พระกระยาหารมื้อสุดท้ายในพระชนม์ชีพรัชกาลที่ 6 คืออะไรกันแน่?

พระบาทสมเด็พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กับ ย่าเหล สุนัขทรงเลี้ยง คดีพญาระกา กุฏิย่าเหล พระกระยาหารมื้อสุดท้ายในพระชนม์ชีพรัชกาลที่ 6
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์อย่างอยู่กับบ้าน ประทับฉายพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมด้วย “ย่าเหล” สุนัขทรงเลี้ยง (ภาพจาก สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร)

พระกระยาหารมื้อสุดท้ายในพระชนม์ชีพรัชกาลที่ 6 คืออะไรกันแน่?

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 (ตามปฏิทินสากล พระองค์สวรรคตวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 แต่เนื่องจากสวรรคตเวลา 01.45 น. จึงยังนับตามประเพณีไทยเป็นวันที่ 25 พฤศจิกายน) ด้วยพระโรคเกี่ยวกับพระอันตะ (ลำไส้)

อย่างไรก็ดี ก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคต มีบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวในช่วงนั้นไว้มากมาย หนึ่งในนั้นก็คือ “พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” 

เรื่องนี้มีปรากฏข้อมูลในหนังสือ รักแรกของรัชกาลที่ 6 กล่าวไว้ว่า เครื่องเสวยครั้งสุดท้ายในพระชนม์ชีพก็คือ “พระกระยาต้ม” หรือ “ข้าวต้ม”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6

โดยในเล่มได้กล่าวไว้ว่า วันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 ซึ่งถือเป็นวันฉัตรมงคล ข้าราชบริพารผู้ใกล้ชิด ผู้ได้รับพระราชทานพานทองและโต๊ะทอง ต่างตั้งถวายเครื่องพระกระยาหารจีนเลี้ยงฉลองและสนองพระเดชพระคุณแด่พระองค์ในเวลาค่ำ วันนั้นพระองค์เสวยได้น้อยกว่าปกติ จากนั้นจึงเสด็จไปบรรทมพัก

ทั้งยังบรรยายต่อว่า เมื่อพระองค์ตื่นบรรทมก็มีพระราชดำรัสว่าสบายขึ้น และทรงพระสำราญกับการทายปัญหาจนถึงเวลาเสวยเครื่องว่าง ซึ่งเป็นพระกระยาหารจีนที่เคยเสวยได้มาก แต่เมื่อถึงช่วงเวลากลางคืน พระองค์กลับเสวยพระกระยาต้มเครื่องได้เพียง 3 ช้อนเท่านั้น แล้วก็ทรงอิ่ม พอเข้าสู่ช่วงดึกของวันนั้นก็ทรงพระประชวรหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนเสด็จสวรรคตในที่สุด

อย่างไรก็ดี บทความ “ประวัติศาสตร์วิเคราะห์ : กรณีสวรรคตร.6 เสียโอกาสทรงหายประชวรเพราะอะไร?” ของ ผศ.นพ. เอกชัย โควาวิสารัช ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรมก็ให้ข้อมูลไว้ว่า ในวันที่ 11 พฤศจิกายน ทรงพระประชวรพระวาโย (เป็นลม) ในห้องลงพระบังคน (ห้องขับถ่าย) และทรงสยิ้วพระพักตร์แสดงว่าทรงปวดมาก ใช้พระหัตถ์ขวากุมที่พระนาภี (สะดือ) ตรงที่เป็นแผลเป็น ทรงบิดพระวรกายเล็กน้อยมีพระราชดำรัสว่าปวดจริง

ในวันต่อมาปรากฏข้อมูลว่า “…ตั้งแต่เวลา 4 นาฬิกา ในตอนเช้าได้เสวยพระกระยาหารหนักถึง 2 ครั้ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้มีรับสั่งว่าทรงปวดพระนาภีและทรงพระอาเจียน 2 ครั้ง…”

นั่นทำให้เห็นว่า พระโรคเดิมได้กลับมากำเริบ และแพทย์ก็ได้ถวายการรักษาต่อไปอย่างสุดความสามารถ ทว่า เมื่อวันเวลาผ่านไปพระอาการก็ยังไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร จนเมื่อถึงวันที่ 13 พฤศจิกายน ทรงมีไข้สูง และวันที่ 14 พฤศจิกายน ก็ไม่รู้สึกพระองค์เนื่องจากพระโรคเบาหวานกำเริบและพระโลหิตเป็นพิษ 

ทั้งนี้พระอาการของพระองค์ก็ดีขึ้นและเสวยพระกระยาหารและพระสุธารส (เครื่องดื่ม) ได้อยู่บ้าง เพราะในวันที่ 15 พฤศจิกายน มีบันทึกว่าพระองค์เสวยอาหารอ่อน ๆ ข้ามมาวันที่ 17 ก็มีบันทึกไว้ว่า นายแพทย์เมนเดลสัน แพทย์ประจำพระองค์ได้ถวายนมเพิ่ม และกราบบังคมทูลให้งดน้ำผลไม้ เนื่องจากพระบังคนเบามีนํ้าตาลเจือปนและมีสิ่งผิดปกติอื่น ๆ

จนเข้าวันที่ 18 พฤศจิกายน พระองค์ก็มีพระอาการอยากเสวยพระกระยาหารมาก แต่ก็ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด ล่วงเลยมาจนถึงวันที่ 23 พฤศจิกายน พระองค์ก็ยังทรงสบายดีและขอให้นายแพทย์เมนเดลสันอนุญาตให้ถวายพระกระยาหารแข็งแด่พระองค์ แต่สุดท้ายก็ทรงได้รับอนุญาตเป็นพระกระยาหาร “กึ่ง” แข็งแทน

ทำให้เห็นภาพได้ว่าขณะพระองค์ยังมีพระชนม์ชีพก็ยังเสวยพระกระยาหารและพระสุธารสได้อยู่บ้าง 

แต่เมื่อวันเวลาผันผ่านไป พระอาการของพระองค์กลับหนักขึ้นเรื่อย ๆ แม้แพทย์จะได้ถวายการรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วก็ตาม จนวันที่ 26 พฤศจิกายน รัชกาลที่ 6 ก็เสด็จสวรรคต

พระโกศทองใหญ่ทรงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ประดิษฐาน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ภาพจาก หอสมุดพิกุลศิลปาคาร

ด้วยเหตุนี้เอง ก็ยังเป็นข้อถกเถียงที่น่าสนใจและยังต้องหาคำตอบกันต่อไปเกี่ยวกับ “พระกระยาหารมื้อสุดท้าย” ของพระองค์ว่าเป็นสิ่งใดกันแน่

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ลาวัณย์ โชตามระ. รักแรกของรัชกาลที่ 6. กรุงเทพฯ: ดวงกมล, 2524.

https://www.silpa-mag.com/history/article_25072


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 มิถุนายน 2569