสตรีที่มีโอกาสอันดีสำหรับการมีคู่ครอง


หมายเหตุ: คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “การมีคู่ครองของชาววัง” โดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย เผยแพร่ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนพฤษภาคม 2547 จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำใหม่โดยกองบก.ออนไลน์

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 พฤษภาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป