คอนกรีตเสริมเหล็ก เทคโนโลยีสำคัญในการปรับตัวของวัด-พระไทยนอกสายตา

คอนกรีตเสริมเหล็ก
ภาพประกอบเนื้อหาเท่านั้น- วัดเทวราชกุญชร (ภาพจาก เฟซบุ๊ก วัดเทวราชกุญชร วรวิหาร)

คอนกรีตเสริมเหล็ก เทคโนโลยีสำคัญในการปรับตัวของวัด-พระไทยนอกสายตา

ทุกวันนี้วัดและพระไทยไม่ได้เป็นแค่มอบความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่พึ่งพิงให้กับชาวไทยที่เคารพบูชาเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างความสำราญให้ผู้คนเข้าที่แวะเวียนเข้ามาด้วย

ประเด็นนี้ปรากฏอยู่ในเวที “บารมีพระป่ากับวัดปาฏิหาริย์” ในงาน 2475 ON AIR พระสงฆ์องค์เจ้ากับเช้าวุ่นๆ ในวันปฏิวัติ ที่จัดขึ้น ณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2569

เวทีนี้ได้ 3 ผู้เชี่ยวชาญด้านพระสงฆ์ ศาสนา และสถาปัตยกรรม ได้แก่ ศ. ดร. ชาตรี ประกิตตินนทการ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าของผลงานล่าสุด อย่าง “เสกวัดปาฏิหาริย์: อำนาจพุทธสถาน(การ)เมือง” (สำนักพิมพ์มติชน), สพล องค์พิเชฐเมธา ผู้รังสรรค์หนังสือใหม่แกะกล่อง “บารมีพระป่า สายศรัทธาแห่งอำนาจเมือง” (สำนักพิมพ์มติชน) และ ผศ. ดร. ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พร้อม ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการ

ผศ. อัครพงษ์ ค่ำคูณ อดีตคณบดีวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ช่วงหนึ่งบนเวทีเสวนาได้พูดถึงประเด็น ถ้าวัดไหนมีสถาปัตยกรรมโดดเด่นไปพร้อมกับมีพระเกจิดัง เรียกได้ว่าวัดนนั้นก็ปังทั้งความงามทางวัตถุ และเป็นที่พูดถึงเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และน่าเคารพนับถือ เนื่องจากในยุคปัจจุบันวัดไม่ได้เป็นแค่สถานที่สำหรับพักพิงด้านจิตใจอย่างเดียว แต่วัดก็ยังเป็นพื้นที่สำหรับพักผ่อนหย่อนใจและแวะเวียนมาท่องเที่ยวอีกด้วย

ศ. ดร. ชาตรี กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการยกเลิกไพร่-ทาส ผลกระทบก็เกิดขึ้นกับวัดด้วยเช่นกัน เพราะขาด “ข้าพระ” ไป ทำให้หลังจากนั้นวัดต้องเปลี่ยนแปลงและปรับตัวมาหารายได้เพื่อนำไปใช้ในกิจกรรมด้านต่างๆ หรือทะนุบำรุงวัด เป็นเช่นนี้เรื่อยมา บางวัดที่มีชื่อเสียงและสำคัญอยู่แล้วก็อาจจะหาทางรอดได้ แต่วัดบางแห่งที่ไม่ใช่วัดใหญ่และไม่มีพระเกจิชื่อดัง การจะดึงดูดผู้คนหรือรายได้มาเพื่อใช้จ่ายต่างๆ จึงต้องนำพื้นที่ของวัดไปสร้างผลประโยชน์ หรือไม่ก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีหรือเทคนิคสมัยใหม่ นั่นคือ “คอนกรีตเสริมเหล็ก”

“สำหรับวัดที่มีความสำคัญก็จะได้งบประมาณเยอะอยู่แล้ว ส่วนวัดที่อยู่ศูนย์กลางเมือง กลุ่มนี้ก็จะเปิดพื้นที่ธรณีสงฆ์ อันเป็นสมบัติของวัดให้คนทั่วไปเช่า ก็เป็นรายได้ของวัด ด้านวัดที่มีโบราณสถานสำคัญ ก็จะเรียกร้องค่าดูแลจากกรมศิลปากร ค่าดูแลจากนักท่องเที่ยวได้ รวมถึงวัดที่มีเกจิสำคัญก็จะสามารถจัดการกับรายได้ที่หายไปของวัดได้เช่นกัน 

ศ. ดร. ชาตรี ประกิตตินนทการ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าของผลงานล่าสุด อย่าง “เสกวัดปาฏิหาริย์: อำนาจพุทธสถาน(การ)เมือง” (สำนักพิมพ์มติชน)

แต่ด้วยวัดเหล่านี้ไม่ได้มีเยอะ วัดทั่วประเทศไทยมีประมาณ 30,000 วัด เพราะฉะนั้นจึงมีวัดเยอะมากที่ไม่ผ่านเกณฑ์คุณสมบัติหรือทรัพยากรเหล่านี้ พอเจอความเปลี่ยนที่เกิดขึ้นใน พ.ศ. 2475 ต่อมาด้วย พ.ศ. 2520 ที่ประเทศไทยเข้าสู่ความเป็นทุนนิยมเข้มข้นขึ้น ผมคิดว่าจุดเปลี่ยนสำคัญก็คือการเข้ามาของเทคโนโลยีที่เรียกว่า ‘คอนกรีตเสริมเหล็ก’” อาจารย์ชาตรีกล่าว

แล้วเทคนิค “คอนกรีตเสริมเหล็ก” เกี่ยวข้องกับการปรับตัวของวัดและพระไทยในยุคสมัยใหม่อย่างไร?

อาจารย์ชาตรีกล่าวว่า แม้สิ่งเหล่านี้จะมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มีบริษัทปูนซีเมนต์ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แต่เพิ่งจะกลายเป็นสิ่งของที่เข้าถึงคนทั่วไปได้ก็เมื่อหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 แล้วค่อย ๆ พัฒนาไปเรื่อย ๆ

“จินตนาการของเจ้าอาวาสสามารถปรากฏเป็นรูปธรรมได้ เพราะถ้าหากว่าคุณมีแค่อิฐ ก็ทำอะไรไม่ได้มาก ไม้ทำอะไรไม่ได้มาก แต่พอมีคอนกรีตเสริมเหล็ก และต่อมาด้วยเหล็ก จะสร้างนรกได้ขึ้นมาเลย เปรตจริง ๆ ได้ขึ้นมาเลย นาคที่ตามโครงแล้วไม่สามารถอยู่ได้ด้วยเทคโนโลยีแบบเดิม 

แต่คุณมีเหล็ก มีคอนกรีตเสริมเหล็ก ก็สามารถสร้างพื้นที่ในจินตนาการที่ไม่เคยถูกสร้างจริง ๆ ในวัดก่อนหน้านี้ พอเป็นแบบนี้มันเป็นการปลดปล่อยหรือเปิดโอกาสให้วัดจำนวนมากที่อาจจะไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่เมือง ไม่ได้มีพระเกจิ ไม่ได้มีศักยภาพดึงดูดศาสนิกชนเข้ามา แต่มันมีคอนกรีตเสริมเหล็กและนิมิตที่ถูกต้อง ช่วง พ.ศ. 2515-2520 เช่น วัดไผ่โรงวัว ที่สุพรรณบุรี มีเปรต หรือวัดบางแสน ก็มีเปรตและนรก กลุ่มนี้คือกลุ่มสำคัญที่เกิดขึ้นหลัง 30 ปี เป็นต้นมา”

ศ. ดร. ชาตรี ประกิตตินนทการ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าของผลงานล่าสุด อย่าง “เสกวัดปาฏิหาริย์: อำนาจพุทธสถาน(การ)เมือง” (สำนักพิมพ์มติชน)

เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว รวมถึงหลายวัดก็พยายามพัฒนาตนเองให้เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจและแหล่งท่องเที่ยว ต่อมาก็มีวัดในทำนองนี้ที่เข้าใจการเปลี่ยนของสังคมที่เกี่ยวข้องกับโลกโซเชียลมีเดีย และชื่นชอบถ่ายรูปลงโซเชียลจำนวนไม่น้อย จึงเกิด “Instagrammable Temple” ขึ้นมา สร้างพื้นที่วัดให้เป็นโลเคชันท่องเที่ยวอันงดงามและได้ทำบุญตามความเชื่อของพุทธศาสนาไปด้วย ไม่ได้มีแค่นรกหรือเปรต ทว่าเต็มไปด้วยบรรยากาศทางธรรมชาติ วิวหลักล้านยิ่งกว่าไปพักรีสอร์ต พร้อมกับความงามตามความเชื่อไทย เช่น วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ที่เขาค้อ, วัดร่องขุ่น ที่ จ. เชียงราย

ด้านเจ้าของผลงาน “บารมีพระป่า สายศรัทธาแห่งอำนาจเมือง” (สำนักพิมพ์มติชน) ก็ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับวัดประเภทนี้ไว้เช่นกัน โดยยกตัวอย่างกรณีวัดหลากหลายแห่งของ “หลวงปู่มั่น” เกจิพระอาจารย์ดังประจำภาคอีสานที่มีลูกศิษย์ชื่อดังมากมาย ซึ่งเกี่ยวโยงกับหนังสือเล่มล่าสุดของเขา 

สพล องค์พิเชฐเมธา ผู้รังสรรค์หนังสือใหม่แกะกล่อง “บารมีพระป่า สายศรัทธาแห่งอำนาจเมือง” (สำนักพิมพ์มติชน)

สพลกล่าวว่า วัดของหลวงปู่มั่นในช่วงหลังก็มีแล้วเหมือนกันก็คือ ไปชมพิพิธภัณฑ์เจดีย์ต่าง ๆ ทั้งของหลวงปู่มั่นเองและบรรดาลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งจะมีพระธาตุ มีประวัติ อะไรต่าง ๆ คนก็เข้าไปกราบไหว้ทั้งพระอาจารย์ที่เป็นผู้สืบทอด และส่วนหนึ่งก็เข้าไปกราบไหว้พระธาตุเจดีย์เหล่านี้ด้วย ซึ่งถือเป็นสถาปัตยกรรมแบบหนึ่งและเป็นการเคารพบูชาพระอาจารย์ที่มรณภาพไปแล้วเช่นกัน

“หลาย ๆ วัดก็มีท้าวเวสสุวรรณ พระพิฆเนศ ทั้งที่พระอาจารย์ เจ้าอาวาสก็มีชื่อเสียงเช่นกัน ผมว่ามันไม่ได้มีคำตอบตายตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง ทุกอย่างมันไปด้วยกันได้ สาเหตุที่เกิดปัจจัยต่าง ๆ ก็อาจจะมาจากความบังเอิญก็ได้ หลาย ๆ อย่างมารวมกันจนกลายเป็นจุดขายและจุดเด่นของวัดนั้น ๆ ขึ้นมา”

สุดท้ายคือ ผศ. ดร. ประกีรติ สัตสุต ได้กล่าวเสริมประเด็นไว้ว่า วัดหลายแห่งที่โฉ่งฉ่างคนก็จะเข้าไปเยอะ แต่บางวัดชาวบ้านก็อาจจะไม่เข้า สุทรียภาพเป็นเรื่องสำคัญที่กำหนดตัวตนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนหรือไม่ 

ผศ. ดร. ประกีรติ สัตสุต อาจารย์ประจำสาขามานุษยวิทยา คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

“สวนโมกข์กรุงเทพ ตรงสวนรถไฟ เป็นที่ที่มีการจัดงานเยอะเลยและคนก็เข้ามาใช้ แต่ตอนแรกที่ทำใหม่ ๆ ก็มีคำถามว่าคนจะกล้าเข้ามาไหม แต่พอมีการพัฒนา ก็มีคนในชุมชนเข้ามาเยอะขึ้น บางแห่งจะเห็นว่าวัดป่าบางแห่ง ชาวบ้านก็อาจจะไม่ได้เข้า เพราะคิดว่าห่างไกลตัวตนของพวกเขา ผมว่ามันมีความหลากหลายในสังคมไทย ขณะเดียวกันถ้าหากว่าเราดูจริง ๆ มันก็มีแบบแผนที่แตกต่างกันไป เรามีกลุ่มคนที่วัดแต่ละแบบ สนองแตกต่างกัน”

นี่เป็นส่วนหนึ่งของเวที “บารมีพระป่ากับวัดปาฏิหาริย์” เท่านั้น ถ้าหากใครสนใจฟังเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่คลิปด้านล่างนี้เลย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มิถุนายน 2569