ข้าว-อ้อย พืชเศรษฐกิจแห่งลุ่มน้ำท่าจีน ก่อน-หลังสนธิสัญญาบาวริง

ภาพมุมสูง บริเวณแม่น้ำท่าจีนบรรจบกับคลองมหาชัย ก่อนไหลลงอ่าวมหาชัย ถ่ายจากฝั่งท่าฉลอม (ภาพจากhttps://www.matichon.co.th)

เพราะมีแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำเจ้าพระยาที่ขนาบอยู่ ทำให้ลุ่มน้ำท่าจีนมีลักษณะเป็นที่ราบลุ่มยาวรีตามลำน้ำ โดยมีอาณาบริเวณครอบคลุมพื้นที่ 3  จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี, นครปฐม, สมุทรสาคร ในอดีตเมื่อไทยทำสนธิสัญญาบาวริง พ.ศ. 2398 บริเวณลุ่มแม่น้ำท่าจีนก็ค่อยๆ ขยายพื้นที่ปลูกข้าว จนกลายเป็นพื้นที่ทำนาสำรองจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ช่วงก่อน พ.ศ. 2398 ประชากรในลุ่มน้ำท่าจีนมีลักษณะเบาบาง ประกอบด้วยกลุ่มชาวไทย, ลาว, จีน, มอญ, เขมร, ญวน ฯลฯ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ และต่างก็อยู่ในระบบไพร่ มีสังกัด และต้องเกณฑ์แรงงาน ยกเว้น ชาวที่ไม่ได้อยู่ในระบบดังกล่าว แต่ต้องจ่ายเงินให้รัฐเป็น “ค่าผูกปี้” แทน คนจีนจึงเป็นแรงงานอิสระ มีโอกาสทำการค้า หรือรับจ้างตามต้องการ

สภาพเศรษฐกิจของลุ่มน้ำท่าจีน ก่อนสนสิสัญญาบาวริง ที่น่าสนใจ คือ อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายเมืองนครชัยศรี, ภาวะข้าว และการเติบโตของนายทุนจีน

1. อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายเมืองนครชัยศรี  อุตสาหกรรมน้ำตาลทราย ในรัชกาลที่ 3 อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายเจริญรุ่งเรืองมาก สังฆราชปาลเลอกัวซ์บันทึกไว้ว่า มีโรงงานน้ำตาลทราย 20-30 โรง ที่เมืองนครชัยศรี แต่ละโรงมีคนงานจีนราว 200-300 คน เนื่องจากเลิกผูกขาดการค้าน้ำตาลทรายช่วงพ.ศ. 2369-85 เพราะการทำสนธิสัญญาเบอร์นี (พ.ศ. 2369) สมัยรัชกาลที่ 4 อุตสาหกรรมน้ำตาลทรายขยายตัวในลุ่มน้ำท่าจีนขยายตัวมาก ทำให้มีชาวจีนเข้ามาขายแรงงานมากขึ้น ส่งผลต่อสภาพสังคมเช่นเดียวกับหลายพื้นที่คือ การก่อความวุ่นวายของสมาคมลับ “อั้งยี่”

2. การค้าข้าวเดิมเป็นการผูกขาดโดยรัฐมาตลอด ซึ่งลูกค้ารายใหญ่ตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลายถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น คือ จีน แต่ในช่วง พ.ศ. 2381-82 จีนเกิดทุพภิกขภัย และสงครามฝิ่น , พ.ศ. 2393-2407 เกิดกบฏไต้เผ็ง และจลาจลอื่นๆ ไทยเองในช่วงรัชกาลที่ 3 ก็ทำสงครามยืดเยื้อกับญวน เมื่อไม่มีการค้าข้าวกับจีน การปลูกข้าวจึงลดลง โดยเฉพาะในบริเวณนครชัยศรีที่เปลี่ยนไปปลูกอ้อยที่ได้ราคาสูงกว่า

3.การเติบโตของนายทุนจีนในลุ่มน้ำท่าจีน ระบบผลิตในลุ่มน้ำท่าจีน ทำให้เกิดการค้าของชุมชนต่างๆ โดยมีคนจีนเป็นพ่อค้าคนกลางขึ้นล่องตามลำน้ำค่อยแลกเปลี่ยนซื้อขาย จึงมีโอกาสสะสมทุนและมีบทบาททางเศรษฐกิจ

หลัง พ.ศ. 2398 ผลของสนสิสัญญาบาวริง ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เริ่มมีการผลิตเพื่อส่งออก ยกเลิกระบบผูกขาการค้าโดยพระคลังสินค้า ชาติต่างๆ สามารถเข้ามาค้าขายได้ ผลกระทบต่อชุมชนในลุ่มน้ำท่าจีนเริ่มจากการขยายตัวทางการผลิตเพื่อการค้าของ “ข้าว” และ “น้ำตาล”

กรณีของ “น้ำตาล” นั้นหลังปี พ.ศ. 2398 น้ำตาลมีการส่งออกมากขึ้น  กิจการน้ำตาลทรายในรัชกาลที่ 4 จึงรุ่งเรืองและมีเส้นทางคมนาคมทางน้ำ เมื่อมีการขุดคลองเจดีย์บูชา (พ.ศ. 2401) และขุดคลองมหาสวัสดิ์ (พ.ศ. 2403) ในรัชกาลที่ 4  การเพาะปลูกอ้อยบริเวณริมน้ำนครชัยศรีในรัชกาลที่ 2 – 3 นั้น เริ่มขยายการปลูกอ้อยไปยังบริเวณตําบลวังตาก อําเภอพระปฐมเจดีย์ และบริเวณริมคลองทั้ง 2 นี้ เพราะจะอาศัยแม่น้ำลําคลองในการขนอ้อยและน้ำตาลทราย จากโรงงานแถบนครชัยศรีเข้าสู่กรุงเทพฯ  ในรัชกาลที่ 5 ยังโปรดฯ ให้ขุดคลองดําเนินสะดวก (พ.ศ. 2409) เชื่อมแม่น้ำท่าจีนกับแม่น้ำแม่กลอง ทําให้การคมนาคมระหว่างจังหวัดราชบุรี จังหวัดสมุทรสาคร และกรุงเทพฯ สะดวกยิ่งขึ้น

พ.ศ. 2413 บริษัทอินโดไชนิสซูคากัมปนีลิมติด ของอังกฤษ ขอจัดตั้งโรงงานน้ำตาลทรายด้วยเครื่องจักรขนาดใหญ่ บนฝั่งขวาของแม่น้ำท่าจีน ที่ตําบลดอนกระดี อําเภอตลาดใหม่ เมืองนครชัยศรี (ปัจจุบันคือตำบลท่าไม้ อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร) โดยขอสิทธิจับจองที่ดินเพื่อปลูกอ้อยและตั้งโรงงานทั้งสิ้น 4,500 ไร่ ใช้แรงงานถึง 3,000 คน แต่ดำเนินกิจการได้ 5 ปี ก็ประสบปัญหา เพราะเจ้าหน้าที่บริษัทยึดทรัพย์โรงงาน  ก่อนที่โรงงานน้ำตาลอื่นในลุ่มน้ำท่าจีนจะค่อยๆ ทยอยปิดตามจนหมด

ความล้มเหลวของอุตสาหกรรมน้ำตาลเมืองนครชัยศรีมีหลายสาเหตุด้วยกัน คือ เกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมน้ำตาลทรายในเอเชีย, ยุโรปพัฒนาการผลิตน้ำตาลจากพืชชนิดอื่น, ระบบภาษีน้ำตาลทรายไทยเรียกเก็บหลายขั้นตอน, ราคาข้าวดีขึ้นเกษตรกรหันมาปลูกข้าวแทน ฯลฯ

ส่วน “ข้าว” หลังเปิดเสรีการค้า พ.ศ. 2398 ข้าวสามารถส่งออกเสรี ความต้องการข้าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีจำนวนมาก และความสะดวกจากการขุดคลองในลุ่มน้ำท่าจีนดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น พ.ศ. 2458 สำรวจพบว่าเมืองสุพรรณบุรี และนครชัยศรีมีพื้นที่ปลูกข้าวได้ 84.49%  พร้อมกับโรงสีริมแม่น้ำท่าจีนที่ตั้งขึ้นในรัชกาลที่ 6 (ค่อยทยอยปิดกิจการเมื่อมีการสร้างถนนในปี 2500 โรงสีย้ายไปอยู่ริมถนนแทน)

ในรัชกาลที่ 6 เกิดน้ำท่วมใหญ่ (พ.ศ. 2460) และฝนแล้ง(พ.ศ. 2462) ติดต่อกัน การผลิตข้าวในลุ่มน้ำท่าจีนเสียหาย เกิดการะขาดแคลนข้าวพร้อมกันในภาคกลาง ราคาข้าวพุ่งสูง อย่างไม่เคยปรากฏ (จากเดิมราคาเกวียนละไม่ถึง 100 บาท เพิ่มขึ้นเป็นราคา เกวียนละ 300 – 320 บาท) ชาวนาเดือดร้อนมากและยากจนมีหนี้สิน

ปี พ.ศ. 2463-64 พบว่า ชาวนาในจังหวัดสุพรรณบุรีเอาโฉนดที่นาไป จํานำถึง 10,487 ราย (จากจํานวนโฉนด 17,610 ราย) และชาวนาในจังหวัดนครปฐมเอาโฉนดที่นาไปจํานองฝากขายถึง 8,006 ราย (จากผู้ถือโฉนดทั้งหมด 9,277 ราย) เริ่มเกิดภาวะหนี้สินและไร้ที่ดินขึ้น ปัญหาเหล่านี้จะยิ่งทวีเพิ่มขึ้น และเห็นได้ชัดเจนเมื่อเกิดเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

ทางออกหนึ่งของชาวบ้านหรือแม้แต่ผู้ปกครองระดับท้องถิ่นบางคน คือ รวมกลุ่มตั้งตนเป็นโจร หรือ “เสือ” ออกอาละวาดปล้นฆ่าชิงทรัพย์ ดังในเอกสารทางราชการตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ทางการมักได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านในเขต เมืองสุพรรณบุรีและเมืองนครชัยศรีเสมอว่า “โจรชุม” ก็มี

ชุมชนลุ่มน้ำท่าจีนต้องพบกับการเปลี่ยนครั้งใหญ่อีก ใน พ.ศ. 2500 เมื่อมีการตัดถนนเข้ามาในพื้นที่

พิเศษ ลด 40%! สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ลดราคาพิเศษ 40% เฉพาะสมัครวันนี้ถึง 30 มิถุนายน 2563 เท่านั้น คลิกดูรายละเอียดที่นี่


ข้อมูลจาก

สุภาภรร์ จินดามณีโรจน์. ประวัติศาสตร์ลุ่มน้ำท่าจีน, สำนักพิมพ์สร้างสรรค์ 2554


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤษภาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป