“ขมุ” ใน “ฟ้าบ่กั้น” กลุ่มชาติพันธุ์แห่งอุษาคเนย์ เชี่ยวชาญการเลี้ยงช้าง

“ขมุ” ใน “ฟ้าบ่กั้น” กลุ่มชาติพันธุ์
รูปชาวขมุ

“ขมุ” ใน “ฟ้าบ่กั้น” กลุ่มชาติพันธุ์แห่งอุษาคเนย์ เชี่ยวชาญการเลี้ยงช้าง

“ไพร่ฟ้า” หนึ่งในเรื่องสั้นจากวรรณกรรม “ฟ้าบ่กั้น” ของ คำสิงห์ ศรีนอก หรือนามปากกา ลาว คำหอม

หนังสือ ฟ้าบ่กั้น ลาว คำหอม
หนังสือ “ฟ้าบ่กั้น” (ภาพจาก : มติชน)

ภายในเรื่องจะมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักและความขัดแย้งทางชนชั้น ระหว่าง “อินถา” ควาญช้างลากไม้ “บัวคำ” หญิงสาวคนรักของอินถา และ “หม่อมราชวงศ์ป่ายปีน ราชพฤกษ์” หลานชายเจ้าของบริษัท ที่อินถาทำงานอยู่ โดยเล่าผ่านมุมมองของเชิด หัวหน้าคนงานที่สนิทกับอินถา

ในบทสนทนาตอนหนึ่งในเรื่อง มีการพูดคุยกันระหว่าง หม่อมราชวงศ์ป่ายปีนกับเชิด เกี่ยวกับเรื่องของอินถาและบัวคำ มีรายละเอียดดังนี้

“บางทีหม่อมคงจะไม่ทราบว่าบัวคำมีคนรักแล้ว” เสียงแหบแห้งจนตัวเองแทบจำไม่ได้

“โอ้เท่านั้นเองนะหรือคุณเชิด? ที่คุณเห็นเป็นเรื่องยุ่งยาก ขอโทษที่เข้าใจผิดไป ทีแรกนึกว่าอะไรเสียอีก ขอบคุณมากที่ยังอุตส่าห์บอก แต่ไม่เป็นไรหรอกฉันไม่ถือ”

“ม้าย…ไม่ครับ” ข้าพเจ้ารีบปฏิเสธเสียงดัง “ผมหมายความว่าบัวคำเป็นคนรักของคนของเราคน หนึ่ง เขากำลังจะแต่งงานกันจริงๆ”

เสียงหัวเราะอย่างขบขันกังวานขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วนเรียกให้คนงานหันมามองเราทั้ง สอง อย่างสนใจ

“คุณนะคุณ ป่าดอย เถื่อนถ้ำป่านนี้ คุณยังอุตส่าห์พูดถึงคำว่ารักอยู่หรือ? แต่ถ้าใครที่คุณว่ามันจะเอาจริงๆ นั้น ถ้าเป็นคนอื่นไม่ใช่คุณละก็ช่วยบอกให้มันรอหน่อยซิ เดือนหน้าฉันก็กลับแล้ว” ข้าพเจ้ากล้ำกลืนสะอึกลงคออย่างยากเย็น

“ความจริงผมจะไม่พูดเลย หากหลีกเลี่ยงได้ ผมเชื่อว่าทุกคนถ้าอยู่ในฐานะอย่างผมซึ่งรู้ดีแก่ใจและเห็นกับตาถึงความรักและความจริงใจที่เป็นทั้งหมดของชีวิตของคนคนหนึ่ง ก็คงจะรู้สึกอย่างผม คือจะต้องเห็นใจเขา แม้แต่คนที่ไม่เคยพูดถึงคำว่ารักเลย ผมก็ไม่อยากเชื่อว่ามันเป็นเรื่องของความรักเพียงอย่างเดียว แต่หากมีเรื่องของมนุษยธรรมเจือปนอยู่ด้วยไม่น้อย”

แขกของข้าพเจ้าหัวเราะฮ่า ๆ และถาม

“คุณเชิด คุณอยู่ป่านี้กี่ปีแล้ว?”

“แปดครับ”

“ถึงว่าซี คาดไม่ผิดเลย คุณออกจะอยู่ป่านานเกินไปคุณเชิด จนเป็นคนป่าไปอีกคนแล้ว” กลืนน้ำลายลงคอและพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง “ความรัก มนุษยธรรม หลุดออกมาแต่ละประโยคบุร่ำบุราณเต็มที” นิ่งคิดครู่หนึ่งแล้วถาม “ที่คุณพูดว่าคนของเราเนี่ยใครกัน?”

“อินถา”

“โถ่…คุณ มนุษยธรรม ก็ไอ้หูกลวงนั่นมันเป็นมนุษย์มนาด้วยกะเขาเมื่อไหร่เล่า ขมุทั้งตัว”

จะเห็นได้ว่าหม่อมราชวงศ์ป่ายปีน มีกล่าวถึงอินถาว่าเป็น “ขมุทั้งตัว” ซึ่งขมุในที่นี้คือชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ขมุ เป็นกลุ่มชนออสโตรเอเชียติก (มอญ-เขมร) พวกเขาเรียกตนเองว่า “ขมุ” หรือ “กำมุ” แปลว่า “คน” ชาวขมุอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของลาวเป็นส่วนมาก และกระจายตัวไปที่จีน เวียดนาม และทางตอนเหนือของไทยอย่าง แพร่ น่าน ลำปาง แม่ฮ่องสอน เชียงราย รวมถึงจังหวัดในภาคอื่น เช่น อุทัยธานี และกาญจนบุรี

ชาวขมุอพยพเข้ามาในไทยหลายระลอก ทั้งช่วงการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศสที่ยึดครองประเทศลาว ช่วงการกวาดต้อนผู้คนจากเวียงจันทน์ ของลาวในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้นสมัยรัชกาลที่ 1 และในช่วงรัชกาลที่ 5 โดยเข้ามาเป็นแรงงานทำไม้ หรือควาญช้างลากไม้

ชาวขมุมักจะปลูกบ้านอยู่ตามเชิงเขาติดลำน้ำ เพื่อสะดวกต่อการอุปโภคบริโภค และใกล้กับป่าไม้ เพื่อเก็บอาหารและยารักษาโรค โครงสร้างบ้านเรือนจะใช้ไม้ไผ่เป็นหลัก ฝาผนังและพื้นบ้านทำด้วยไม้ไผ่ หลังคามุงแฝก แบ่งสัดส่วนบ้านเป็นห้องนอน ลานบ้านสำหรับรับแขก บริเวณครัว และใต้ถุนบ้านไว้ใช้เก็บข้าวของ

บ้านชาวขมุ ทำจากไม้ไผ่ หลังคามุงแฦก
ที่อยู่อาศัยของชาวขมุ (ภาพจาก : บันทึกเพื่อการศึกษาและวิจัยภาษาขมุในประเทศไทย ลาว เวียตนาม และจีน และในการศึกษาภาษาศาสตร์ภาคสนาม ของ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุวิไล เปรมศรีรัตน์ ในช่วงปี พ.ศ. 2520-2538)

การแต่งกายของชาวขมุ จะนิยมใส่เสื้อผ้าสีดำที่เรียกว่า “หว้าย” ผู้หญิงแต่งกายด้วยเสื้อสีดำหรือสีน้ำเงินเข้ม แขนกระบอกยาว ตัวเสื้อผ่า มีแถบสีแดงตามขอบเสื้อ ประดับลวดลายสีแดง ติดกระดุมประดับสีเงิน นุ่งซิ่นสีดำปนแดง โพกหัวด้วยผ้าละเหวิดประดับเหรียญเงินตรา ส่วนผู้ชายนิยมนุ่งผ้าเตี่ยว การแต่งกายแบบดั้งเดิมนั้นมีให้เห็นน้อยมาก ยกเว้นจะมีพิธีกรรมสำคัญ

นอกจากนี้ ชาวขมุมักสักตามร่างกาย โดยผู้ชายสักทั่วตัว ส่วนผู้หญิงสักตามแขนและขา

ชาวขมุมีความเชื่อเกี่ยวกับผีคือ “โร้ย” ซึ่งมีบทบาทเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของพวกเขาที่ผูกพันกับธรรมชาติตั้งแต่เกิดจนตาย เช่น ผีบ้านอย่าง “โร้งกุ๊ง” จะมีโสลกหรือศาลาไว้ที่กลางหมู่บ้าน ซึ่งจะทำพิธีเลี้ยงผีทุกเดือนเมษายน หรือ “โร้ยอร๊ะ” ผีไร่ที่คุ้มครองผลผลิตในไร่ ก็จะต้องทำพิธีเลี้ยงผีเพื่อให้พืชผลอุดมสมบูรณ์

อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความเชื่อเหล่านี้ทำให้ชาวขมุโดดเด่นไม่แพ้ชาติพันธุ์อื่น และความสัมพันธ์ระหว่างชาวขมุกับธรรมชาติและช้างนั้นก็เป็นเรื่องสำคัญมาก ดังจะเห็นได้จากตัวละครในเรื่องฟ้าบ่กั้น ผ่านบทบาทของอินถา ในฐานะควาญช้างลากไม้นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

สุวิไล เปรมศรีรัตน์. (2541). สารานุกรมกลุ่มชาติพันธุ์: ขมุ. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนาชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล.

เสถียร ฉันทะ. (2547). เร๊ะ ตู๊ เร๊ง : การจัดการทรัพยากรของชาวขมุ. ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร. https://ethnicredb.sac.or.th/research_detail.php?id=674

นิเวศสื่อพื้นบ้านสู่นวัตกรรมสื่อดิจิทัลออนไลน์. ชาติพันธุ์ขมุ. นิเวศสื่อพื้นบ้านสู่นวัตกรรมสื่อดิจิทัลออนไลน์ https://www.north-thai-ethnic-folkmedia.org/%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98-2/ 

LangArchive. ชาวขมุ. https://www.langarchive-th.org/en/node/442


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 กรกฎาคม 2569