“มิยาซากิ โทเทน” นักปฏิวัติชาวญี่ปุ่น กับความพยายามสร้าง “เกษตรยูโทเปีย” ในสยาม

มิยาซากิ โทเทน
“มิยาซากิ โทเทน” นักปฏิวัติชาวญี่ปุ่น

“มิยาซากิ โทเทน” นักปฏิวัติชาวญี่ปุ่น กับความพยายามสร้าง “เกษตรยูโทเปีย” ในสยาม

น้อยคนนักจะทราบว่า ครั้งหนึ่งสยามเคยเป็นปลายทางของนักปฏิวัติชาวญี่ปุ่น ที่เดินทางเข้ามาปักหลักเพื่อสร้างสังคมเกษตรในอุดมคติ

เรื่องนี้เป็นหัวข้อการบรรยายของ ดร. โจล ลิตต์เลอร์ (Dr. Joel Littler) นักประวัติศาสตร์ด้านวัฒนธรรมข้ามชาติ ในหัวข้อ “ยูโทเปียในสยาม? : ความพยายามในการปฏิวัติข้ามชาติในพื้นที่นอกอาณานิคม” จัดโดยวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

นักประวัติศาสตร์ท่านนี้ได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย ซึ่งหัวข้อหลักก็คือเรื่องของ “มิยาซากิ โทเทน” (Miyazaki Toten) นักปฏิวัติชาวญี่ปุ่นผู้มีความฝันและมาก่อนกาล

“มิยาซากิ โทเทน” (Miyazaki Toten)

ลิตต์เลอร์เล่าตั้งแต่จุดเริ่มของมิยาซากิ โทเทน บุรุษหนุ่มชาวญี่ปุ่น ผู้ต่อต้านตะวันตกในแผ่นดินเกิด ไปจนถึงตอนที่เข้ามายังสยาม ด้วยความคิดว่าที่นี่จะเป็นถิ่นฐานสำหรับการปฏิวัติในภายภาคหน้า ไปจนถึงช่วงที่ได้ติดต่อกับ “ซุนยัดเซ็น” นักปฏิวัติที่โด่งดังของจีน และกลายเป็นสหายญี่ปุ่นคนสนิทของเขา

ไม่เพียงแค่เล่า แต่ลิตต์เลอร์ยังสอดแทรกหลักฐานทั้งข้อความ บันทึก และภาพที่เกี่ยวข้องกับโทเทนให้เราได้เห็นเด่นชัดขึ้นอีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจในการบรรยายครั้งนี้ คือจุดที่นักประวัติศาสตร์ด้านวัฒนธรรมข้ามชาติ พูดถึง “อิวาโมโตะ ชิซึนะ” (Iwamoto Chizuna) และ “เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต)” ซึ่งขอสรุปมาให้ฟังดังนี้

บุคคลสำคัญที่ทำให้โทเทนได้มาอยู่สยาม พร้อมหอบความฝันว่าสยามจะกลายเป็นพื้นที่อันเหมาะสมกับการปฏิวัติและสร้างสิ่งที่เรียกว่า “เกษตรยูโทเปีย” หรือ เกษตรกรรมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ ก็คือ “อิวาโมโตะ ชิซึนะ” หนุ่มนักธุรกิจ ผู้ประสบความสำเร็จด้านทหารในญี่ปุ่น ทว่าต่อมาโดนปลดจากตำแหน่ง เนื่องจากมีส่วนร่วมในขบวนการเสรีภาพและสิทธิของประชาชน ทั้งยังเป็นคนที่ช่วยอพยพคนญี่ปุ่นเข้ามาในสยาม

โทเทนได้ย้ายมาอยู่ที่สยามจากการสนับสนุนของชิซึนะอีกทีหนึ่ง โดยชิซึนะขอให้โทเทนเป็นคนช่วยอพยพคนญี่ปุ่นจำนวน 20 คน มาสยาม เนื่องจากตอนนั้นเขาป่วยหนัก

โทเทนเชื่อว่าสยามคือสถานที่ที่เหมาะสมในการเตรียมพร้อมสำหรับปฏิวัติในจีน สยามมีประชากรครึ่งหนึ่งเป็นคนจีน ทั้งยังมีค่าครองชีพต่ำ ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ และภาษาจีนจากที่นี่ได้เช่นกัน

แต่เมื่อโทเทนนำคนญี่ปุ่นเข้ามา กลับประสบกับความล้มเหลว เนื่องจากปัญหาด้านการเงินของชิซึนะและพบว่าบริษัทส่งออกผู้อพยพญี่ปุ่น-สยาม ยุติลงไปแล้ว ทว่าก็ได้ เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) เจ้านายชั้นผู้ใหญ่คนสำคัญของสยาม เป็นผู้ช่วยเหลือ 

ทหาร ผู้ชายแก่
เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต) ภาพจากหนังสือ ประวัติการของจอมพล และมหาอำมาตย์เอก เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรี (เจิม แสง-ชูโต)

เจ้าพระยาสุรศักดิ์มนตรีใช้พื้นที่ที่เรียกว่า “บ้านศาลาแดง” สำหรับรองรับกลุ่มคนญี่ปุ่นที่เข้ามาเพื่อทำเกษตรกรรม แต่แล้วทุกอย่างก็พังลง เนื่องจากชาวญี่ปุ่นที่เข้ามาขาดทุนทรัพย์ ทั้งผลผลิตที่หวังจะให้เติบโตก็ไม่เป็นตามที่คิด ผู้คนต่างแยกย้ายกันไปทำงานอื่น ๆ 

การวาดฝันว่าสยามจะกลายมาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมจึงเลือนหายไป ทำให้เขาต้องกลับญี่ปุ่นไปใน พ.ศ. 2438 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 เมื่อกลับไปแล้วเขาก็ รวบรวมเหล่าซามูไรที่พ่ายแพ้ในกบฏซัตสึมะ เมื่อ พ.ศ. 2420 ที่เขารู้จักดีมายังสยาม วางแผนต่าง ๆ นานา จะให้สยามเป็นฐานที่มั่นแห่งการปฏิวัติที่แท้จริง 

อย่างไรก็ตาม เมื่อกลับมาสยามอีกครั้งใน พ.ศ. 2439 ทุกอย่างกลับตาลปัตร เพราะหลงเหลือคนญี่ปุ่นที่อพยพมาอยู่ในสยามเพียงไม่กี่คน ลิตต์เลอร์กล่าวว่า มีเพียงชาย 6 คน หญิง 1 คนเท่านั้น

เมื่อวันเวลาผ่านไป ความหวังของกลุ่มคนผู้ต้องการปฏิวัติสังคมก็เริ่มจางหายไปเรื่อย ๆ สิ่งที่สร้างขึ้นมาในสยามอย่าง “เกษตรยูโทเปีย” ก็เรียกได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จนัก คนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานหรือชาวนาธรรมดาที่เข้ามาก็แทบไม่สนใจสิ่งนี้ เพราะพวกเขาอยากมีชีวิตรอดเท่านั้น 

โทเทนและซามูไรคนอื่น ๆ ที่เข้ามาก็ไม่รู้จักวิธีทำการเกษตร ไหนจะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคยอีก 

การสร้างสิ่งที่เรียกว่าเกษตรยูโทเปียในสยาม รวมถึงต้องการรวมการกลุ่มปกครองตนเองของโทเทนนั้นจึงอาจเรียกว่าเป็นการปฏิบัติที่แสนสุดโต่ง 

ในที่สุดโปรเจกต์อันยิ่งใหญ่ในความฝันของโทเทนอย่าง “เกษตรยูโทเปีย” ในสยามจึงต้องจบลง 

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 31 ตุลาคม 2568