รบพม่าที่ “ปากพิง” สมรภูมิศึกอะแซหวุ่นกี้ พระเจ้าตากทรงนำทัพหลวงรบข้าศึกที่พิษณุโลก

จิตรกรรมเขียนขึ้นใหม่ ภาพเหตุการณ์ "สมรภูมิปากพิง" แขวนอยู่ภายในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดปากพิงตะวันตก จังหวัดพิษณุโลก ภาพ : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทอดพระเนตรและวางแผนการรบที่สมรภูมิปากพิง (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2556)

บทนํา

“อันตัวพ่อชื่อว่าพระยาตาก   ทนทุกข์ยากกู้ชาติพระศาสนา

ถวายแผ่นดินให้เป็นพุทธบูชา   แด่พระศาสดาสมณะพระพุทธโคดม

ให้ยืนยงคงถ้วนห้าพันปี   สมณะพราหมณ์ปฏิบัติให้พอสม

เจริญสมถะวิปัสสนาพ่อชื่นชม   ถวายบังคมรอยพระบาทพระศาสดา

คิดถึงพ่อพ่ออยู่คู่กับเจ้า   ชาติของเราคงอยู่คู่พระศาสนา

พุทธศาสนาอยู่ยงคู่องค์กษัตรา   พระศาสดาฝากไว้ให้คู่กัน”

ข้อความนี้ได้รับการผลิตซ้ำในฐานะ “พระราชปณิธาน” ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น เสียสละ กล้าหาญที่สามารถขับไล่พม่า และกอบกู้เอกราชของชาติไทยได้สำเร็จหลังจากที่ไทยต้องเสียเอกราชในสงครามเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 รวมถึงปราบชุมนุมต่าง ๆ จนแผ่นดินไทยเป็นปึกแผ่นอีกครั้งในระยะเวลาเพียง 7 เดือน

ด้วยวีรกรรมเหล่านี้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงได้รับยกย่องเป็นวีรกษัตริย์ที่สำคัญของชาติ สถานที่ต่าง ๆ รวมถึงเส้นทางเดินทัพในการทำศึกขับไล่พม่า และการปราบชุมนุมต่าง ๆ ของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ที่มีความสำคัญควบคู่กับวีรกรรมของพระองค์ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของพระราชประวัติซึ่งส่วนใหญ่มักนึกถึงกรุงธนบุรี เมืองตาก เมืองจันทบุรี เมืองระยอง หรือเมืองนครศรีธรรมราช เป็นต้น ยังมีอีกเมืองหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับพระราชประวัติของพระองค์ที่ไม่น้อยไปกว่าเมืองอื่น ๆ แต่มักถูกมองข้าม คือ “เมืองพิษณุโลก”

พระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมีความเกี่ยวข้องกับเมืองพิษณุโลกอยู่ไม่น้อย นับแต่ด้านการศึก การปกครอง ตลอดจนด้านการพระศาสนา…สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังเสด็จมาเมืองพิษณุโลก…ในศึกอะแซหวุ่นกี้ อันเป็นวีรกรรมครั้งสำคัญในสมัยกรุงธนบุรี ณ เมืองพิษณุโลก คือ วีรกรรม “สมรภูมิรบปากพิง”

จิตรกรรมเขียนขึ้นใหม่ ภาพเหตุการณ์ “สมรภูมิปากพิง” แขวนอยู่ภายในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วัดปากพิงตะวันตก จังหวัดพิษณุโลก ภาพ : สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเสด็จฯ นำกองทัพเรือมาถึงบ้านปากพิง เมืองพิษณุโลก (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2556)

จุดยุทธศาสตร์ “ปากพิง” วีรกรรมสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

ราวปี พ.ศ. 2318 เมื่อครั้งศึกอะแซหวุ่นกี้นำกองทัพเคลื่อนมาทางด่านแม่ละเมา เมืองตาก หวังตีเมืองพิษณุโลก แล้วขยายผลเข้าตีกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกทัพหลวงขึ้นไปช่วยเมืองพิษณุโลก และได้ตั้งทัพหลวงที่ปากพิง

“ปากพิง” หรือ “ปากพึ่ง” คือชัยภูมิการตั้งทัพหลวงของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในการเข้าเมืองพิษณุโลก เป็นจุดเชื่อมต่อคลองพิงกับแม่น้ำน่านทางทิศใต้ของเมืองพิษณุโลก

