“ผักตบชวา” วัชพืชนำเข้าที่สร้างปัญหาตั้งแต่ 100 ปีก่อน

ผักตบชวาที

ในบรรดาวัชพืชประเภทต่างๆ “ผักตบชวา” ดูจะมีชีวิตที่ผกผันมากที่สุด ด้วยเป็นวัชพืชที่ตามเสด็จพระพุทธเจ้าหลวงและคณะจากการประพาสชวา กลับมาไม้กระถางอยู่ในราชสำนักเมืองไทย ก่อนจะวัชพืชไม่มีค่าในแม่น้ำลำคลองจนสร้างปัญหาการคมนาคมทางน้ำ หลังจากนั้นในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมามีการนำผักตบชวามาทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ผักตบชวาจะเป็นอะไรต่อไปยังไม่รู้ได้

ความบอบบางของดอกผักตบชวา เหี่ยวเฉาได้ง่าย ในช่วงแรกที่นำเข้ามาปลูกในเมืองไทย จึงได้รับการดูแลอย่างดี เทพชู ทับทอง และธงชัย ลิขิตพรสวรรรค์ ต่างเขียนเรื่องนี้ไว้สอดคล้องกันว่า ในปี พ.ศ. 2439 ซึ่งเป็นการเสด็จประพาสชวาครั้งที่ 2 ของรัชกาลที่ 5 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทอดพระเนตรและสนพระทัยใน “ช่อผักตบชวา” สีม่วง ที่ประดับผมเหล่าสตรีชวา จึงมีพระราชเสาวนีย์ขอนำกลับมาเมืองไทย

ผักตบชวา(ทั้งรากและโคน) จำนวน 3 เข่ง, พร้อมน้ำในบ่อเดิมอีก 10 ปี๊บ (สำหรับเป็นน้ำเชื้อ) ที่มากับเรือพระที่นั่งจักรีโดยมีเรือโทโดด หม่องมณี เป็นผู้ดูแลตลอดการเดินทางโดยต้นไม่ตาย จึงได้รับพระราชทานรางวัลเป็นเหรียญ ส.ผ.(พระนามย่อ เสาวภาผ่องศรี) ทองคำ 1 เหรียญ, พร้อมสร้อยทองคำหนัก 2 บาท 1 เส้น, เงิน 3 ชั่ง ฯลฯ

เมื่อมาเมืองไทยก็นำไปปลูกที่พระราชวังพญาไท ใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน ผักตบชวาก็แน่นกระถางลายคราม มีการเปลี่ยนของใช้น้ำในเมืองไทยเติม แทนน้ำที่นำมาจากชวา ก็ไม่ผิดน้ำและงามดี บรรดาเจ้านาย และขุนนาง เห็นดอกสวยก็ขอพระราชทาน ก็พระราชทานให้องค์ละ 1-2 หน่อเท่านั้น จึงย้ายลงบ่อน้ำพระราชวังพญาไท  เมื่อปลุกได้ 6 เดือน ผักตบชวาขึ้นเต็มแน่นบ่อ เจ้านายตามวังต่างๆ ก็ไม่มีองค์ใดมาทูลขอพระราชทาน จึงโปรดให้นําเอาต้นผักตบชวาปล่อยลงคลอง เผื่อใครต้องการจะให้นําเอาไปปลูกเป็นการแพร่พันธุ์ กันต่อๆ ไป

ครั้งแรกโปรดให้ปล่อยลงคลองสามเสน (หลังพระราชวังพญาไท), ครั้งที่สองโปรดให้ปล่อยลงคลองเปรมประชากร, ครั้งที่สามโปรดให้ปล่อยลงคลองผดุงกรุงเกษม ตั้งแต่นั้นมา ผักตบชวาก็ได้เกิดขึ้นแพร่หลายเต็มแม่น้ำ ลําคลองทั่วเมืองไทยมาจนบัดนี้

อย่างไรก็ดี มีข้อเขียนของ ผศ.ดร. ชัชพล ไชยพร เสนอว่าผักตบชะวาเข้ามาเมืองไทยที่กรุงเทพฯ ครั้งแรกใน พ.ศ. 2444 เมื่อคราวรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาศชวา พระวิมาดาเธอ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ทรงนำเอาต้นเข้ามา เนื่องด้วยทรงโปรดมาก เพราะดอกดูสวยงามคล้ายดอกกล้วยไม้ ขอเขียนติดไว้ให้ท่านผู้อ่านที่ต้องการค้นคว้าเพิ่ม

