20 มิถุนายน 2569 ครบรอบ 200 ปี สนธิสัญญาเบอร์นีย์

กรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 3 ประกอบเรื่อง 20 มิถุนายน 2569 ครบรอบ 200 ปี สนธิสัญญาเบอร์นีย์
ภาพวาดกรุงเทพฯ สมัยรัชกาลที่ 3 (ภาพจาก Wikimedia Commons)

200 ปี สนธิสัญญาเบอร์นีย์

20 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เนื่องในวาระครบรอบ 200 ปีของ “สนธิสัญญาเบอร์นีย์” นับเป็นโอกาสสำคัญที่จะพามาย้อนมองจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศของสยาม ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดยสนธิสัญญาเบอร์นีย์ถือเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่สยามทำกับชาติตะวันตกในสมัยรัตนโกสินทร์

ความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-อังกฤษ เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจากการติดต่อค้าขายผ่านบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ (East Indies Company) แต่ก็ไม่ได้เป็นคู่ค้าสำคัญเท่ากับจีน โปรตุเกส และฮอลันดา ต่อมา ในสมัยกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ สยามเน้นค้าขายกับจีนเป็นส่วนใหญ่เนื่องจากต้องส่งเครื่องราชบรรณาการเพื่อให้ได้รับการยอมรับและสามารถค้าขายได้ ทำให้เกิดการค้าแบบบรรณาการ หรือระบบที่เรียกว่า จิ้มก้อง

เมื่อพ่อค้าชาวตะวันตกเข้ามาในสยาม ต้องผ่าน “พระคลังสินค้า” ก่อนที่จะไปค้าขายกับพ่อค้าทั่วไปได้ สยามจึงผูกขาดสินค้าจำนวนมากกว่า 20 รายการด้วยกัน รวมถึงเก็บภาษีในอัตราที่สูง ส่งผลให้เกิดความไม่พอใจในหมู่พ่อค้าชาวตะวันตก

ด้วยเหตุนี้เอง อังกฤษจึงส่งคณะทูตเข้ามาเจรจากับสยามในสมัยรัชกาลที่ 3 โดยในช่วงเวลานั้น อังกฤษกำลังขยายอำนาจและอิทธิพลเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างรวดเร็ว หลังจากเข้าไปมีอิทธิพลและยึดครองหลายดินแดนทั้งในอินเดีย พม่า และคาบสมุทรมลายู อังกฤษจึงต้องการเปิดเส้นทางการค้าและสร้างสัมพันธไมตรีกับสยาม เพื่อผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจการค้า และความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์

พระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3
พระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (ภาพจาก หนังสือ มหาเจษฎาบดินทรานิสรณ์)

ฝ่ายอังกฤษส่ง กัปตันเฮนรี เบอร์นี เป็นตัวแทนเจรจาทำสนธิสัญญาระหว่างสยาม-อังกฤษ โดยเบอร์นีย์ เดินทางเข้ามายังสยามตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2368 ขณะที่ฝ่ายขุนนางสยามที่ร่วมเจรจาสนธิสัญญาได้แก่ เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ (พระราชโอรในรัชกาลที่ 1) และเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย) เป็นต้น

จนกระทั่งวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2369 อังกฤษได้ทำสนธิสัญญากับสยามสำเร็จ เมื่อเสร็จสิ้นเบอร์นีย์จึงเดินทางออกจากสยาม ในวันที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2369 นับเป็นระยะเวลากว่า 7 เดือน ที่เขาอาศัยอยู่ในสยามเพื่อเจรจาสนธิสัญญา

ใจความสำคัญของสัญญาเบอร์นีนั้นมีด้วยกัน 14 ข้อ และมีข้อตกลงทางการค้าอีก 6 ข้อ

สรุปได้เป็น 3 ประเด็นหลักดังนี้

ประเด็นแรก ข้อตกลงด้านความสัมพันธ์ระหว่างสยาม-อังกฤษ

ประเด็นสอง ข้อตกลงด้านการกำหนดอาณาเขตระหว่างสยาม-อังกฤษ บริเวณคาบสมุทรมลายู

ประเด็นสาม ข้อตกลงด้านการค้าและการเก็บภาษีของไทย

รวมถึงเป็นครั้งแรกที่สยามเปลี่ยนแปลงการเก็บภาษีซ้ำซ้อนมารวมในอัตราเดียว เรียกว่า ภาษีปากเรือ 

จุดประสงค์ของอังกฤษ คือ ยกเลิกการผูกขาดสินค้าโดยพระคลังสินค้า เพื่อให้พ่อค้าอังกฤษจ่ายภาษีในอัตราที่ถูกลง สามารถค้าขายได้อย่างเสรี ให้สยามรับรองอิทธิพลในคาบสมุทรมลายู (เมืองไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู) 

สำเนาสนธิสัญญาเบอร์นี
สำเนาสนธิสัญญาเบอร์นีย์ (ภาพจาก Wikimedia Commons)

อย่างไรก็ตาม อังกฤษยังไม่พอใจเงื่อนไขบางอย่างในสนธิสัญญาเบอร์นีย์ อังกฤษจึงอยากเจรจาแก้ไข และเกิดเป็น “สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง” ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่สยามเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตและผลประโยชน์ให้กับอังกฤษ

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

นันทนัช ชีวรติธรรม. (2540). ผลกระทบของสนธิสัญญาเบอร์นี พ.ศ.2369 ต่อเศรษฐกิจไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น. อักษรศาสตร์มหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

สำนักงานหอจดหมายเหตุแห่งชาติ. สนธิสัญญาเบอร์นีย์. วันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 จาก https://www.nat.go.th


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 มิถุนายน 2569