“หมูเร่ร่อน” ในพระนคร ตัวการทำให้กลิ่นจากสิ่งปฏิกูลขจรขจายไปทั่วเมือง!!?

หมูเลี้ยงที่โคราช ภาพถ่ายราวรัชกาลที่ 5 มีคนดูแลอย่างดี ไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญเหมือนหมูในพระนคร (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

หมูเร่ร่อนที่เพ่นพ่านอยู่ในพระนคร ตัวการทำให้กลิ่นจากสิ่งปฏิกูลขจรขจายไปทั่วเมืองในสมัยรัชกาลที่ 7

บทความ “นาสิกประสาตภัย” : ประวัติศาสตร์ของกลิ่นเหม็นในเมืองกรุงเทพฯ โดย ผศ. ดร. นิภาพร รัชตพัฒนากุล ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2562 ได้นำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์ “ความเหม็น” ของกลิ่นต่างๆ ที่ล่องลอยอยู่ในกรุงเทพฯ “กลิ่นเหม็น” ของพระนครในเวลานั้นล่องลอยมาจากต้นตอใดกันบ้าง

ศิลปวัฒนธรรม ฉบับมกราคม 2562

หนึ่งในกลิ่นต่างๆ คือ “กลิ่น” จากสิ่งปฏิกูล

หมูเร่ร่อนที่เพ่นพ่านอยู่ในพระนคร ตัวการทำให้กลิ่นจากสิ่งปฏิกูลขจรขจายไปทั่วเมือง นักหนังสือพิมพ์กลุ่มชาวพระนครรุ่นใหม่เริ่มจะทนกับกลิ่นนี้ไม่ได้จนต้องบ่นออกมาดังๆ ใน พ.ศ. 2469 เช่น บทความในหนังสือพิมพ์บางกอกการเมืองบ่นว่า หมูเร่ร่อนพวกนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความโสโครก อันจะนำมาซึ่งเชื้อโรคและเป็นการ “นิวแซนซ์” (“นิวแซนซ์” (nuisance) เป็นคำที่นักหนังสือพิมพ์นิยมใช้เมื่อกล่าวถึงสิ่งรบกวนต่างๆ อันเกิดจากสภาพแวดล้อม) แก่พระสงฆ์ สามเณร ประชาชน จนเจ้าหน้าที่กองแพทย์ฯ กรมสาธารณสุขต้องประชุมกันเพื่อหาทางกำจัดหมู แต่เรื่องก็เงียบไป

กระทั่งเมษายน พ.ศ. 2471 จึงได้เป็นประเด็นอีก คราวนี้หนังสือพิมพ์บางกอกการเมือง ได้ทำเป็นบทความข่าวต่อเนื่องหลายชิ้นติดกัน ด้วยการไปสัมภาษณ์เจ้าอาวาสวัดต่างๆ ที่อยู่ในเขตสุขาภิบาล เช่น พระธรรมธราจารย์ เจ้าอาวาสวัดมหาพฤฒาราม พระอาจารย์โป๋ เจ้าอาวาสวัดสามจีนใต้ ซึ่งสรุปลักษณะโดยรวมของหมูวัดได้ว่าหมูพวกนี้เป็นหมูฝูงเดียวกันทั้งหมด จะโยกย้ายหากินไปตามถานวัดต่างๆ ในละแวกเดียวกัน เช่น วัดประทุมคงคา วัดสัมพันธวงศ์ และมีหมูอีกฝูงที่อาศัยอยู่ในละแวกวัดบพิตรพิมุข วัดจักรวรรดิ วัดไชยชนะสงคราม วัดสระเกศ โดยจะกินอุจจาระที่ถานพระเป็นอาหาร ภายหลังกินเสร็จหมูเหล่านี้ยังได้เที่ยวสะบัดหัวสะบัดหางจนอุจจาระกระเด็นเปรอะเปื้อนตามถนนหนทาง เจ้าอาวาสวัดส่วนใหญ่รู้สึกว่าหมูพวกนี้เป็นสาเหตุแห่งความสกปรกของวัด แต่ทำอะไรไม่ได้และอยู่ด้วยความ “เคยชิน”

ในขณะที่เจ้าอาวาสวัดชนะสงครามอธิบายถึงที่มาของหมูเหล่านี้ว่าเป็น “หมูหลวง” มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ในตอนนั้นพอถึงเทศกาลตรุษพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจะทรงบำเพ็ญพระราชกุศลโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานนำสุกรมาปล่อยที่วัดนี้เสมอ ส่วนตัวเจ้าอาวาสวัดชนะสงครามเห็นว่าหมูเหล่านี้มีประโยชน์เพราะมันจะกินอุจจาระที่ถานพระ ทำให้ถานพระสะอาดอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่นเมื่อ 5-6 ปีก่อน เจ้าพนักงานเคยมาจับหมูพวกนี้ไปครั้งหนึ่งทำให้ถานล้น พระสงฆ์ทุกรูปต้องช่วยกันออกเงินคนละ 50 สตางค์ เพื่อจ้างคนมาขุดบ่อเพื่อขนอุจจาระฝัง เจ้าอาวาสจึงไม่อยากให้ทางการมาจับหมูไปอีก

เรื่องนี้ไม่เพียงแต่อยู่ในความสนใจของนักหนังสือพิมพ์ที่หยิบมาเป็นประเด็นเขียนบทความต่อเนื่องเท่านั้น แต่คนทั่วไปบางส่วนก็มองว่าหมูเร่ร่อนก่อให้เกิดปัญหาด้านสาธารณสุขด้วย ตัวอย่างเช่น จดหมายที่ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ศรีกรุง กล่าวถึงวิธีการแก้ปัญหาปริมาณหมูที่เพิ่มมากขึ้นของกรมนคราทรว่ามีอยู่ 2 วิธี คือ หนึ่งการจับหมูไปปล่อยที่วัดในฝั่งธนบุรี และสองการให้เอกชนจับไป

โดยในเดือนเมษายน ปีเดียวกันนั้นเอง หลังจากหนังสือพิมพ์ทั้งบางกอกการเมืองและศรีกรุงลงข่าวเรื่องหมูวัดอย่างต่อเนื่อง สมุหพระนครบาล ได้อนุญาตให้ นายสมบุญ ขันมณี จับหมูที่ไม่มีเจ้าของเร่ร่อนอยู่ในเขตสุขาภิบาลไปเพาะเลี้ยงเพื่อทำพันธุ์ที่ลาดยาว บางซื่อ

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป