“พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” คำพูดสุดฮิตที่เกิดจาก “เลือกตั้งสกปรก 2500”

การชุมนุมประท้วงการเลือกตั้งสกปรก 2 มีนาคม 2500 (ภาพจากหนังสือแผนชิงชาติไทย)

“พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ” คือหนึ่งในคำพูดฮิตติดปากคนไทยมากกว่า 60 ปี เจ้าของคือ จอมพลสฤษโ ธนะรัชต์ (2451-2506) คำพูดนี้เกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศในปี 2500 ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนส่วนใหญ่ และถูกเรียกว่า “การเลือกตั้งสกปรก”

นั่นคือการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500

วันนั้น (26 ก.พ. 2500) เป็นวันเลือกตั้ง ส.ส. ทั่วประเทศ แต่กลับประชาชนทั่วไปเรียกกันว่า “วันเลือกตั้งสกปรก” ในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของไทย และสร้างความขมขื่นให้ประชาชนพลเมืองเป็นอย่างยิ่ง ชนิดไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา

ตลอดชีวิตแห่งความรุ่งโรจน์ในวงการเมืองของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ไม่เคยคิดจะสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ก่อนการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 จะมาถึงนั้น เขาเกิดความคิดจะสมัครรับเลือกตั้งขึ้นมาบ้าง

ในความคิดแรกเริ่มเดิมทีนั้น เขาคิดจะปลีกตัวไปสมัครที่จังหวัดนครนายก ซึ่งชื่อของจังหวัดเป็นมงคล เพราะมีคําว่า “นายก” อยู่ด้วย และเป็นจังหวัดที่มี ส.ส. ได้เพียงคนเดียว คงจะไม่มีนักการเมืองคนอื่นลงสมัครแข่งขันอย่างเอาจริงเอาจังเป็นแน่ แต่เมื่อประกาศว่าจะสมัคร ส.ส. ในหน้าหนังสือพิมพ์เพียงไม่กี่วัน นายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็ประกาศท้าทายทันทีว่า

“ผู้ยิ่งใหญ่ขนาดนายกรัฐมนตรี จอมพล ป. ต้องสมัครที่จังหวัดพระนครสู้กับ ตาปู่ควงซี จะหลบเลี่ยงไปสมัครในจังหวัดเล็ก ๆ อย่างนั้นให้เสียศักดิ์ศรีทําไม”

จอมพล ป. ยื่นใบสมัครเพื่อลงเลือกตั้งเป็นผู็แทนจังหวัดพระนคร เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2500 (ภาพจาก 6 จอมพลไทย ยุคระบอบประชาธิปไตย)

จอมพล ป. พิบูลสงครามจึงเปลี่ยนมาลงสมัคร ส.ส. ที่จังหวัดพระนคร เพื่อสู้กับนายควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ การเลือกตั้งครั้งนั้น ปรากฏว่าการโกงคะแนนกันมาก การนับคะแนนบางแห่งทํากันสองวันสองคืนก็ยังไม่เสร็จ หน่วยเลือกตั้งบางแห่งทําที่บคะแนนหายก็มี กว่าจะติดตามเอาหีบคะแนนคืนมาได้ต้องใช้เวลาข้ามวันข้ามคืน

ผลการเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2500 ในเขตพระนคร พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป.พิบูล สงคราม ชนะถึง 7 ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ได้มาเพียง 2 ที่นั่ง เมื่อรวมคะแนนเสียงทั่วประเทศแล้ว พรรรคเสรีมนังคศิลามีคะแนนมากที่สุดคือ 86 ที่นั่ง, พรรคประชาธิปัตย์ได้ 30 ที่นั่ง, พรรรคเสรีประชาธิปไตยได้ 12 ที่นั่ง, พรรคธรรมาธิปัตย์ได้ 9 ที่นั่ง, พรรคเศรษฐกรได้ 9 ที่นั่ง, พรรคชาตินิยมได้ 3 ที่นั่ง, พรรคขบสนการไฮด์ปาร์คได้ 2 ที่นั่ง, พรรคอิสระได้ 2 ที่นั่ง และไม่สังกัดพรรคได้อีก 7 ที่นั่ง ร่วม 160 ที่นั่ง