“คลองพิง” เป็นเส้นทางน้ำสายโบราณเชื่อมระหว่างแม่น้ำน่านและแม่น้ำยม มีระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร ปากน้ำคลองพิงด้านทิศตะวันตกเชื่อมกับแม่น้ำยมบริเวณวัดกรับพวง ตำบลวังอิทก อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ชาวบ้านบริเวณลุ่มแม่น้ำยมเรียกว่า “ปากน้ำกรับพวง, ปากคลองกระพวง” ปากน้ำคลองพิงด้านทิศตะวันออกเชื่อมกับแม่น้ำน่าน ชาวบ้านบริเวณแม่น้ำน่าน เรียกว่า “ปากพิง” คลองพิงไหลผ่านบ้านกรับพวง ตำบลวังอิทก อำเภอบางระกำ และบ้านบึงขุนนนท์ บ้านปากพิงตะวันตก ตำบลงิ้วงาม อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก [5]

เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพราะเป็นเส้นทางสัญจรเชื่อมระหว่างเมืองสำคัญในลุ่มแม่น้ำทั้ง 2 สาย คือ กลุ่มเมืองในลุ่มแม่น้ำน่าน ได้แก่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และพิจิตร และกลุ่มเมืองในลุ่มแม่น้ำยม ได้แก่ สุโขทัย ศรีสัชนาลัย นอกจากเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการเป็นฝ่ายรุกแล้ว ยังเป็นฐานทัพที่ใช้ในการตั้งรับที่สำคัญ เพราะเป็นการสกัดเส้นทางเพื่อตัดกำลังพล หรือกำลังเสบียงที่จะถูกส่งไปมาระหว่างพื้นที่ในลุ่มน้ำน่านและลุ่มน้ำยม และถึงที่สุดหากเสียทีก็สามารถถอยทัพได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ดังนั้น หากฝ่ายใดสามารถยึดครอง “คลองพิง” ไว้ได้นั้นย่อมหมายถึงการควบคุมเส้นทางสัญจรทางน้ำได้ทั้งหมด เพราะจากปากพิงหากเดินทางไปทิศเหนือตามลำน้ำน่านจะสามารถเข้าสู่เมืองพิษณุโลกได้โดยตรง แต่หากล่องกลับมาทางทิศใต้ก็สามารถไปยังพิจิตรสู่นครสวรรค์ออกแม่น้ำเจ้าพระยา แต่หากต้องการไปเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย ก็สามารถเดินทางได้โดยลัดเข้าคลองพิงออกสู่แม่น้ำยมแล้วทวนกระแสน้ำขึ้นทิศเหนือก็สามารถเดินทางไปยังเมืองในลุ่มแม่น้ำยมได้

แผนที่คลองพิงในปัจจุบัน (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2556)

ด้วยเหตุนี้สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกทัพหลวงจากกรุงธนบุรีขึ้นไปช่วยเมืองพิษณุโลกจึงได้ตั้งทัพหลวงที่ปากพิง ดังปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์ ดังนี้

ณ วัน 7 ฯ 7 3 ค่ำ (วันเสาร์ เดือน 3 ขึ้น 7 ค่ำ) ถึงพระตำหนักค่ายปากน้ำพึ่ง [6] ฟากตะวันออก ให้พญาราชสุภาวดียกขึ้นไปตั้งค่าย ณ บ้านบางซายรายตามริมน้ำขึ้นไป ให้เจ้าพญาอินทอะไภยขึ้นไปตั้งค่ายบ้านท้าวโรง พญาราชภักดีตั้งค่ายบ้านกระดาษ จมื่นเสมอใจราชตั้ง ณ วัดจุลามุนี ตระเวนบรรจบกัน พญาณครสวรรค์ตั้งค่ายรายชักปีกกากันแต่วัดจันโอบค่ายพม่าขึ้นไปถึงเมืองพิศนุโลกย์ แล้วให้พระศรีไกรลาดคุมไพร่ 500 ทำทางหลวงแต่พระตำหนักค่ายปากน้ำพึ่งขึ้นไปถึงเมืองพิศนุโลกย์ [7] (พระราชพงศาวดารกรุงสยามฯ)

เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกทัพมาถึงได้ตั้งทัพหลวงอยู่ที่ปากพิงลำน้ำน่านใต้เมืองพิษณุโลก แล้วตรัสสั่งให้จัดกำลังพลอยู่ทั้งสองฟากลำน้ำน่านขึ้นไปทางทิศเหนือเป็นระยะ ๆ จนถึงเขตเมืองพิษณุโลก ระยะที่ 1 ตั้งอยู่ที่บางทราย พระยาราชสุภาวดีเป็นนายทัพ ระยะที่ 2 ตั้งที่ท่าโรง พระยาอินทรอภัยเป็นนายทัพ ระยะที่ 3 ตั้งที่บ้านกระดาษ พระยาราชภักดีเป็นนายทัพ ระยะที่ 4 ตั้งที่วัดจุฬามณี จมื่นเสมอใจราชเป็นนายทัพ ระยะที่ 5 ตั้งที่วัดจันทร์ พระยานครสวรรค์เป็นนายทัพ เพื่อส่งเสบียง และเตรียมเข้าสมทบช่วยเหลือเหล่าทหารภายในเมืองพิษณุโลกซึ่งขณะนั้นถูกทหารพม่าล้อมเมืองไว้ ดังปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์ ดังนี้

ณ วัน 4 ฯ 3 4 ค่ำ เสด็จดำเนินด้วยพระบาทขึ้นไปทางฟากตะวันออก แต่ทาวโรงถึงค่ายเจ้าพญาณครสวรรค์ ซึ่งตั้งอยู่ ณ บ้านแขกนั้น เสด็จอยู่พระที่นั่งเก้าอี้กลางหาดทราย เจ้าพญาณครสวรรค์ พระธรรมาว่ายน้ำเข้ามาเฝ้ากราบทูลว่า พม่าตั้งค่ายประชิดลง 4 ค่าย แล้วปักกรุยโอบลงมา จึงตรัสว่ามันทำลวงอย่ากลัวมัน ตั้งรับอย่าตั้งตรงเข้าไป ให้ตั้งเรียงรายออกไป ถ้ามันตั้งตามไปให้ตั้งรายแผ่กันออกไปจงมากให้คนรักษาค่ายละ 50 คน แล้วอย่าคิดกลัวแตกกลัวเสีย มันจะตีค่ายไหนให้มันตีเข้า อันทหารแล้วองอาจอย่ากลัวตาย ตั้งใจอาสาพระรัตนตรัยและพระมหากษัตริย์ เดชะผลกตัญญนั้นจะช่วยอภิบาลรักษาก็จะหาอันตรายมิได้ ถ้าใครย่อหย่อนให้ประหารชีวิตเสีย สงครามจึงจะแก่กล้าขึ้นได้ชัยชนะ [8] (พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม))

แต่เนื่องด้วยทหารพม่ามีจำนวนมากกว่า ทหารพม่าได้ตั้งค่ายประชิดจมื่นเสมอใจราชที่วัดจุฬามณี แล้วให้ทหารอีกกองหนึ่งโจมตีค่ายพระยาราชภักดีจนถึงค่ายพระยาราชสุภาวดีที่บางทราย อีกทั้งทหารพม่าได้ยกทัพใหญ่ลงมาตั้งค่ายโอบหลังค่ายทัพหลวงที่ปากน้ำพิงด้านตะวันออกอีกหลายค่าย สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงถอยมาตั้งที่บางข้าวตอก เมืองพิจิตร เหตุการณ์ในเมืองพิษณุโลกนั้น เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์พิเคราะห์เห็นทัพพม่ามีมากเกินกว่าที่จะต้านทานได้ จึงยกทัพหักด่านออกจากเมืองพิษณุโลกไปตั้งหลักยังเมืองเพชรบูรณ์ ดังปรากฏในเอกสารทางประวัติศาสตร์ ดังนี้

ณ วัน 6 ฯ 12 4 ค่ำ เจ้าพญาณะครสวรรค์บอกกราบทูลว่า พม่าตั้งโอบลงมาถึงริมน้ำแล้วข้ามไปตีค่ายวัดพริกแตก เห็นพม่าจะวกหลัง จะขอลาดทัพมาตั้งรับอยู่ฟากตะวันออก จึงดำรัสให้กองพญากลางเมือง พระโหราธิบดี พระวิชิตณรงค์ พระญาเทพ เข้ากองพญายมราช ยกไปตีพม่าซึ่งตั้ง ณ วัดพริกฟากตะวันออกนั้น ให้หลวงรักษ์มนเทียนอยู่รักษาค่ายประชิดพญากลางเมือง ณ ปากน้ำพิงฟากตะวันตก ขณะนั้นกองทัพพม่าวกไปตั้งโอบหลังทัพหลวง แล้วแบ่งกันเข้าแหกค่ายพญายมราชได้ ในทันใดนั้น พระญายมราชขับทหารเข้าตีคืนชิงเอาค่ายได้ อยู่ประมาณ 11-12 วัน พม่าทำการติดพิษณุโลกกวดขันขึ้น ฝ่ายข้างในเมืองขาดเสบียง ทแกล้วทหารอิดโรยลงเรรวนนัก ข้างทัพหลวงนั้นก็เสียทีลาดถอยมาตั้ง ณ บางข้าวตอก ครั้นเดือน 5 ข้างขึ้น เจ้าพระญาจักรี เจ้าพระญาสุรษรี เห็นเหลือกำลังก็พาทหารฝ่ากองทัพพม่าหนีออกจากเมืองพิษณุโลก ฝ่ายกองทัพทั้งปวงก็แตกกันเป็นอลหม่าน [9] (พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม))

แผนที่สังเขปการตั้งค่ายและกองกำลังของฝ่ายไทยและพม่า ในสมรภูมิปากพิง (ภาพจาก หนังสือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ของพลตรีจรรยา ประชิตโรมรัน, อ้างใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2556)

จุดยุทธศาสตร์ “ปากพิง” ไม่ได้ปรากฏครั้งแรกในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แต่ปรากฏว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งสมเด็จพระมหินทราธิราชลวงพระมหาธรรมราชาซึ่งปกครองเมืองพิษณุโลกในเวลานั้นว่าจะยกทัพมาช่วยทำศึกกับกรุงศรีสัตนาคนหุต แต่แท้จริงแล้วต้องการสมทบกับกรุงศรีสัตนาคนหุตเพื่อตีเมืองพิษณุโลก…

ดังนั้น จึงเป็นการยืนยันได้ว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชน่าจะรู้จักจุดยุทธศาสตร์ “ปากพิง” อยู่ก่อนแล้ว และพระองค์ “ตั้งใจ” ตั้งทัพหลวง รวมถึงตั้งทัพเป็นระยะ ๆ จนถึงเขตเมืองพิษณุโลก โดยที่พระองค์ “มั่นใจ” ว่าจะสามารถเอาชนะทัพพม่าและรักษาเมืองพิษณุโลกไว้ได้ เพราะอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ แต่ด้วยจำนวนทหารพม่ามีจำนวนมากกว่า การได้เปรียบในด้านชัยภูมิจึงไม่เป็นผล

แต่อย่างไรก็ตามการศึกครั้งนี้ฝ่ายอะแซหวุ่นกี้ก็ไม่สามารถตีเมืองพิษณุโลกได้โดยง่าย โดยต้องวางกำลังล้อมอยู่นานถึง 4 เดือน [11] จึงสามารถยึดเมืองพิษณุโลกได้ อีกทั้งยังต้องเสียไพร่พลเป็นอย่างมาก อีกสิ่งหนึ่งที่น่าจะพอเป็นการยืนยันว่าพระองค์มั่นใจในการศึกครั้งนี้ คือท้ายที่สุด เมื่อต้องเสียเมืองพิษณุโลก พระองค์เกิดความเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ไม่สามารถรักษาเมืองพิษณุโลกไว้ได้ ดังที่บันทึกไว้ในเอกสารทางประวัติศาสตร์ว่า “ขณะนั้นพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระโทมนัสน้อยพระทัยแก่ข้าศึกนัก” [12] (พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม))

จุดยุทธศาสตร์ปากพิงไม่ใช่เพียงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักในสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือกรุงธนบุรีเท่านั้น แต่จุดยุทธศาสตร์ปากพิงยังเป็นเส้นทางสำคัญในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ คือเมื่อครั้งสงครามเก้าทัพ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระบรมราชโองการให้ สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอนุรักษ์เทเวศร์ และเจ้าพระยามหาเสนายกทัพเข้าตีกองทัพพม่าที่บริเวณปากพิงให้ได้ ซึ่งผลการรบครั้งนั้นฝ่ายไทยได้รับชัยชนะ หรือในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสหัวเมืองเหนือ พระองค์ได้ตั้งพลับพลาทางชลมารคที่บ้านปากพิงก่อนจะเสด็จฯ ถึงเมืองพิษณุโลก

ด้วยพื้นที่ปากพิงเป็นเส้นทางคมนาคม และเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการรบที่สำคัญในประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเหตุการณ์สมรภูมิรบปากพิงในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งเป็นวีรกรรมสำคัญของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในเมืองพิษณุโลก ชุมชนปากพิงจึงพยายามพัฒนาฟื้นฟูพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช ณ วัดปากพิงตะวันตก เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง “พื้นที่” และ “พระราชประวัติของพระองค์” ในเมืองพิษณุโลก…

อ่านเพิ่มเติม :


หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ “‘สมรภูมิปากพิง’ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกับเมืองพิษณุโลก” เขียนโดย ปฐมพงษ์ สุขเล็ก ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม 2556

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 ธันวาคม 2564