เรื่องของผักตบชวายังไม่จบ เพราะผักตบชวาที่แพร่พันธุ์ไม่ได้เพิ่งสร้างปัญหาในยุตปัจจุบัน แต่มีปัญหาตั้แงต่ในยุคสมัยที่นำเข้าเลยที่เดียว

พ.ศ. 2450 เมื่อรัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้เปลี่ยนการเสด็จกลับจากประพาสเมืองฉะเชิงเทราโดยทางเรือ ทรงบันทึกถึงปัญหาของผักตบชวาไว้ใน “เสด็จประพาสคอลงแสนแสบ” ซึ่งขอยกตอนหนึ่งทรงบันทึกว่า

“วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ร.ศ.126 [พ.ศ. 2450]ออกเรือ 3 โมงเศษ บ้านเรือนตอนในนี้เข้า มาแปลกกว่าข้างนอก รู้สึกว่าบางกอกมากขึ้น มี เจ๊กและไทยมากขึ้น ผักตบชะวาแลเห็นกําลัง ออกดอกในทุ่งดาษไป มันก็งาม เขาว่าพึ่งมี ไม่ใช่ เต็มคลองอย่างข้างแถบนครไชยศรี แต่เจ้าชายงาม[หม่อมเจ้าชายสง่างาม สุประดิษฐ์]ออกจะชอบๆ เห็นว่าเลี้ยงหมูได้ แต่ข้างฝ่ายนครไชยศรีนั้นกริ้วเหลือเกินว่าหมูก็ไม่กิน หรือ ที่สุดจนว่ากินเมา นั่นก็เป็นการเหลือเกินไป เป็ดห่านกินเห็นแก่ตา จําต้องมีให้กิน คนก็กินได้ ข้อที่มันเกิดเร็วทําให้คลองตนนั้นไม่ดีจริง แต่เห็นจะใส่ความมันบ้าง…”

นอกจากนี้เมื่อเสด็จประพาสเมืองฉะเชิงเทรา พ.ศ. 2451 ในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีถึงมกุฎราชกุมาร (รัชกาลที่ 6) ทรงพระราชนิพนธ์เล่า เรื่องของ ผักตบชวา ว่า

“วันที่ 21 เช้า ลงเรือล่องลงไปดูคลองท่าถั่ว ซึ่งตั้งชื่อว่า คลองประเวศน์บุรีรมย์ ทางตั้งแต่บ้านเทศาลงไปประมาณชั่วโมงหนึ่ง ที่คลองนี้น้ำไม่สู้แรงเหมือนคลองบางขนาก…ที่สี่แยกเรือเดินเข้าออกไม่ได้เตรียมจะไปเตือน เจ้าพระยายมราชเรื่องผักชวานี้ร้ายกาจมาก ตามลําน้ำบางประกงหน้าจ๋อยๆ เพราะถูกน้ำกร่อย แต่ก็ไม่ไหลลงไปทะเล ได้หมด เพราะน้ำไหลขึ้นก็กลับลอยขึ้น

ข้อที่ว่ากระบือกินได้ นั้นเป็นความจริงแต่กลับมีอันตรายมาก เหตุด้วยกระบือกินแต่ใบ ต้นรากแห้งติดอยู่กับดิน ครั้นถึงเวลาไถหว่านข้าวในนา พอน้ำมาผักชวาเจริญเร็วก่อนต้นข้าวในนา เบียดเสียดแทรกต้น ข้าวลีบไปหมด โทษถึงจะต้องประหารให้หายขาด แต่ต้องเป็น การพร้อมกันทั้งหัวเมืองและในกรุง เวลานี้การที่จะคิดทําลาย ผักชวาในกรุงยังไม่ได้จับคิดอ่านให้เป็นการทําทั่วไป”

ต่อมาในต้นรัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2456 ทางการได้ออกพระราชบัญญัติกําจัดผักตบชวาขึ้นฉบับหนึ่ง มีข้อความบางมาตราที่สําคัญ ๆ ดังนี้