เมื่อพรรคเสรีมนังคสิลาได้คะแนนเสียงข้างมากเพียงพอ จึงเป็นโอกาสของจอมพล ป. ที่จะจัดตั้งรัฐบาลอีกครั้ง เพียงแต่ว่ายังไม่ทันจะได้ดำเนินการอย่างใด ความขัดแย้งก็ปะทุขึ้นก่อน

ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นสืบเนื่องจากกระแสข่าวที่ว่า ฝ่ายเสรีมนังคศิลาชนะการเลือกตั้งในพระนคร อย่างไม่สะอาด  และมีการทุจริตเกิดขึ้นทั่วไป โดยการใช้ “ไพ่ไฟ” ก็คือบัตรเลือกตั้งปลอมที่ลงคะแนนแล้วให้กับผู้สมัครพรรคเสรีมนังคศิลา ใส่ไปในหีบบัตรเลอืกตั้งเป็นจำนวนมาก และ “พลร่ม” ก็คือใช้กลุ่มบุคคลเวียนลงคะแนนให้เสรีมนังคศิลาหลายรอบ

นอกจากนี้ยังมีการถ่วงเวลาทำให้การนับคะแนนล่าช้าถึง 2 วัน 2 คืน ดังที่มีการวิจารณ์ว่า “ไม่มีครั้งใดที่เสียงโจษจันของประชาชนและหนังสือพิมพ์จะสอดคล้องต้องกันเกือบเป็นเสียงเดียวเหมือนกันเช่นทัศนะที่มีต่อากรเลือกตั้งครั้งนี้ นับตั้งแต่ความระแวงที่ว่าการเลือกตั้งเป็นไปอย่สงไม่บริสุทธิ์ และความท้อใจที่เห็นเหตุการณ์ ในวันเลือกตั้ง” (พิมพ์ไทย 1 มีนาคาม2500) หรือกล่าวว่า “เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์” (สารเสรี 1 มีนาคม 2500)

การที่หนังสือพิมพ์ต่างๆ ได้ลงข่าวเกี่ยวกับการเลือกตั้งทุจริตอย่างครึกโครมนั้นได้นำมาซึ่งการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ เพียงวันเดียวหลังจากที่มีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1 มีนาคม 2500 แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามป้องกันสถานการณ์ โดยการออกประกาศภาวะฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักรตั้งแต่เช้าวันที่ 2 มีนาคม เพื่อ “ขอให้ประชาชนอยูในความสงบและปฏิบัติตามประกาศของทางราชการ”

แต่เหตุการณ์กลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม

สโมสรนิสิตจุฬาฯ นัดประชุมที่หอประชุมเพื่อแสดงการคัดค้านการเลือกตั้งสกปรก ในวันนั้นมีการลดธงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยประชาธิปไตยด้วย ต่อมาการประชุมที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ขยายตัวกลายเป็นการเดินขบวนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปยังกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายนิสิตได้ตั้งข้อเรียกร้อง ดังนี้ ให้เลิกภาวะฉุกเฉินโดยทันที, ให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ, ให้มีการเลือกตั้งใหม่ใน 1 เดือน, ให้สืบสวนเอาผู้กระทำผิดในการทุจริตมาลงโทษ และให้ตอบข้อเรียกร้องนี้ใน 24 ชั่วโมง มิฉะนั้นก็เสนอให้ผู้ได้รับการเลือกตั้งลาออก

ในเย็นของวันที่ 2 มีนาคม 2500 กลุ่มนิสิตนักศึกษาได้ย้ายการชุมนุม จากหน้ากระทรวงมหาดไทยริมคลองหลอด เดินขบวนไปตามถนนราชดำเนิน จนถึงทำเนียบรัฐบาล และกลายเป็นกระแสการเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลขนาดใหญ่ เนื่องจากประชาชนชาวพระนครหลายหมื่นคนที่ไม่พอใจการเลือกตั้งได้ร่วมเดินขบวนด้วย การเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ครั้งนี้ มีนิสิตจุฬาลงกรณ์เป็นฝ่ายริเริ่มโดยฝ่านนักศึกษาธรรมศาสตร์ไม่ทราบเรื่องมาก่อน สุวิทย์ เผดิมชิต ประธานกรรมการนักศึกษาธรรมศาสตร์กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า

“ขณะนั้นผมกำลังนั่งเขียนข่าวอยู่ที่ น.ส.พ.สยามนิกร คุณสรวง ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม นายกสโมสรจุฬาลงกณ์มหาวิทยาลัย หรือหัวหน้านิสิตจุฬาฯ ได้โทรมาหาผม บอกว่าให้พานักศึกษาธรรมศาสตร์ไปช่วยกัน ทางจุฬาฯเคลื่อนออกมาแล้วขณะนั้นทางธรรมศาสตร์ปิดภาคเรียนเรียบร้อยแล้ว มีแต่นักศึกษาที่มาสอบหรือมาเที่ยวเล่นเท่านั้น ผมรีบโทรศัพท์มาที่โรงพิมพ์ธรรมศาสตร์ และขอพูดกับคุณอิสระ นิติทัณฑ์ประภาส บรรณกรสโมสรไปแจ้งข่าวเดินขบวนให้นักศึกษาที่อยู่มหาวิทยาลัยทราบโดยทั่วกัน และให้ไปรวมกันที่กระทรวงมหาดไทย”

จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขณะดูแลการชุมนุมที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ (ไม่ทราบที่มา)

เบื้องหลังตรงนี้ ค่อนข้างเกี่ยวข้องกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์อยู่มาก เพราะตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง จอมพลบสฤษดิ์มิได้ชักชวนให้ทหารในกองทัพบกเลือกพรรคเสรีมนังคศิลา โดยกล่าวว่า “เมื่อจะเป็นประชาธิปไตยกันจริงๆ แล้ว ขออย่าได้บังคับกะเกณฑ์ให้ไปลงคะแนนให้พรรครัฐบาลเลย บุคคลอื่นๆที่อยู่ในพรรคการเมืองฝ่ายค้านก็อาจจะเป็นคนดีได้” ซึ่งนี่ก็อาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่พรรคเสรีมนังคศิลาในพระนครได้คะแนเสียงไม่มาก ต่อมาเมื่อรัฐบาลประกาศภาวะฉุกเฉิน ได้มอบหมายให้จอมพลสฤษดิ์เป็นผู้รักษาตามประกาศ แต่จอมพลสฤษดิ์กลับเดินทางไปพบนิสิตจุฬาฯ ในเช้าวันที่ 2 มีนาคม 2500 และได้ปราศรัยแก่นิสิตจุฬาฯ ทำนองว่า “ถ้ามีการเดินขบวนประท้วงรัฐบาล ก็จะหลีกทางให้”

ดังนั้น เมื่อขบวนนิสิตนักศึกษาและประชาชนเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล จอมพลสษดิ์ ธนะรัชต์ ก็สั่งให้ทหารเปิดทางและเป็นผู้นำขบวนไปพบจอมพล ป. พิบูลสงครามเสียเองและเมื่อปล่อยให้ฝูงชนได้ “ซักฟอก” จอมพล ป. อยู่ระยะหนึ่งแล้ว จอมพลสฤษดิ์ก็เป็นคนพูดไกล่เกลี่ยจนฝ่ายเดินขบวนยอมสลายตัว จอมพลสฤษดิ์ได้กล่าวกับฝูงชนว่า

“ข้าพเจ้าเป็นทหารของชาติ และขอพูดอย่างชายชาติทหารว่า ข้าพเจ้ามีความเห็นใจ ประชาชน สิ่งใดที่มติมหาชนไม่ต้อกงาร ข้าพเจ้าจะไม่ร่วมมือด้วย…” และได้ปิดท้ายการปราศรียของตนว่า “พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ”


ข้อมูลจาก

ศรีพนม สิงห์ทอง. 6 จอมพลไทย ยุคระบอบประชาธิปไตย, สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 3 2539

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ. แผนชิงชาติไทย ว่าด้วยรัฐและการต่อต้านรัฐ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงครามครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2491-2500) สำนักพิมพ์ 6 ตุลารำลึก, พิมพ์ครั้งที่ 3 2553

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป