เปิดชีวิต “เชลยศึกชาวดัตช์” ในไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพเลวร้ายเหมือนช่วงสงครามหรือไม่?

เชลยศึกชาวดัตช์ ในไทย รัฐในอารักขาของอังกฤษ
เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรในค่ายญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งได้รับการช่วยเหลือจากคนไทย ได้บอกเล่าเรื่องราวนี้แก่สาธารณะ และในชั้นศาล ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไทยรอดจากการเป็น “รัฐในอารักขา” ของอังกฤษ (ภาพจากหนังสือ ผู้บัญชาการชาวพุทธ ความทรงจำของนายพลนากามูระ เกี่ยวกับเมืองไทย สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา)

เปิดชีวิต เชลยศึกชาวดัตช์ ในไทย หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สภาพเลวร้ายเหมือนช่วงสงครามหรือไม่?

สงครามโลกครั้งที่ 2 ในไทย มี “เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร” หลายหมื่นคน อาทิ เชลยศึกชาวออสเตรเลีย เชลยศึกชาวอังกฤษ เชลยศึกชาวดัตช์ ฯลฯ ที่ “กองทัพญี่ปุ่น” ควบคุมตัวไปใช้แรงงานหนัก เช่น การสร้างทางรถไฟสายมรณะ ที่จังหวัดกาญจนบุรี สภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเข้าขั้นเลวร้าย ขาดการดูแลเรื่องอาหารการกินและสุขอนามัย รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บที่รุมเร้า จนชีวิตปลิดปลิวราวใบไม้ร่วง

หลังญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ สงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2488 (ค.ศ. 1945) ชีวิตของบรรดาเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร โดยเฉพาะ “เชลยศึกชาวดัตช์” ซึ่งอยู่ในไทยนับพันคน เป็นอย่างไร?

เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร สงครามโลกครั้งที่ 2 เช่น เชลยศึกชาวออสเตรเลีย เชลยศึกชาวดัตช์ ใน ค่ายญี่ปุ่น รัฐในอารักขา รัฐในอารักขาของอังกฤษ
เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรในค่ายญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งได้รับการช่วยเหลือจากคนไทย ได้บอกเล่าเรื่องราวนี้แก่สาธารณะ และในชั้นศาล ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไทยรอดจากการเป็น “รัฐในอารักขา” ของอังกฤษ (ภาพจากหนังสือ ผู้บัญชาการชาวพุทธ ความทรงจำของนายพลนากามูระ เกี่ยวกับเมืองไทย สมัยสงครามมหาเอเชียบูรพา)

เทพ บุญตานนท์ เล่าไว้ในผลงานเล่มล่าสุดเรื่อง “ชีวิตเชลยศึก: หยดเลือดและหยาดน้ำตาในค่ายกักกันไทยหลังสงครามมหาเอเชียบูรพา” (สำนักพิมพ์มติชน, 2567) ว่า

เชลยศึกชาวดัตช์ แม้มีจำนวนไม่มากเท่าชาวออสเตรเลียและชาวอังกฤษ แต่ไทยเองก็ไม่สามารถนิ่งดูดายได้ ส่วนหนึ่งเพราะรัฐบาลไทยมีส่วนรู้เห็นกับการใช้แรงงานเชลยศึกอย่างหนักของกองทัพญี่ปุ่น

ดังนั้น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด ไทยจึงต้องแสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการร่วมมือกับฝ่ายสัมพันธมิตร ด้วยการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้เชลยศึกได้กลับมามีชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อลดทอนความเดือดดาลของชาติสัมพันธมิตรที่มีต่อไทย แม้ขณะนั้นสภาวะเศรษฐกิจของไทยจะยังไม่ฟื้นก็ตามที

ส่วนใหญ่ เชลยศึกชาวดัตช์ อยู่ที่ค่ายกักกันในจังหวัดนครปฐมและจังหวัดกาญจนบุรี แต่ก็มีกระจัดกระจายไปในหลายจังหวัด เช่น ปราจีนบุรี สระบุรี อุบลราชธานี ฯลฯ ซึ่งรัฐบาลไทยต้องการดูแลเชลยศึกเหล่านี้ให้มีความเป็นอยู่ดีสุดเท่าที่จะทำได้ เพราะเป็นประเด็นที่ “รัฐบาลเนเธอร์แลนด์” ใช้ต่อรองกับไทย ในการลงนามสนธิสัญญาสันติภาพและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง 2 รัฐบาล

เทพ เล่าว่า การดูแลเชลยศึกชาวดัตช์หลังสงคราม รัฐบาลไทยได้ตกลงกับฝ่ายสัมพันธมิตรว่า งบประมาณในการดูแลนั้น องค์การส่งกลับเชลยสงครามและผู้ถูกกักขัง (Repatriation of Allied Prisoners of War and Internees หรือ RAPWI) จะเป็นฝ่ายรับผิดชอบระหว่างรอการส่งกลับ แต่ท้ายสุด เชลยศึกชาวดัตช์ก็มักขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย เพราะติดต่อได้สะดวกกว่า RAPWI

ในการดูแลเชลยศึก เจ้าหน้าที่เนเธอร์แลนด์ซึ่งเข้ามาประจำการในไทย จะทำหน้าที่ควบคุมและดูแลเชลยศึกของตนเอง ส่วนไทยจะเป็นฝ่ายจัดหาสิ่งของและอาหารตามความประสงค์ของเนเธอร์แลนด์ โดยให้ฝ่ายไทยจ่ายเงินไปก่อน แล้วเนเธอร์แลนด์จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายให้ไทยอีกต่อหนึ่ง

ชีวิตความเป็นอยู่ของเชลยศึกชาวดัตช์ในไทยค่อนข้างหลากหลาย เชลยศึกในเขตพระนครทั้งนายทหารและชั้นประทวนได้รับประทานอาหารในโรงแรมชั้นนำ อย่าง โรงแรมโอเรียนเต็ล โรงแรมโทรคาเดโร โรงแรมไทยแลนด์ แต่ในพื้นที่ต่างจังหวัด เช่น ค่ายเชลยศึกที่อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีเชลยศึกชาวดัตช์ราว 300 คน กลับขาดแคลนอาหารและเวชภัณฑ์ จนนายทหารดัตช์ที่เป็นหัวหน้าเชลยศึก ต้องขอความช่วยเหลือไปยังนายอำเภอ ให้จัดหาอาหารและยารักษาโรคมาให้

อาคารไปรษณีย์กลาง บางรัก ภาพถ่ายเมื่อ ค.ศ. 1960 โดย Harrison Forman (ภาพจาก University of Wisconsin-Milwaukee Libraries)

เทพ ขยายความอีกว่า ปัญหานี้ยังเกิดขึ้นในค่ายที่มี “เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร” อยู่รวมกันจำนวนมาก เช่น ค่ายที่จังหวัดสระบุรี รวมทั้งอีกหลายจังหวัด รัฐบาลไทยจึงต้องติดต่อกับพ่อค้าในจังหวัดต่างๆ ที่มีค่ายเชลยศึกตั้งอยู่ ให้จัดหาสินค้าตามปริมาณที่รัฐบาลกำหนดด้วยการประมูล ค่ายไหนมีขนาดใหญ่มาก เช่น ค่ายที่จังหวัดนครปฐม ค่ายที่จังหวัดกาญจนบุรี ก็จะมีพ่อค้าหลายรายได้งานประมูล

สินค้าที่จัดหาให้เชลยศึก ส่วนใหญ่เป็นอาหารสดและเครื่องปรุง เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ ผัก ผลไม้ เกลือ น้ำตาล น้ำมันพืช เพื่อให้เชลยประกอบอาหารรับประทานกันเอง โดยตกลงงบค่าอาหารเชลยศึกวันละ 1 บาท 50 สตางค์ต่อคน เท่ากับงบอาหารของเชลยศึกชาวญี่ปุ่น (เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม ทหารญี่ปุ่นในไทยจึงมีสถานะเป็นเชลยศึก)

นอกจากอาหาร เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรยังได้รับเครื่องใช้ไม้สอยในชีวิตประจำวันอีกด้วย ทั้ง โต๊ะกินข้าว ถ้วยแก้ว ช้อนส้อม มีด เหยือกน้ำ กาน้ำชาและที่วางขนม มุ้ง ฯลฯ หรือหากต้องการอะไรเป็นพิเศษ อย่างเมื่อครั้งเชลยศึกในจังหวัดนครนายก ขอให้จัดหาเครื่องกีฬาและสิ่งของสันทนาการ อย่าง ลูกฟุตบอล อุปกรณ์เล่นปิงปอง หีบเพลงและแผ่นเสียง รัฐบาลไทยก็ต้องจัดหาให้

อีกเรื่องหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ที่ไทยต้องนำไปรักษาเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร ตามคำเรียกร้องของกาชาดสากล ทำให้เวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ไทยมีอยู่จำกัดต้องลดน้อยลงไปอีก แต่ก็ถือเป็นความจำเป็นที่ไทยต้องดูแล

ชีวิตเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร เช่น เชลยศึกชาวดัตช์ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด จึงสะดวกสบายและมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าช่วงสงคราม ที่ต้องอยู่ใต้การปกครองของกองทัพญี่ปุ่น

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

เทพ บุญตานนท์. ชีวิตเชลยศึก: หยดเลือดและหยาดน้ำตาในค่ายกักกันไทยหลังสงครามมหาเอเชียบูรพา. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน, 2567.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มีนาคม 2567