บทบาท “พิษณุโลก” ก่อนเสียกรุง ฤๅเจ้าเมืองรีบชิ่งหนีอยุธยา เพราะรู้ว่าสู้อังวะไม่ได้!?

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุริมแม่น้ำน่านช่วงกลางเมืองพิษณุโลก ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5 (ภาพจากสำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

เมืองพิษณุโลก ซึ่งเป็นหัวเมืองใหญ่และเป็นแหล่งของป่าที่สำคัญ ได้เป็นปัจจัยที่ดึงดูดไพร่จากกรุงศรีอยุธยาขึ้นมาหาของป่าเพื่อค้าขายสร้างความมั่งมีให้กับตนมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันกองทัพจากศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะ ซึ่งรุ่งเรืองขึ้นแทนที่ศูนย์อำนาจรัฐกรุงหงสาวดีที่อยู่ทางทิศตะวันตกของศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาก็ได้อาศัยความอ่อนแอของอำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยายกทัพมาโจมตี จนในที่สุดศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาก็ล่มสลาย แต่เมืองพิษณุโลกยังรักษาเสถียรภาพของเมืองเอาไว้ได้

การแสวงหาอำนาจจากศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา ของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)

ช่วงเวลาก่อนหน้าที่กองทัพจากศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะจะยกมา เราไม่พบหลักฐานเกี่ยวกับบทบาทเจ้าเมืองพิษณุโลกเลย พบแต่เพียงว่าในปี พ.ศ. 2248 สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 (สมเด็จพระเจ้าเสือ) [5] และปี พ.ศ. 2283 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศได้เสด็จมาเมืองพิษณุโลกเพื่อนมัสการพระพุทธชินราช [6] การเสด็จมาดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นอยู่ 2 ประการ คือ ประการแรก คือเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าเมืองพิษณุโลกกับศูนย์อำนาจรัฐที่น่าจะเป็นไปในทางที่ดี

ส่วนประการที่ 2 สะท้อนว่าศูนย์อำนาจรัฐพยายามใช้พระราชศรัทธาในพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือในการเสด็จตรวจสอบการทำราชการ เพราะก่อนหน้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะครองราชสมบัติ พระองค์ได้ทำสงครามแย่งชิงราชสมบัติกับเจ้าฟ้าอภัย ในฝ่ายเจ้าฟ้าอภัยปรากฏชื่อ พระไชยบูรณ์ ซึ่งเป็นตำแหน่งปลัดเมืองพิษณุโลกว่าเป็นผู้คุมกำลังกว่าร้อยคนอ้อมไปที่ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เมื่อยังทรงเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลที่วังหน้า [7] การเสด็จมาเมืองพิษณุโลกดังกล่าวจึงถือเป็นการแสดงอำนาจที่ศูนย์อำนาจรัฐมีเหนือเมืองพิษณุโลกและควบคุมการแสวงหาอำนาจของเจ้าเมืองพิษณุโลกด้วย

การที่พระไชยบูรณ์ปลัดเมืองพิษณุโลกเข้าร่วมกับฝ่ายเจ้าฟ้าอภัย ก็มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกอาจจะรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวของพระไชยบูรณ์ เพียงแต่ไม่ลงมาทำการด้วยตนเองเท่านั้น อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ดังกล่าวก็สะท้อนให้เห็นว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกมีความพยายามในการแสวงหาอำนาจโดยการสร้างความสัมพันธ์กับเจ้านายบางพระองค์ในศูนย์อำนาจรัฐด้วย

ภาพสันนิษฐานพระราชวังจันทน์ เมืองพิษณุโลก โดย ศ.ดร. สันติ เล็กสุขุม (ภาพถ่ายโดย อพิสิทธิ์ ธีระจารุวรรณ)

การปฏิเสธศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา และการแสวงหาอำนาจของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง)

ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกส่วนใหญ่มีความพยายามในการสร้างอำนาจโดยอาศัยลักษณะ เฉพาะความเป็นหัวเมืองใหญ่ของเมืองพิษณุโลกมาโดยตลอด เช่น ในสมัยที่สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชมาปกครองเมืองพิษณุโลก เป็นต้น ต่อมาในช่วงต้นพุทธศตวรรษที่ 24 ศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาก็เกิดปัญหาแตกแยกภายใน รวมทั้งศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะก็พยายามขยายอำนาจเข้ามา จึงเป็นโอกาสสำคัญที่เจ้าเมืองจะใช้ลักษณะเฉพาะของเมืองพิษณุโลกแสวงหาอำนาจ โดยไม่เกรงกลัวกฎหมายและบทลงโทษจากพระไอยการกระบดศึกที่ตราขึ้นโดยศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ

ในปี พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระแห่งศูนย์อำนาจรัฐกรุงอังวะได้ยกกองทัพมาหลายทางเพื่อโจมตีศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา ทัพหลวงที่ยกมาทางเมืองกาญจนบุรีได้เข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาก่อน ฝ่ายศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาได้เกณฑ์กำลังจากหัวเมืองให้ลงมารับศึก กองทัพเมืองพิษณุโลกถูกเกณฑ์ให้มาตั้งทัพอยู่ที่วัดภูเขาทอง [8] ส่วนกองทัพกรุงอังวะทางเหนือมีเนเมียวสีหบดี (โปชุปผลา) เป็นแม่ทัพยกลงมาจากเมืองเชียงใหม่ตีเข้าทางด่านเมืองสวรรคโลกแล้วมาตั้งค่ายที่เมืองสุโขทัย เพื่อปิดสกัดไม่ให้กองทัพหัวเมืองยกลงมาช่วยศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาที่กำลังจะถูกปิดล้อม [9]

เมื่อเจ้าเมืองพิษณุโลกทราบก็ห่วงบ้านเมืองของตนมากกว่ากรุงศรีอยุธยา ได้ให้พระยาพลเทพกราบทูลลากลับขึ้นไปเมืองพิษณุโลก โดยอ้างเหตุผลว่าจะต้องไปปลงศพมารดา ปล่อยให้หลวงโกษา พระมหาดไทย และหลวงเทพเสนา ซึ่งเป็นกรมการเมืองคุมกองทัพอยู่ที่วัดภูเขาทองแทน [10]

เจ้าเมืองพิษณุโลกผู้นี้ทราบชื่อในภายหลังว่ามีชื่อเดิมว่า “เรือง” [11] การกลับขึ้นไปเมืองพิษณุโลกของเจ้าเมืองพิษณุโลกโดยอ้างว่าไปปลงศพมารดานั้น น่าจะเป็นเหตุผลที่ดูสุดวิสัยเกินกว่าศูนย์อำนาจรัฐจะห้ามปรามได้ ซึ่งส่อให้เห็นอำนาจที่แท้จริงของศูนย์อำนาจรัฐว่าไม่มีเหนือกองทัพเมืองพิษณุโลกนัก และแท้ที่จริงแล้วการปลงศพมารดาก็เป็นเพียงข้ออ้างของเจ้าเมืองพิษณุโลกที่จะทิ้งศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยานั่นเอง ทั้งเพื่อความปลอดภัยของเมืองตนเองและอาจจะเพื่ออนาคตทางการเมืองที่เป็นอิสระจากศูนย์อำนาจรัฐด้วย [12]

ในเวลาต่อมา หลวงโกษาซึ่งเป็นผู้คุมกองทัพเมืองพิษณุโลกที่วัดภูเขาทองแทนเจ้าเมืองพิษณุโลก ก็คิดอ่านช่วยเจ้าฟ้าจีดซึ่งต้องโทษติดเวรจำอยู่ในพระราชวัง แล้วพากันเลิกทัพหนีกลับขึ้นไปยังเมืองพิษณุโลก ฝ่ายศูนย์อำนาจรัฐได้แต่งข้าหลวงไปตามหลายนายแต่ไม่ทัน [13] ซึ่งแสดงว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกได้วางแผนล่วงหน้าไว้แล้ว ที่จะให้หลวงโกษายกกองทัพเมืองพิษณุโลกหนีออกจากกรุงศรีอยุธยากลับเมืองพิษณุโลก

ด้วยเจ้าเมืองพิษณุโลกคงคาดการณ์ออกว่าถึงอย่างไรเสียกองทัพกรุงศรีอยุธยาก็ไม่อาจต้านทานกองทัพกรุงอังวะได้ ส่วนการช่วยเหลือเจ้าฟ้าจีดให้หนีไปด้วยนั้น เป็นไปได้ว่าเดิมทีนั้นเจ้าเมืองพิษณุโลกกับเจ้าฟ้าจีดน่าจะมีความสัมพันธ์กันอยู่บ้าง [14] หรือกรมการเมืองพิษณุโลกอาจใช้เจ้าฟ้าจีดเป็นเครื่องมือในการแย่งชิงอำนาจจากเจ้าเมืองพิษณุโลกก็เป็นได้ [15]

แต่พอเจ้าฟ้าจุดขึ้นไปถึงเมืองพิษณุโลกก็เข้าเก็บริบเอาทรัพย์สินเงินทองของเจ้าเมืองพิษณุโลก ภรรยาเจ้าเมืองพิษณุโลกได้หนีลงเรือเล็กล่องลงมา ฝ่ายเจ้าเมืองพิษณุโลกซึ่งยกทัพไปช่วยเมืองสุโขทัยทราบเรื่อง ก็เลิกทัพมาซุ่มอยู่หลังเมืองพิจิตร ซ่องสุมผู้คนได้มากแล้วก็ยกขึ้นไปตั้งค่ายท้ายเมืองพิษณุโลก รบกับพรรคพวกเจ้าฟ้าจีดหลายวัน เจ้าฟ้าจีดจึงแตกหนีออกจากเมือง เจ้าเมืองพิษณุโลกให้คนตามจับได้แล้วใส่กรงส่งมาถึงท้ายทุ่งสากเหล็ก [16] ฝ่ายผู้คุมรู้ว่าพม่าตั้งอยู่บ้านกูบ ก็พาเจ้าฟ้าจีดกลับขึ้นไป ณ เมืองพิจิตร เจ้าเมืองพิษณุโลกจึงให้คนลงมานำเจ้าฟ้าจีดขึ้นไปถ่วงน้ำที่เมืองพิษณุโลก [17]

ภาพถ่ายทางอากาศเมืองสองแควหรือพิษณุโลก เดิมเป็นเมืองของกลุ่มราชวงศ์ผาเมือง ที่ปกครองแคว้นสุโขทัยมาก่อนราชวงศ์พระร่วง

ภายหลังที่เจ้าเมืองพิษณุโลกต้องถอยทัพกลับด้วยกรณีเจ้าฟ้าจีด กองทัพของเนเมียวสีหบดีจึงยกเลยลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ทางเมืองกำแพงเพชร ไม่ได้ยกตามไปตีเอาเมืองพิษณุโลก เมืองพิษณุโลกจึงมิได้เสียแก่กองทัพกรุงอังวะในครั้งนี้ [18] แต่ในหลักฐานพงศาวดารพม่าระบุว่ากองทัพของเนเมียวสีหบดีสามารถตีเมืองพิษณุโลกได้ [19]

เมื่อเปรียบเทียบและตรวจสอบหลักฐานต่าง ๆ กับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นในภายหลังแล้ว ผู้เขียนเชื่อว่ากองทัพของเนเมียวสีหบดีไม่สามารถเข้าตีเมืองพิษณุโลกได้ ถ้าหากกองทัพเนเมียวสีหบดีตีเมืองพิษณุโลกได้จริงแล้ว เจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) จะสามารถฟื้นฟูเมืองพิษณุโลกและรวบรวมผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร? นอกจากนี้ ในพงศาวดารพม่ายังกล่าวว่ามีกองทัพจากเมืองพิษณุโลกและหัวเมืองฝ่ายเหนือ ช้างรบ 200 เชือก ม้า 2,000 ตัว กำลังพล 20,000 คน ยกลงไปช่วยกรุงศรีอยุธยา แต่ถูกกองทัพกรุงอังวะตีจนแตกพ่ายไป [20] ซึ่งถ้าหากกองทัพเนเมียวสีหบดีตีหัวเมืองฝ่ายเหนือได้ทั้งหมดจริง แล้วกองทัพจำนวนมากเช่นนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร? แสดงว่าความในพงศาวดารพม่าตอนนี้ก็มีความขัดแย้งกันเอง ดังนั้น เมืองพิษณุโลกจึงไม่น่าจะถูกทำลายจากกองทัพของเนเมียวสีหบดี

การที่เจ้าเมืองพิษณุโลกทิ้งหน้าที่ในการรักษากรุงศรีอยุธยากลับขึ้นมาเมืองพิษณุโลกและจับเจ้าฟ้าจีดถ่วงน้ำ แสดงว่าเจ้าเมืองพิษณุโลกไม่ได้เกรงกลัวต่ออำนาจศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาแล้วถึงกล้าที่จะกระทำการดังกล่าว ทั้งที่ในพระไอยการกระบดศึก มาตรา 14 ได้ห้ามมิให้ขุนนางและทหารหนีราชการสงคราม หากหลบหนีมีโทษฐานเป็นกบฏและให้ประหารชีวิตทั้งโคตร [21] ก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่เมืองพิษณุโลกได้แยกออกเป็นอิสระจากการปกครองของศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นภายหลังจากที่เสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 อย่างที่เคยเข้าใจกันแต่อย่างใด

เมื่อกองทัพกรุงอังวะล้อมกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ ทำให้มีขุนนางจากศูนย์อำนาจรัฐพยายามที่จะหลบหนีออกจากกรุงศรีอยุธยา พบว่ามีขุนนางและไพร่จำนวนหนึ่งหลบหนีขึ้นมาอยู่ที่เมืองพิษณุโลก [22] เมื่อศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยาล่มสลายลงในปี พ.ศ. 2310 ไร้ศูนย์อำนาจที่จะควบคุมไพร่พลทั้งปวง ทำให้เจ้าเมืองพิษณุโลกจะได้ประกาศตนขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์เพื่อรวบรวมไพร่พลรักษาเสถียรภาพของเมืองเอาไว้ และถือเป็นการปกป้องบ้านเมืองของตนจากภาวะสงครามที่ผู้คนกำลังระส่ำระสายไปทั่วทุกหัวระแหง

อ่านเพิ่มเติม :


เชิงอรรถ :


หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ รัฐพิษณุโลก (?) : สถานะของเมืองพิษณุโลก หลังการล่มสลายของศูนย์อำนาจรัฐกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2309-13) เขียนโดย ธีระวัฒน์ แสนคำ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2557

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 พฤษภาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป