น้ำตาท่วมสองฝั่งโขง “วันพระธาตุพนมล้ม” เมื่อ 11 สิงหาคม 2518

พระธาตุพนม ใน บันทึก ฟรานซิส การ์นิเยร์ นายทหารเรือชาวฝรั่งเศส วันพระธาตุพนมล้ม 11 สิงหาคม 2518 4 การบูรณะครั้งสำคัญของพระธาตุพนม
ภาพวาดพระธาตุพนมองค์เดิม ในบันทึกของฟรานซิส การ์นิเยร์ นายทหารเรือชาวฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2411

11 สิงหาคม 2518 น้ำตาท่วม 2 ฝั่งโขง “วันพระธาตุพนมล้ม” ท่ามกลางบริบททางการเมืองที่ “ราชอาณาจักรลาว” มีแนวโน้มจะเปลี่ยนการปกครองสู่ระบอบคอมมิวนิสต์ ตามกัมพูชาและเวียดนามใต้

ภาพพระธาตุพนม อ. ธาตุพนม จ. นครพนม พังถล่ม ปรากฏบนหน้า 1 หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม 2518 แม้จะล่าช้าจากเหตุการณ์จริงไปถึง 3 วัน แต่นับว่าข้อมูลละเอียดครบถ้วนและสมบูรณ์ ในฐานะ “หลักฐานร่วมเหตุการณ์” ได้เป็นอย่างดี

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 5.6 ศูนย์กลางไทย-พม่า รู้สึกได้ในภาคเหนือและภาคกลาง แม้ภาคอีสานจะไม่มีรายงานผลกระทบ แต่ก็เริ่มมีการแสดงความห่วงใยองค์พระธาตุพนม ที่มีรายงานว่า “ได้เกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ขึ้นหลายจุด”

พระธาตุพนมผ่านการบูรณะปฎิสังขรณ์หลายครั้ง การบูรณะครั้งใหญ่เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2483-2484 ในรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ภายใต้การอำนวยการของ หลวงวิจิตรวาทการ ซึ่งขณะนั้นเป็นอธิบดีกรมศิลปากร ได้นำทีมช่างทำการบูรณะการตกแต่งด้วยลวดลายแบบเครื่องคอนกรีตสกุลช่างภาคกลาง

คราวนั้นมีการสร้างเสริมครอบพระธาตุพนมองค์เดิมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งแต่ชั้นที่ 3 ขึ้นไป และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก 10 เมตร รวมเป็น 57 เมตร เพื่อสถาปนาความยิ่งใหญ่ให้มองเห็นได้แม้ในฝั่งลาว ในช่วงเกิดกรณีพิพาทไทย-อินโดจีนฝรั่งเศส

หลังพระธาตุพนมล้ม นาวาเอก สมภพ ภิรมย์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ให้สัมภาษณ์ว่าเคยได้รับรายงานถึงความทรุดโทรมของพระธาตุมาบ้าง ตั้งแต่เมษายน พ.ศ. 2517

ทั้งนี้ นาวาเอก สมภพ ยังได้กล่าวเสริมว่า เบอร์นาร์ด ฟิลลิป กรอสลิเย (Bernard Philippe Groslier) นักโบราณคดีชาวฝรั่งเศส เคยเดินทางมาสำรวจโบราณสถานหลายแห่งในภาคอีสาน รวมไปถึงองค์พระธาตุพนม พบว่าองค์พระธาตุมีรอยร้าวอยู่หลายตำแหน่ง จึงได้รายงานไปทางศิลปากรตั้งแต่ระยะเวลานั้น

พระธาตุพนม จังหวัด นครพนม วันพระธาตุพนมล้ม 11 สิงหาคม 2518
องค์พระธาตุพนมในปัจจุบัน (ภาพจาก http://www.thatphanomriverviewhotel.com/663095/พระธาตุพนม-วันอาทิตย์)

ขณะเดียวกัน ตามรายงานของ สุจิตต์ วงษ์เทศ ในหนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ระบุว่า พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ นักโบราณคดีชาวไทย เป็นผู้เสนอให้ทางกรมศิลปากรตรวจสอบโครงสร้างของพระธาตุพนมว่ามีความทรุดโทรมมากน้อยเพียงใด โดยขอให้กรมศิลปากรขอความร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ในการตรวจสอบโครงสร้างขององค์พระธาตุ

แม้กรมศิลปากรจะทำหนังสือลงวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2518 สอบถามไปยังอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย เพื่อขอรายละเอียดในการตรวจสอบพระธาตุพนม แต่การติดตามเรื่องกลับเงียบหายไป ทำให้ไม่ทราบว่ากรมศิลปากรไม่ได้ตามเรื่องต่อ หรือสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียมิได้ตอบกลับ จนกระทั่งพระธาตุพนมล้มพังลงในที่สุด

สอดรับกับรายงานว่า เคยมีการประชุมปรึกษาหารือกันภายในวัดพระธาตุพนมตั้งแต่ช่วงต้นปี 2518 เกี่ยวกับองค์พระธาตุว่าอยู่ในสภาพสุ่มเสี่ยงใกล้พังทลาย เพราะเห็นส่วนฐานมีสภาพเก่าแก่และผุพังเป็นอย่างมาก วันใดวันหนึ่งอาจล้มลงมาได้

แต่ติดปัญหาว่าทางวัดประสงค์จะซ่อมแซมเองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ การซ่อมแซมหรือบูรณะใดๆ ต้องขออนุญาตจากกรมศิลปากรก่อน ท่ามกลางความวิตกกังวลของหลายภาคส่วนทั้งนักวิชาการในสังกัดกรมศิลปากร วัด และสถาบันภายนอก

วันพระธาตุพนมล้ม

ล่วงเลยมาจนถึง เวลาประมาณ 19.30 น. วันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2518 ด้วยลมพายุที่พัดแรงติดต่อกันหลายวันและฝนตกต่อเนื่อง เป็นสาเหตุให้องค์พระธาตุพนมพังทลายลง โดยวัดได้คาดการณ์ล่วงหน้ามาแล้ว 3 วัน เพราะที่ฐานมีรอยแตกร้าวมาก ผนวกกับฝนตกหนัก จึงได้รีบย้ายพระประธานภายในวิหารหน้าพระธาตุพนมไปไว้ที่อื่น อีกทั้งหลังจากการองค์พระธาตุพังทลาย ทางวัดได้นำยอดฉัตรที่ทำด้วยทองคำหนักถึง 24 กิโลกรัมไปฝากไว้ที่สถานีตำรวจในพื้นที่

รายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ประชาชาติฉบับเดียวกัน ยังได้รวบรวมข้อคิดเห็นที่น่าสนใจจากนักวิชาการด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในสมัยนั้น เป็นต้นว่าความเห็นของ ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ที่ระบุว่า

“ยังไม่มีใครสามารถกำหนดอายุพระธาตุพนมได้แน่นอน เพราะตามรูปทรงที่ปรากฏเห็นอยู่เดิมนั้นเป็นลักษณะใหม่ เข้าใจว่าองค์เดิมแท้ๆ นั้นซ่อนอยู่ข้างใน แต่อย่างไรก็ตามก็เชื่อกันว่าพระธาตุพนมมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 หมายถึงว่าสร้างเมื่อพันปีมาแล้ว ทั้งนี้ โดยพิจารณาจากภาพสลักบนแผ่นหินซึ่งอยู่ที่ฐานเดิมและซ่อนอยู่ในองค์พระธาตุ”

ศาสตราจารย์ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ยังทรงเสริมอีกว่า “พระธาตุพนมเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั้งสองฟากแม่น้ำโขง และพระธาตุพนมนี้แหละ เป็นต้นแบบของพระธาตุทั้งหลายในราชอาณาจักรลาวทั้งหมด”

พระธาตุพนม วันพระธาตุพนมล้ม 11 สิงหาคม 2518
รูปลวดลายกนกและภาพจำหลักคนพื้นเมืองขี่ม้าหรือเทพผู้พิทักษ์สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามคติฮินดู ที่ส่วนฐานองค์พระธาตุพนมสมัยการสร้างโดยเฉพาะในช่วงแรก อยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12-14 โดยมีลักษณะรูปแบบอย่างเทวาลัย

ด้าน มานิต วัลลิโภดม ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดี ได้แสดงความหวังและความเห็นต่อการพังทลายของพระธาตุพนมไว้ว่า “ช่วยบอกกรมศิลป์ด้วยว่าให้รีบล้อมคอกกั้น อย่าให้ใครเอาอิฐ เอาหินออกไป”

ส่วนหนึ่งที่มานิตแสดงความเห็นต่อเหตุการณ์วันพระธาตุพนมล้มเช่นนั้น อาจเกี่ยวข้องกับความเป็นห่วงว่าหลักฐานทางโบราณคดีจะถูกรบกวน ดังความที่ระบุไว้อีกว่า

“…ถ้าหากรูปสลักเหล่านั้นถูกทำลายไปด้วยก็น่าเสียดาย เพราะนั่นเป็นหลักฐานทางด้านการกำหนดอายุ และอีกประการหนึ่ง ข้อถกเถียงเกี่ยวกับการกำหนดอายุก็มีอยู่มาก เพราะฉะนั้นจากการที่พระธาตุพนมล้มลงครั้งนี้ นักโบราณคดีก็อาจจะถือโอกาสตรวจสอบโครงสร้างของฐานพระธาตุเสียเลย อันอาจทำให้การกำหนดอายุพระธาตุพนมใกล้เคียงกับความเป็นจริง”

แม้การศึกษาทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะในปัจจุบันจะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยของนักวิชาการรุ่นก่อนได้แล้วว่า แท้ที่จริงพระธาตุพนมเมื่อแรกสร้างควรมีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 13-14 ตามรูปแบบปราสาทเรือนชั้นซ้อนในศิลปะเขมรก่อนเมืองพระนครและจาม ซึ่งได้รับการบูรณะต่อเนื่องมาจนถึงสมัยล้านช้าง และครั้งสุดท้ายเมื่อครั้งหลวงวิจิตรวาทการเป็นแม่กองหลักในการซ่อมแซมและต่อยอดพระธาตุให้สูงขึ้น ซึ่งอาจสัมพันธ์กับเหตุผลทางการเมืองระหว่างไทยกับลาว

หากแต่วันพระธาตุพนมล้มในครั้งนั้น ในทางหนึ่งนับได้ว่าเป็นการพรากเอาความสมบูรณ์ของหลักฐานชั้นต้นทางโบราณคดีแห่งวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงไปโดยปริยาย และอีกทางหนึ่ง ยังเป็นการพรากเอาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และศูนย์รวมจิตใจของชาวอีสาน-ลาวไปโดยสิ้นเชิง สร้างความเสียใจแก่ผู้คนเป็นจำนวนมากจนน้ำตาร่วง

ที่มา :

พระธาตุพนม “พัง” เพราะศิลปะแบบชาตินิยมไทย (?)

หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2518 และ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2518

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์เมื่อ 11 สิงหาคม 2568