สั่งเก็บโจทก์เก่า-เชื้อสายพระเจ้าตาก ภารกิจสำคัญแรก ๆ ของ “วังหน้าพระยาเสือ”

พระบวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรฯ ในรัชกาลที่ 1 ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ
พระบวรราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท กรมพระราชวังบวรฯ ในรัชกาลที่ 1 ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพฯ

หลังยึดอำนาจสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ผลัดแผ่นดินกรุงธนบุรี กรมพระราชวังบวรฯ ในรัชกาลที่ 1 หรือ “วังหน้าพระยาเสือ” ก็เริ่มกวาดล้างผู้มีแนวโน้มสั่นคลอนอำนาจของราชวงศ์ใหม่ทันที

หลังปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา เจ้าพระยาสุรสีห์ สมเด็จพระอนุชาธิราช และอดีตแม่ทัพเอกในแผ่นดินพระเจ้ากรุงธนบุรี ขึ้นเป็น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท “วังหน้า” ในแผ่นดินใหม่

วังหน้าพระยาเสือ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท ขุนนางวังหน้า
พระบวรราชานุสาวรีย์กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท หรือวังหน้า “พระยาเสือ” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร

แล้วกรมพระราชวังบวรฯ ก็ทรงดำเนินพระราชภารกิจสนองเบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระเชษฐาธิราชอย่างไม่รอช้า ด้วยบทบาทอันสำคัญยิ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านทางอำนาจ นั่นคือ การกวาดล้างอำนาจเก่า

พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งชำระในสมัยรัชกาลที่ 1 ขณะกรมพระราชวังบวรฯ ยังดำรงพระชนม์ชีพอยู่ แทบไม่ได้กล่าวถึงบทบาทดังกล่าว แต่ความ “ดุ” ของพระองค์เพิ่งมาปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งชำระในสมัยรัชกาลที่ 4

พระราชพงศาวดารฯ เล่าถึงพระราชกรณียกิจแรกของวังหน้าพระองค์แรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ คือการสั่งเก็บโจทก์เก่าของพระองค์ทันที จำนวนถึง 80 คน ดังว่า

“ให้ตำรวจไปจับข้าราชการทั้งปวง บรรดาที่มีความผิดขุ่นเคืองกับพระองค์มาแต่ก่อน ให้ประหารชีวิตเสียทั้งสิ้นแปดสิบคนเศษ”

ทั้งนี้ รัชกาลที่ 1 เองก็มีพระราชดำรัสสั่งให้ประหารชีวิตเจ้านายขุนนางฝ่ายพระเจ้ากรุงธนบุรีในช่วงผลัดแผนดินเช่นกัน แต่มีจำนวนเพียง 40 คน จึงน่าฉงนใจไม่น้อยว่า กรมพระราชวังบวรฯ ทรงไปมีความขุ่นเคืองอะไรกับข้าราชการมากมายขนาดนั้น ทั้งที่ทรงไปครองหัวเมืองเหนืออยู่ถึง 12 ปี ก่อนการรัฐประหารใน พ.ศ. 2325 

พระราชกรณียกิจลำดับถัดมา คือการตามล่ากรมขุนอินทรพิทักษ์ หรือเจ้าฟ้าจุ้ย พระราชโอรสสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่หลบซ่อนตัวอยู่ในเขตเมืองสระบุรี แล้วหลังผลัดแผ่นดินได้ 22 วัน เจ้าฟ้าจุ้ยก็ถูกจับกุมตัวส่งเข้ามายังกรุงธนบุรี (ขณะนั้นยังไม่ย้ายพระนครข้ามฝั่งมากรุงเทพฯ)

พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) กล่าวถึงเพียงสั้น ๆ ว่า หลังคุมตัวเจ้าฟ้าจุ้ยกับพรรคพวกเข้ามาแล้ว กรมพระราชวังบวรฯ ก็ “กราบทูลพระกรุณาแล้วให้ประหารเสีย”

ขณะที่ พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ารายละเอียดก่อนการประหารรัชทายาทพระเจ้าตากสินพระองค์นี้ว่า (รัชกาลที่ 1) ทรงพระกรุณาให้ถามกรมขุนอินทรพิทักษ์ว่า ถ้ายอมอยู่จะเลี้ยง ด้วยตัวหาความผิดมิได้ กรมขุนอินทรพิทักษ์ให้การว่าไม่ยอมอยู่ จะขอตายตามบิดา สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ (รัชกาลที่ 1 และกรมพระราชวังบวรฯ) จึงดำรัสให้เอาตัวนายจุ้ยกรมขุนอินทรพิทักษ์ และขุนชนะพระยากำแหงสงครามนั้นไปประหารชีวิตเสีย”

นับเป็นพระบัญชาแรกที่พระองค์มีส่วนชี้ขาดให้สำเร็จโทษเชื้อสายของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

สำหรับ “คำสั่ง” ที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับพระญาติวงศ์ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี คือ “กราบทูลว่า บรรดาบุตรชายน้อย ๆ ของพระเจ้าตากสิน จะขอรับพระราชทานเอาใส่เรือไปล่มน้ำเสียให้สิ้น คำบุราณกล่าวไว้ ตัดหวายอย่างไว้หนามหน่อ ฆ่าพ่ออย่างไว้ลูก ซึ่งจะเลี้ยงไว้นั้นหาประโยชน์ไม่ จะเป็นเสี้ยหนามไปภายหน้า”

จะเห็นว่า นอกจากการให้โอกาสกรุมขุนอินทรพิทักษ์เลือกว่าจะอยู่หรือตามบิดาไป กรมพระราชวังบวรฯ ก็ไม่ทรงลังเลเลยที่จะเพ็ดทูลให้รัชกาลที่ 1 “กวาดล้าง” พระราชโอรสองค์น้อย ๆ ที่เหลืออยู่ของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้สิ้นไปจนหมด

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ ณ เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้าฝั่งพระนคร

อย่างไรก็ตาม รัชกาลที่ 1 ยังทรงอาลัยต่อเจ้าฟ้าสุพันธุวงศ์ หรือเจ้าฟ้าเหม็น พระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาฉิมใหญ่ ซึ่งเป็นพระราชนัดดาในพระองค์เองด้วย “จึงดำรัสแก่สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าขอชีวิตไว้ทั้งสิ้นด้วยกัน” เหตุการณ์ “เอาใส่เรือไปล่มน้ำ” จึงไม่เกิดขึ้น

การตัดสินพระทัยและคำกราบทูลของ “วังหน้าพระยาเสือ” อาจดูเป็นความโหดร้าย ทารุณ แต่นั่นก็เป็นวิถีแห่งอำนาจและการสร้างความสงบเรียบร้อยของสังคมโบราณ เพื่อรักษาเสถียรภาพของกลุ่มอำนาจใหม่ และนำพาราชอาณาจักรไปสู่ความยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ปรามินทร์ เครือทอง. “วังหน้า ‘พระยาเสือ’ เมื่อต้องโค่นพระเจ้าตาก”. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน พ.ศ. 2551.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 4 กรกฎาคม 2569