คนไทยคนแรกในกองถ่ายหนัง “Anna and the King of Siam” และความขัดแย้งเรื่องบท

ผู้เขียนในฐานะที่ปรึกษาฝ่ายเทคนิค กำลังให้คำแนะนำแก่ลินดา ดาแนล ซึ่งแสดงเป็นเจ้าจอมทับทิม พร้อมด้วยผู้กำกับการแสดง จอห์น ครอมเวล

เมื่อคราวล่าสุดหนังเรื่อง Anna and the King เวอร์ชั่น โจว เหวิน ฟะ รับบทเป็น “คิงมงกุฎ” โจดี้ ฟอสเตอร์ เป็นแอนนา เลียวโนเวนส์ มีคนไทยไปเป็นที่ปรึกษากองถ่ายคือ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ท่ามกลางกระแสคัดค้านหนังเรื่องนี้อย่างหนัก ถึงขั้นกล่าวหาว่า “เผ่าทองขายชาติ” แต่ด้วยความคิดที่ว่า ดีกว่าปล่อยให้ฝรั่งทำตามใจชอบ อาจารย์เผ่าทองจึงตัดสินใจเดินทางทวนกระแสรับงานชิ้นนี้

แต่เมื่อสืบย้อนกลับไปจะพบว่าเหตุการณ์ที่คนไทยต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในหนังเจ้าปัญหานี้ เคยเกิดขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนั้นเป็นครั้งแรกที่บริษัทฟ็อกซ์ หยิบเอาหนังสือขายดีของมาร์กาเร็ต แลนดอน เรื่อง Anna and the King of Siam ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 2487 มาดัดแปลงเป็นบทหนังครั้งแรกแล้วตั้งชื่อเดียวกับหนังสือ หนังเรื่องนี้ออกฉายในปี 2489 ด้วยเงินลงทุนมากถึง 2 ล้านเหรียญ ในการสร้างหนังเรื่องนี้มีคนไทยเข้าไปรับบทเป็นที่ปรึกษาด้วยเช่นกันคือ สวัสดิ์ นิติพน

สวัสดิ์ นิติพน รับงานนี้ด้วยความบังเอิญบวกกับความพยายาม เนื่องจากขณะนั้นได้เดินทางไปพักผ่อนในลอสแองเจลิส ประจวบเหมาะกับกำลังจะมีการถ่ายทำหนังเรื่องนี้อยู่ ด้วยความที่เป็นคนชอบดูหนัง และมีความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรม จึงพยายามสืบเสาะติดต่อกับบุคคลต่าง ๆ จนกระทั่งได้เซ็นสัญญากับบริษัทฟ็อกซ์ ในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านเทคนิค (Technical Adviser)

โชคดีที่สวัสดิ์ นิติพน ไม่ได้ทิ้งประสบการณ์ครั้งสำคัญนี้ไปเฉย ๆ แต่กลับมาบันทึกรายละเอียดเบื้องหลังการทำงานกับหนังเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ “แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม”  โดยเนื้อหาแบ่งออกเป็น 2 ภาค คือ เบื้องหลังการทำงาน อีกส่วนหนึ่งเป็นคำแปลบทภาพยนตร์

หนังสือ แอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม โดย สวัสดิ์ นิติพน

แม้ว่าเนื้อหาในส่วนแรกซึ่งเป็นบันทึกด้วยความตื่นตาตื่นใจของผู้เขียนเมื่อได้เห็นการทำงานสร้างหนังของฝรั่ง แต่เมื่ออ่านในยุคนี้คงไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น แต่สิ่งสำคัญก็คือ การเป็นคนไทยคนเดียวในกองถ่ายหนังที่ส่งผลกระทบต่อประเทศ และสถาบัน สถานการณ์ของสวัสดิ์ นิติพน ที่สะท้อนออกมาในหนังสือเล่มนี้ จึงไม่แตกต่างกับสถานการณ์ของอาจารย์เผ่าทองแม้แต่น้อย ดังปรากฏในคำนำของ ม.ล.ชูชาติ กำภู ว่า

“ก็รู้สึกว่า นายสวัสดิ์ฯ ก็ได้พยายามคัดค้านในการแสดงบางตอนที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว เป็นอย่างมาก บางโอกาสก็แก้ไขได้ แต่บางโอกาสเขาก็ไม่ยอม ต่อไปก็ควรพิจารณาว่า เมื่อเขาไม่ยอมแล้วนายสวัสดิ์ฯ ควรลาออกทิ้งงานไปเสียหรือไม่ สมมุติว่าทิ้งไป การผ่อนหนักผ่อนเบาก็จะไม่มีเสียเลย”

ส่วนความรู้สึกของนายสวัสดิ์ นิติพนในฐานะ “ตัวแทนประเทศไทย” ที่ต้องรับผิดชอบดูแลความถูกต้องสมจริงของหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ต่างจากคนไทยโดยทั่วไปคือ

“สำหรับท่านที่ได้ดูภาพยนตร์ หรืออ่านคำแปลในหนังสือเล่มนี้แล้ว อาจจะไม่ชอบบางตอน เพราะผิดจากความจริงต่าง ๆ นานา สิ่งเหล่านี้ข้าพเจ้าเองก็ไม่ชอบ และได้พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะขอแก้ บางสิ่งบางอย่างเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ก็ยอมแก้ให้บ้างเล็กน้อย แต่ก็มีอีกหลายข้อที่ไม่ยอมแก้”

สิ่งหนึ่งที่สวัสดิ์ นิติพน อึดอัดและระบายไว้ในหนังสือเล่มนี้ เกี่ยวกับความรู้สึก “ต่อต้าน” หนังเรื่องนี้ของคนไทยคือ

“พวกเราบางคนออกจะคิดแคบไปสักหน่อยที่ตำหนิเห็นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้นำความเสื่อมเสียมาสู่ประเทศไทยเรา เพราะมีหลายตอนที่ไม่ตรงกับความจริงแต่หากคิดให้ลึกซึ้งลงไป ไม่ว่าการที่บริษัทฟ็อกซ์ได้ลงทุนเป็นจำนวนเงินถึงสองล้านเหรียญสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ ไม่ใช่ว่าเขามีประสงค์ที่จะทำเพื่อการโฆษณาให้ประเทศไทยเรา ความจริงเขาต้องการกำไร เมื่อต้องการกำไร เขาก็ต้องพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ถูกใจประชาชนอเมริกันเป็นส่วนใหญ่”

ปัญหาของ “แอนนากับชาวสยาม” นี้ มีอยู่ไม่รู้จบ แต่เหตุใหญ่ก็เกิดขึ้นจากหนังฮอลลิวู้ด ซึ่งกองเซ็นเซอร์ก็สรุปแล้วว่า คนไทยโง่เกินกว่าจะแยกแยะความจริงความเท็จได้ ท่านเลยไม่ให้ดู 


(คัดลอกส่วนหนึ่งจากบทความ “คนไทยคนแรกในกองถ่ายหนัง Anna and the King of Siam” โดย หลง ใส่ลายสือ ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม มกราคม 2547)

แก้ไขปรับปรุงเนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งล่าสุด เมื่อ 5 กันยายน พ.ศ. 2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป