อิตาลีกับการ “รุมดูไม่ปราณีปราไสย” และอุปนิสัยชาวเมืองในสายพระเนตรรัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จฯ ไปร้านค้าในเมืองริเวียรา ทรงพบกับการรุมดูจากชาวเมืองอิตาลี (ภาพจาก "ให้ดำรง ครั้งไกลบ้าน")

“—ใครแปลกหน้าเป็นคนต่างประเทศมาแล้ว ถูกตอมด้วยกันทั้งนั้น ตอมเหมือนแมลงวันตอม ไม่เจ็บไม่ปวดอันใด เป็นแต่ให้รำคาญเท่านั้น—“

เป็นข้อความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล กรมขุนอู่ทอง เขตขัตติยนารี ขณะเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๔๕๐ ทรงเล่าถึงอุปนิสัยเด่นที่ไม่เหมือนชาวเมืองอื่นของชาวเมืองอิตาลี ที่ทรงสังเกตเห็นตลอดระยะเวลาที่เสด็จประพาสและประทับอยู่

ในการเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๕๐ ทรงขึ้นบกครั้งแรกในยุโรปที่ประเทศอิตาลีและประทับที่เมืองซันเรโม เพื่อจะได้ปรับพระองค์ให้เคยชินกับอากาศหนาว ซึ่งจะต้องทรงพบต่อไปเมื่อเสด็จฯ ขึ้นไปทางเหนือของยุโรป และเมื่อจะเสด็จฯ กลับประเทศไทยก็ทรงต้องกลับมาประทับอิตาลีอีกระยะหนึ่ง เพื่อรอเวลาประทับเรือพระที่นั่งระหว่างประทับที่อิตาลีนั้น โปรดเสด็จประพาสหัวเมืองใกล้เคียงและเมืองสำคัญอื่น ๆ ของอิตาลีเป็นการส่วนพระองค์ จึงสามารถเสด็จฯ ไปตามที่ต่าง ๆ ทั้งในเมือง และชนบท

โปรดทอดพระเนตรชีวิตความเป็นอยู่ของสามัญชนชาวอิตาลีในเมืองทั้งใหญ่และเล็ก จนอาจกล่าวได้ว่าทรงรู้จักอิตาลีโดยเฉพาะชีวิตสามัญชนคนอิตาลีดีพอควร มีหลายสิ่งในอิตาลีที่ทรงชื่นชมและชื่นชอบ เช่น ศิลปะที่งดงาม ดอกไม้ที่สวยสด ภูมิประเทศที่หลากหลาย และภูมิอากาศที่เย็นสบายไม่ร้อนไม่หนาวมาก แต่สิ่งหนึ่งในอิตาลีที่ทรงกล่าวถึงอย่างไม่สบพระอารมณ์อยู่บ่อย ๆ คืออุปนิสัยหรือกิริยาอาการที่ชาวเมืองอิตาลีแสดงออกกับชาวต่างชาติซึ่งแตกต่างจากชาวเมืองอื่น ๆ คือถ้าสนใจใครแล้วเป็นต้องรุมจ้องดูไม่วางตาชนิด “—ใครมาก็มีแต่จะรุมดูไม่ปราณีปราไสย—ดูแล้วดูราวกับว่าจะเจาะทลุด้วยไนยตา—“

เมื่อประทับที่เมืองซันไรโมในประเทศอิตาลีครั้งแรกเป็นเวลา ๑๖ วัน วันแรก ๆ โปรดเสด็จการประพาสในเมืองเพื่อทอดพระเนตรศิลปะและสินค้าต่าง ๆ ที่ทรงสนพระทัย แต่ก็ทรงพบกับการรุมดูจากชาวเมืองอิตาลีจนทรงหงุดหงิดพระทัย ดังที่ทรงเขียนบ่นว่า “—ถ้าลงเดินเที่ยวหาเป็นไม่ได้ คนตอมกันแน่น มันจะดูเอานรกฤาสวรรค์ เพราะดูไม่รู้แน่— บางสถานที่โดยเฉพาะตามห้างร้านเป็นอันเสด็จเข้าไปไม่ได้ เพราะ ” —ถ้าขืนเข้าไปก็ยิ่งกว่ามีโนรา ๕ โรง จะรุมดูกันแน่นที่หน้าร้านนั้น—“

