คนอยุธยา มี 2 น้ำจิ้มกินคู่ข้าว คือปลาจ่อมและน้ำปลาพริก

น้ำมันมหาปะไลยกัลป์ หน้าหนาว เจ้านายและขุนนางอยุธยาป่วย คนอยุธยา มี 2 น้ำจิ้มกินคู่ข้าว คือปลาจ่อมและน้ำปลาพริก
ภาพจิตรกรรมไทยในสมุดข่อย ชาวบ้านกำลังช่วยกันปรุงยารักษาโรค (ภาพจาก Henry Ginsburg, Thai Art and Culture Historic Manuscripts from Western Collections (Chiang Mai: Silkworm Books, 2000), p.64.)

คนอยุธยา มี 2 น้ำจิ้มกินคู่ข้าว คือปลาจ่อมและน้ำปลาพริก

ปกติหากพูดถึงอาหารการกินของชาวอยุธยา โดยเฉพาะชาวบ้าน จะทราบกันดีว่าคนในยุคนี้ไม่นิยมกินเนื้อสัตว์ใหญ่หรือเนื้อหมูอย่างคนปัจจุบันนัก แต่จะเน้นไปที่วัตถุดิบหาง่ายตามธรรมชาติ จะกินข้าว ผัก และปลา ที่จับได้ตามแม่น้ำลำคลอง

ทว่ารสชาติของพวกเขาก็ไม่ใช่สาย “สายปรุงจืด” ถึงขั้นว่ากินข้าวโดด ๆ กับปลา เพราะยังมีสิ่งที่เสริมเติมรสชาติขึ้นมาก็คือ “น้ำจิ้ม” อย่างปลาจ่อมและน้ำปลาพริกด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้ปรากฏอยู่ในหนังสือ “พรรณนาเรื่องอาณาจักรสยาม” ที่ฟาน ฟลีต (วัน วลิต) พ่อค้าและนักบันทึกชาวดัตช์จากบริษัทอินเดียตะวันออกของเนเธอร์แลนด์ บันทึกไว้ว่า

ภาพ “ยูเดีย” (อาณาจักรอยุธยา) วาดโดยโยฮันเนส วิงโบนส์ (Johannes Vingboons) ต้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

“พวกเขาไม่ฟุ่มเฟือยในเรื่องอาหารการกินแต่มักรับประทานข้าวธรรมดา ๆ ปลาแห้ง ปลาสดและปลาเค็มกับผัก ในส่วนของน้ำจิ้มและของหวานนั้นพวกเขารับประทานปลาจ่อม (bladsjan) [กุ้ง ปู หอย และปลา ปรุงด้วยพริกไทยและเกลือ] น้ำปลาพริก (fish and pepper sauce) ซึ่งมีกลิ่นเหม็นมาก แต่พวกเขาเห็นว่าอร่อย พวกเขาไม่มีความรู้เรื่องขนม หรืออาหารโอชะอื่น ๆ”

นี่คือบันทึกที่ทำให้เห็นว่าคนไทยมีการเสริมรสด้วยการใช้ปลาจ่อม ซึ่งก็คืออาหารพื้นบ้านที่ทำขึ้นด้วยกรรมวิถีการหมักดอง มีรสชาติเปรี้ยวและเค็ม และน้ำปลาพริก นั่นเอง

ของกินอีกประเภทที่ทำให้เห็นว่า คนอยุธยาไม่ใช่สาย “สายปรุงจืด” คือความนิยมกิน “ปลาร้า” เพื่อเสริมรสชาติของอาหาร ในหนังสือ “มนุษย์อยุธยา ประวัติศาสตร์สังคม จากข้าวปลา หยูกยา ตำรา SEX” (สำนักพิมพ์มติชน) ของกำพล จำปาพันธ์ อธิบายว่า 

“ชาวสยามมีความยุ่งยากใจเป็นอันมากที่จะหมักเค็มให้ดี เพราะว่าเกลือจะแทรกซึมเข้าในเนื้อสัตว์ได้โดยยากในประเทศที่มีอากาศร้อนจัด แต่พวกเขาก็ชอบบริโภคที่หมักเค็มไว้ยังไม่ได้ที่ และปลาแห้งยิ่งกว่าปลาสด ๆ แม้ปลาเน่า (ปลาร้า) ก็เป็นที่นิยมชมชอบไม่น้อยกว่าไข่ตายโคม ตั๊ก หนูพุก แย้ และตัวด้วงตัวแมลง

ภาพประกอบเนื้อหา – ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากภาพลายเส้นข้าราชสำนักฝ่ายในสมัยรัชกาลที่ 4 ภาพจากหนังสือ Travels in Siam, Cambodia and Laos 1858-1860 เขียนโดย Henri Mouhot

ชื่อเสียงของปลาร้าเรียกได้ว่าดังไกลไปทุกพื้นที่ เพราะต่างชาติหลายคนที่มีโอกาสมาเยี่ยมเยียนอยุธยาก็รีวิวกันไว้มาก เช่น ลา ลูแบร์ ราชทูตฝรั่งเศสที่เดินทางเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาในสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช (พ.ศ. 2199-2231) ถึงขั้นได้ปลาร้ากลับบ้านเกิดเลยทีเดียว

ในหนังสือเล่มเดียวกัน เล่าไว้ว่า “เป็นไปได้อย่างมากว่าชาวอยุธยาจะนิยมยกย่องอาหารหมักเค็มมีกลิ่นรุนแรง เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านในอุษาคเนย์ว่าเป็นอาหารชั้นเลิศและหรูหรา แสดงถึงการมีฐานะทางสังคม เป็นผู้ดีมีชาติตระกูล เพราะปลาร้าเป็นอาหารที่สืบทอดมาแต่บรรพชน จึงมักมอบให้แก่ผู้มาเยือนเป็นของฝาก ของที่ระลึก และของกินระหว่างเดินทางไกล”

ทั้งนี้ไม่ได้มีเพียงราชทูตจากฝรั่งเศส แต่ต่างชาติที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีอย่าง โปรตุเกส, ฮอลันดา หรืออังกฤษ ต่างก็รู้จักปลาร้าของชาวสยามเป็นอย่างดี

จะเห็นว่าวิถีการกินของชาวอยุธยาเชื่อมโยงกับการเสริมรสของบรรดาน้ำจิ้ม ไม่ว่าจะเป็น ปลาจ่อม น้ำปลาพริก ไปจนถึงปลาร้า เพราะแม้จะไม่มีกับอะไรมาคู่กับข้าว แต่ก็ยังมีสิ่งเหล่านี้เติมรสให้จานอาหารกลมกล่อมและสมบูรณ์แบบมากขึ้นนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

https://pubhtml5.com/yqiq/zjer/

https://www.silpa-mag.com/culture/article_140144


เผยแพร่ระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มิถุนายน 2569