“มาตรา 3 เมื่อได้ประกาศใช้พระราชบัญญัตินี้ในที่ใด ถ้าในที่นั้นผักตบชวาเกิดขึ้นหรือมีอยู่ในที่ของผู้ใด ให้ถือว่าเป็น หน้าที่ ของผู้อยู่ในที่นั้นจะต้องทําลายผักตบชวา ตามความในพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 4 ถ้าผักตบชวามีอยู่ในที่ใดมากมายเกินกําลังผู้อยู่ในที่นั้นจะกําจัดได้ ให้เจ้าพนักงานผู้ปกครองท้องที่ เรียกระดมแรงราษฎรช่วยกันกําจัด ให้ถือว่าการกําจัดผักตบชวาเป็น สาธารณะประโยชน์อย่างหนึ่ง

มาตรา 5 วิธีกําจัดผักตบชวานั้น ให้เก็บเอาผักตบชวา ขึ้นไว้บนบกพึ่งให้แห้งเผาไฟเสีย

มาตรา 6 ผู้ใดไม่กระทําตามหน้าที่และคําสั่ง ในการที่ ได้กล่าวมาในมาตรา 3 มาตรา 4 มาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติ นี้ ผู้นั้นมีความผิดฐานลหุโทษ ต้องระวางโทษปรับครั้งหนึ่งเป็น เงินไม่เกิน 10 บาท หรือจําคุกไม่เกิน 7 วัน หรือทั้งปรับแลจํา ด้วยทั้ง 2 สถาน

มาตรา 7 ผู้ใดพาผักตบชวาเข้าไปในเขตท้องที่ ซึ่งใช้ พระราชบัญญัตินี้ก็ดี ปลูกหรือเลี้ยงหรือปล่อยให้ผักตบชวางอกงามไม่มีห้ามตามพระราชบัญญัตินี้ก็ดี หรือเอาผักตบชวาทิ้งลง ไม่แม่น้ำลำคลองห้วยหนองใดๆ ก็ดี ผู้นั้นมีความผิดฐานลหุโทษ ปรับครั้งหนึ่งเป็นเงินไม่เกินกว่า 100 บาท หรือจําคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือทั้งปรับแลจําด้วยทั้ง 2 สถาน”

ส่วนกรมรถไฟหลวง (การรถไฟแห่งประเทศไทย) ก็มีการประกาศห้ามไม่ให้บรรทุกผักตบชวาไปในรถไฟ มีใจความว่า

“ห้ามไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดนําเอาผักตบชวาขึ้นรถไฟ ไม่ว่าจะ เป็นทางหนึ่งทางใดเป็นอันขาด ถ้าผู้ใดฝ่าฝืน ผู้นั้นมีความผิดฐานลหุโทษ ต้องถูกปรับเป็นเงินไม่เกิน 10 บาท หรือจําคุก ไม่เกิน 7 วัน หรือทั้งปรับทั้งจํา และให้เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานรถไฟ ในการทําลายผักตบชวาที่พบบนรถไฟด้วย”

อนึ่ง เมื่อคราวที่มี “การแสดงกสิกรรมแลพาณิชการ ครั้งที่ 1 ณ กรุงเทพฯ” ที่ปทุมวัน เมื่อ ศก 129 (พ.ศ. 2453) ในปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้ มีการนําเอาต้นผักตบชวามาแสดงให้ ประชาชน ชมร่วม กับผักหญ้าต่าง ๆ ด้วย ซึ่งก็เป็นครั้งแรกที่ผักตบชวาได้มีเกียรติเข้า ร่วมแสดงให้ประชาชนชมอย่างเป็นทางการ แต่การแสดงครั้ง นั้นอยู่ในฐานะผักหญ้าที่ไม่มีประโยชน์


ข้อมูลจาก

ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์. “ผักตบชวา: ผักในตำนาน” , เอนก นาวิกมูล 60 ปี, พิมพ์ดี  2556

ผศ. ดร. ชัชพล ไชยพร. “สืบปมข้อกล่าวหา…ใครนำ ‘ผักตบชวา’ เข้ามาสู่เมืองไทย?”, ศิลปวัฒนธรรม สิงหาคม 2548

เทพชู ทับทอง. “ผักประวัติศาสตร์”, กรุงเทพฯแห่งความหลัง, ห้างหุ้นส่วนจำกัดอักษรบัณฑิต

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว. เรื่องเสด็จประพาสคลองแสนแสบ, พิมพ์ในงานทำบุญหน้าพระศพ  พระเจ้าพี่นางเธอ พระองค์เจ้าอรประพันธ์รำไพ ครบ 50 วัน, โรงพิมพ์พระจันทร์ 2476


เผยแพร่ครั้งแรก: 15 กรกฎาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป