| ผู้เขียน | ปดิวลดา บวรศักดิ์ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ตระกูลที่มีอำนาจแต่ไม่ได้ถวายสตรีไปเป็นฝ่ายใน สมัยร.5 มีอะไรบ้าง?
ปกติแล้วเมื่อตระกูลใดมีอำนาจ สตรีที่อยู่ในตระกูลนั้นต่างต้องเข้ามารับราชการฝ่ายใน เพื่อเชื่อมสัมพันธมิตรและสร้างผลประโยชน์ แต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีอยู่บางตระกูลที่ไม่ได้ถวายสตรีไปรับราชการฝ่ายในเป็นบาทบริจาริกาหรือพระภรรยาของกษัตริย์
เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือ “การเมืองในราชสำนักฝ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕” (สำนักพิมพ์มติชน) ของฉัตรดาว ลีเชวงวงศ์ ดังนี้
1. สายราชสกุลในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญ

กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญคือผู้หนึ่งที่มีบทบาทด้านการเมืองสมัยต้นรัชกาลที่ 5 อย่างมาก ทว่าไม่ปรากฏว่ารัชกาลที่ 5 ทรงรับพระขนิษฐาหรือพระธิดาของกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเข้ามาดำรงตำแหน่ง “พระภรรยาเจ้า” เลยแม้แต่น้อย ทั้งที่เป็นวิธีการดีสำหรับเชื่อมสัมพันธ์ เสริมอำนาจ และลดความขัดแย้งระหว่างวังหน้ากับวังหลวงได้
ไม่เพียงแต่รัชกาลที่ 5 เท่านั้น แต่ทั้งพระราชอนุชาและพระราชโอรสก็ไม่มีพระองค์ใดที่สมรสกับสายราชสกุลของสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวและกรมพระราชวังบวรวิไชยชาญทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นผลมาจากความขัดแย้งใน “วิกฤตการณ์วังหน้า” และอาจทำให้รัชกาลที่ 5 ทรงขัดเคืองพระราชหฤทัยนั่นเอง
2. พระธิดาของพระราชอนุชา
รัชกาลที่ 5 มีพระราชอนุชาเป็นกำลังสำคัญและสนับสนุนพระองค์มาโดยตลอด ทั้งการบริหารบ้านเมืองและความมั่นคงของอำนาจ แต่พระธิดาของบรรดาพระราชอนุชากลับไม่ได้ถวายตัวเป็นพระภรรยาเจ้าเลย

เหตุที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เพราะความแตกต่างของพระชันษา เพราะพระภาติยะ (หลานสาว-หลายชาย) หลายพระองค์ก็มีพระชันษามากกว่าเจ้าจอมรุ่นเล็กหลายท่าน แต่เนื่องจากรัชกาลที่ 5 ทรงครองพระองค์เปรียบเสมือน “พี่ใหญ่” ที่ต้องดูแลพระราชอนุชามาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ จึงทรงไม่อยากเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ในฐานะ “ลูกหลาน” ไปเป็นอย่างอื่น
3. สายตระกูลเจ้าประเทศราชจากล้านช้าง กัมพูชา และหัวเมืองมลายู
การให้สตรีเชื้อสายเจ้าประเทศราชเข้ามาเป็น “ฝ่ายใน” เป็นเรื่องปกติ เพราะถือเป็นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นและเครื่องประกันอย่างหนึ่ง ซึ่งในหลายรัชสมัยล้วนรับสตรีเชื้อเจ้าจากต่างแดนหลากหลายพื้นที่มาเป็นบาทบริจาริกา
ทว่า รัชกาลที่ 5 ทรงรับสตรีเชื้อสายเจ้านายจาก “ล้านนา” เพียงแคว้นเดียวมาเป็นพระภรรยาเจ้า นั่นคือ พระราชชายา เจ้าดารารัศมี และเจ้าจอมมารดาเจ้าทิพเกสร ไม่ปรากฏสายตระกูลเจ้าประเทศราชจากล้านช้าง กัมพูชา และหัวเมืองมลายูเลย ทั้งที่ในสมัยรัชกาลที่ 4 มีเจ้าจอมจากทั้งสามดินแดนประเทศราช

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็อาจเพราะสถานการณ์บ้านเมืองช่วงนั้นต้องเผชิญกับการล่าอาณานิคมและได้สูญเสียพื้นที่ให้กับชาติตะวันตก การรับบาทบริจาริกาจากทั้งสามแคว้นจึงอาจเป็นข้ออ้างที่ทำให้ตะวันตกมาอ้างสิทธิ์การครอบครองสยามผ่านพระราชโอรสได้ แม้ล้านนาจะประสบกับการคุกคามของอังกฤษอย่างหนัก แต่สยามก็ยังคงมีอำนาจเหนือล้านนาและสามารถผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งได้อย่างมั่นคงมากกว่าพื้นที่ประเทศราชอื่น
นี่คือสายตระกูลที่มีอำนาจแต่สตรีไม่ได้รับเลือกให้เข้ามารับราชการเป็น “ฝ่ายใน” ในสมัยรัชกาลที่ 5 นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
- “ราชสำนักฝ่ายใน” สมัยรัชกาลที่ 4 ผ่านสายตาชาวตะวันตก เป็นอย่างไร?
- “ราชสำนักฝ่ายใน” แห่งวังหลวง ประกอบด้วยสตรีกลุ่มใดบ้าง?
- บทบาท “สายสกุลรัชกาลที่ 3” ในสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายใน เป็นอย่างไรบ้าง?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง
ฉัตรดาว ลีเชวงวงศ์. การเมืองในราชสำนักฝ่ายในสมัยรัชกาลที่ ๕. กรุงเทพฯ: มติชน, กันยายน 2561.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มิถุนายน 2569