ทรงเล่าว่า “—พอเดินออกจากร้านหนึ่งจะไปเข้าร้านที่ ๒ คนมาดูอยู่ที่หน้าร้านเต็มเสียแล้ว— จนบางครั้งต้องประทับอยู่แต่ภายในโฮเต็ลเพราะ “—ไม่มีที่จะไปไหน เหตุด้วยไปไม่รอด— ด้วยเหตุว่าข้างหน้าโฮเต็ลเต็มไปด้วยผู้คนมาออกันอยู่หน้าประตูดังที่ทรงเล่าว่า “—น่าโฮเต็ลมีคนประจำอยู่เสมอทั้งกลางวันกลางคืนหลายร้อยคนไม่รู้ว่ามันมาอยู่ดูทำอะไรกัน นานนานจะได้เห็นอีกสักอึดใจหนึ่ง— ทรงใช้สำนวนบอกอากัปกิริยาของผู้ที่มาออกันอยู่หน้าประตูไว้อย่างเห็นภาพพจน์ว่า “—ผู้คนละเล้าละลุมเกาะประตูคอยดูอยู่เป็นนิจ—“ ทำให้การออกจากที่ประทับแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความยากลำบากอย่างน่ารำคาญ บางครั้งต้องใช้อุบายให้เจ้านายประองค์เสด็จออกด้านหน้าขึ้นรถพระที่นั่ง ส่วนพระองค์เองโปรดให้รถธรรมดามารับด้านหลังที่ประทับ มีบางคราวการณ์ก็มิได้ราบรื่นเพราะมีฝรั่งที่เคยไปอยู่เมืองไทยคนหนึ่งรู้เรื่องนี้ ทรงเรียกฝรั่งนายนี้ว่า “ฝรั่งหูบอน” นำข่าวการเสด็จออกด้านหลังไปบอกผู้คน ทำให้ผู้รู้ข่าวไปดักรอเฝ้าอยู่ด้านหลังเป็นจำนวนมาก ดังที่ทรงเล่าว่า “—ออกกลแตก แต่ต้องดันมันไปดื้อ ๆ ขึ้นรถได้ก็ให้ขับไป—“

ทรงถ่ายภาพสวนในวิลลาโนเบล ที่ประทับ ณ เมืองซันเรโม ด้านหลังภาพจะเห็นชาวอิตาลีรุมดูกันแน่นที่ประตูรั้ว (ภาพจาก “ให้ดำรง ครั้งไกลบ้าน”)

การมุงดูของชาวอิตาลีมีหลายวิธีและหลายอาการ เช่น การมุงดูที่หน้าร้านขายของ เมื่อเสด็จออกมาก็คำนับ “—คำนับแล้วก็เข้ามาจ้อง ใกล้เข้ามาทุกที ๆ จนเราตกอยู่กลางวง ถ้าไม่หลบไปก็เบียดกันจนถึงตัว การเบียดเช่นนี้เป็นสันดานของพวกอิตาเลียน—“ อีกวิธีหนึ่งที่เกิดที่เมืองโกโมขณะทรงรอรถไฟที่สถานี ผู้คนมารุมดูกันมาก ทรงสังเกตเห็นชาย ๕ – ๖ คน คอยติดตามพระองค์อย่างกระชั้นชิดชนิด —คอยเดินตามไม่ว่าเรากระดิกตัวไปข้างไหน—“ จนทรงเข้าพระทัยว่าเป็นตำรวจลับที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกและป้องกันอันตราย แต่กิริยาอาการของชายดังกล่าวทำให้สงสัยเพราะ “—ไม่เห็นป้องกันคนดูอย่างไรได้—ท่ามันเหมือนกลับจะคอยจับว่าเมื่อไรเราจะขโมย มากกว่าป้องกันเราให้พ้นคนอื่น—

แต่ก็ทรงให้อภัยในพฤติกรรมเช่นนั้นของชาวเมืองอีตาลี เพราะทรงตระหนักพระทัยเสียแล้วว่า เป็นอุปนิสัยประจำชาติ ยิ่งเมื่อทรงได้เห็นการฏิบัติตัวของชาวเมืองที่ทำกับพระเจ้าแผ่นดินของตน ทรงเล่าว่า “—แต่ราษฎรแปลกกับเมืองอื่น คือกล้าตอมดูเบียดเสียดแวดล้อมโดยความสนุก ถึงเจ้าของเขาเองก็ไม่พ้น กลับต้องเอาอกเอาใจเปิดหมวกไม่หยุด ถ้าจะได้ดูแล้วดูจนใกล้กับหัวไหล่สีกัน แลเดินตามเป็นพรวนไม่รู้แล้วรู้รอด—“

จากการที่ทรงสังเกตและจากประสบการณ์ในการพบปะชาวบ้านชาวเมืองอิตาลีของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสามารถสรุปอุปนิสัยโดยรวมของชาวอิตาลีไว้ในพระราชหัตถเลขาหลายครั้ง สำนวนที่ทรงใช้ทำให้เห็นภาพอุปนิสัยอาการของชาวอิตาลีชัดเจน เช่น “—อยู่ข้างจะชอบร้องเวิ้กว้างอึง ได้จะดูอะไรแล้วดูเอาจริงเอาจัง— และ “—เป็นธรรมดาของชาวเมืองถ้าเห็นคนต่างประเทศแล้วหวานจะเที่ยวไต่ตอมขายของขอทาน— ทรงสรุปลักษณะกิริยาท่าทางของชาวอิตาลีไว้ว่า —เสลือกสลนลนลานตามแบบของพวกอิตาเลียน— และ “—คนมันทะลึ่งทะลั่งทะเลือก—“

ในการประทับที่อิตาลีครั้งหลังเพื่อรอประทับเรือพระที่นั่งเสด็จฯ กลับสยาม ก็ยังทรงพบกับการมุงดูของชาวเมืองอิตาลี แต่ครั้งนี้น่าจะเกิดจากความเคยชินจากการต้อนรัับของชาวเมืองต่าง ๆ ในยุโรปมามากแล้ว จึงไม่ใคร่มีพระอารมณ์หงุดหงิด มีบางครั้งยังทรงมองเห็นส่วนดีของชาวอิตาลี เช่น ทรงพบว่ามีบางเมืองในอิตาลีที่ชาวเมืองมีกิริยาในการต้อนรับอาคันตุกะอย่างสุภาพ ดังเช่นที่กรุงโรม ทรงเล่าว่า ” —คนที่นี่ในเชิงอิตาเลียนด้วยกันแล้วนับว่าดีกว่าที่แห่งอื่นหมด  เป็นอย่างรู้ มีสัมมาคารวะไม่สู้อุกอาจทะลึ่งทะลั่ง— และที่เกาะซิซิลี ทรงเล่าว่า “—คนที่นี่แปลกจากที่อื่น คือไม่สู้ตอมโนราและกิริยายิ้มแย้มแจ่มใสอ่อนหวานต่อคนที่ขึ้นมา—“ ซึ่งกิริยาอาการของชาวเมืองทั้ง ๒ เมืองนี้ น่าที่จะทำให้ทรงมองชาวอิตาลีในแง่ดีขึ้นบ้าง ดังที่ทรงบรรยายว่า “—ความจริงชาวเมืองนี้ปรารถนาดีทั้งนั้น แต่หากเขาฟรีกันเช่นนั้นเองได้ดูแล้วดูราวกับว่าจะเจาะให้ทลุด้วยไนยตา— และยังทรงมองชาวอิตาลีอย่างมีพระอารมณ์ขันว่า “—ถ้าจะไปดูอะไรก็ต้องเสียเงินไปเสียทุกอย่าง นี่ดูเปล่าไม่ต้องเสียเงิน—“

อุปนิสัยประจำชาติของชาวอิตาลีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสังเกตเห็น ทั้งพบเห็นด้วยสายพระเนตรและประสบเหตุการณ์ด้วยพระองค์เองนั้น นับเป็นการสังเกตที่ลุ่มลึกและเฉียบคม เพราะเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับกันแม้ในปัจจุบันชาวอิตาลีก็ยังคงได้รับคำนิยามเกี่ยวกับอุปนิสัยและกิริยาท่าทางว่า “ทะลึ่งทะลั่งเสลือกสลนเวิ้กว้าก”


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 20 กรกฎาคม พ.ศ.2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป