มนุษย์ทดลอง ในงานวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ ภายใต้เผด็จการนาซี

ภาพประกอบเนื้อหา - นักโทษชาวยิวในค่ายกักกันแห่งหนึ่งของเยอรมนี

การทดลองทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่ได้มีแต่ “หนูทดลอง” เท่านั้น หลายครั้งก็ต้องมีการใช้ “มนุษย์” ในการทดลองเช่นกัน นอกจากบุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่างแล้ว หลายครั้งก็ใช้ตัวเอง บุคคลใกล้ชิด รวมถึงสมาชิกในครอบครัว ตัวอย่างเช่น จอห์น สก็อตต์ ฮัลเดน นักสรีรวิทยา เคยใช้ตัวเองและลูกชาย (เจ.บี.เอส ฮัลเดน) ซึ่งต่อมาเป็นนักสรีรวิทยาและนักพันธุศาสตร์เช่นกัน

ฮัลเดนผู้พ่อ นำลูกชายตนเองลงไปในปล่องเหมืองแร่เพื่อทดสอบสภาพอากาศ, เอาเขาไว้ในโลงศพดูดอากาศออกจนเป็นสูญญากาศ มีเพียงศีรษะโผล่ออกมา เพื่อทดลองหาผลกระทบต่อร่างกายของเด็ก, ให้ชุดประดาน้ำเจาะรู แล้วปล่อยลงในน้ำเย็นเยือกในทะเลสาบลึก 40 ฟุต ฯลฯ ทว่ายังห่างไกลไปจากการทดลองในค่ายนาซีที่จะกล่าวต่อไป

แต่ที่สำคัญคือ การทดลองโดยใช้มนุษย์นั้นต้องเกิดจาก “ความยินยอมพร้อมใจของมนุษย์”  

แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ายนาซีคืออะไร นักวิทยาศาสตร์ถือโอกาสใช้นักโทษในค่ายกักกันมาเป็น “มนุษย์ทดลอง” เช่นเดียวกันที่ใช้ “หนูทดลอง” กิจกรรมที่โหดร้ายนี้เริ่มต้นในปี ค.ศ. 1939-1945 ตลอดเวลา 7 ปี โดยจะเน้นย้ำให้เชื่อว่า คนบางเชื้อชาติและบางกลุ่ม เช่น คนยิว ยิปซี คนพิการ คนที่ป่วยเรื้อรังที่รักษาให้หายขาดไม่ได้ ฯลฯ ในทางการแพทย์ เป็นเพียง “กลุ่มคนไร้ค่าทางการแพทย์”

ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยรวม เพื่อสุขอนามัยและความปลอดภัยของทหารเยอรมันที่อยู่ในสนามรบ การใช้กลุ่มคนดังกล่าวในการทดลอง จึงไม่ต้องคำนึงถึงความยินยอม ความเจ็บปวดและความเสี่ยงต่อชีวิตของพวกเขานี้ถือเป็นวิทยาศาสตร์ด้านมืดของนักวิชาการจอมปลอม และแพทย์ที่เคยปฏิญาณแล้วว่าจะดูแลช่วยชีวิตคนไข้

ประมาณการว่าอาจารย์แพทย์และนักวิชาการในมหาวิทยาลัยราว 350 คน มีส่วนในการใช้นักโทษ “มนุษย์ทดลอง” ในค่ายกักกัน ตัวอย่างเช่น

ศาสตราจารย์ไฮน์ริช แบร์นนิ่ง จากมหาวิทยาลัยฮัมบวร์ก ทดลองเรื่องการอดอาหาร โดยใช้เชลยศึกรัสเซีย เขาเฝ้าสังเกตการณ์บันทึกอาการ ตั้งแต่แรกเริ่มอดอาหารจนถึงลมหายใจสุดท้าย

ศาสตราจารย์ยูลิอุสซ์ ฮาเลอร์ฟอร์เดน จากสถาบันไกเซอร์ วิลเฮล์ม สาขาการวิจัยสมอง เก็บตัวอย่างสมองหลายร้อยก้อนจากเหยื่อการุณยฆาต เพื่อให้นักวิจัยประสาทพยาธิวิทยาได้ศึกษา

ดร.เคลาส์ ชิลลิง ศาตราจารย์กิตติคุณ ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเบอร์ลิน กับโครงการการทดลองเกี่ยว “โรคมาลาเรีย” ในค่ายกักกันดาเชา เพราะมาลาเรียสร้างปัญหาให้กับกองทัพเยอรมันในแอฟริกา เขาใช้นักโทษ 1,200 คน ที่ได้รับเชื้อมาลาเรีย หรือฉีดเชื้อเข้าสู่ร่างกาย หลังจากนั้นพวกเขาจะได้รับยาแรงในการรักษา เช่น ควินิน, นีโอซาลวาร์ซาน, ไพรามิเดียน หรือยาหลายอย่างผสมกัน ทำให้นักโทษเสียชีวิต 30 คน และอีก 300-400 คนเสียชีวิตภายหลังจากภาวะแทรกซ้อน

ศาสตราจารย์คาร์ล บรานด์ต แพทย์ประจำตัวฮิตเลอร์ ผู้ตรวจการใหญ่สาธารณสุขไรช์ ทดลองโรคดีซ่านที่ค่ายกักกันซักเคนเฮาเซน และนาตซ์ไวเลอร์ เพราะดีซ่านเป็นโรคที่รบกวนทหารในสนามรบ โดยนำนักโทษที่เป็นยิวโปแลนด์มาเป็นมนุษย์ทดลอง

ดร.ออยเกน ฮาเกน ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยสตราบูร์ก ทดลองวัคซีนต้านไข้รากสาดใหญ่ โดยฉีดวัคซีนดังกล่าวให้กับนักโทษจากนั้นก็ปล่อยให้รวมกลุ่มกับนักโทษที่ได้รับเชื้อ และนักโทษบางกลุ่มจะทำให้ติดเชื้ออย่างจงใจเพื่อใช้เป็นแหล่งเพาะเชื้อไวรัสสำหรับนำไปใช้งาน

ฯลฯ

แพทย์และนักวิจัยในค่ายนาซี หลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง และพวกเขาก็ทราบดีว่า ในช่วงที่พรรคนาซีปกครองประเทศ และสถานการณ์สงคราม กฎหมายแพ่งและกฎหมายอาญาในเยอรมนีละเว้นการบังคับทั่วเยอรมนี การกระทำเรื่องเหล่านี้จึงไม่มีการลงโทษใดๆ ทั้งสิ้น


ข้อมูลจาก

จอห์น คอร์นเวลล์ เขียน, นพดล เวชสวัสดิ์ แปล. นักวิทยาศาสตร์ของฮิตเลอร์, สำนักพิมพ์มติชน สิงหาคม 2554.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 กรกฎาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป