ความรุ่งเรื่องในอดีต “ย่านสามแพร่ง” ที่มาจากชื่อของ 3 เจ้านาย?

ย่านสามแพร่งในอดีต จากหนังสือ ๗ ย่านเก่าในบางกอก
ย่านสามแพร่งในอดีต (ภาพจาก หนังสือ ๗ ย่านเก่าในบางกอก - ตกแต่งกราฟิกเพิ่มเติมโดย กอง บก. ศิลปวัฒนธรรม)

ย้อนเวลากลับไปนับร้อยปีมาแล้ว ในพื้นที่เขตพระนครมีย่านการค้าและแหล่งชุมชนแห่งหนึ่งที่คึกคักคับคั่งไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา จากจุดเริ่มต้นของย่านแห่งความรุ่งโรจน์และศิวิไลซ์ เปลี่ยนผ่านกาลเวลาจนกลายมาเป็น “ย่านสามแพร่ง” ในปัจจุบัน

คำว่า “แพร่ง” มักถูกใช้เรียกทางแยกที่แตกออกเป็นหลายทาง สำหรับ ‘สามแพร่ง’ ในเชิงประวัติศาสตร์แห่งนี้ไม่ได้หมายถึงฮวงจุ้ยหรือทางผีผ่านแต่อย่างใด หากแต่หมายถึงถนนสามสายที่ตัดจากถนนตะนาว ทอดยาวไปจนถึงถนนอัษฎางค์ริมคลองคูเมืองเดิม (ใกล้กับย่านหลังกระทรวงมหาดไทยในปัจจุบัน) ซึ่งได้แก่ แพร่งภูธร แพร่งนารา และแพร่งสรรพศาสตร์

อาณาบริเวณของย่านสามแพร่ง
อาณาบริเวณของย่านสามแพร่ง (ภาพจาก หนังสือ ๗ ย่านเก่าในบางกอก)

ในอดีต ย่านสามแพร่งและบริเวณใกล้เคียง ถือเป็นย่านผู้ดีและแหล่งชอปปิงที่ทันสมัยที่สุดของบางกอก หากใครอยากมาซื้อหาข้าวของเครื่องใช้จากต่างประเทศ ก็ต้องแวะเวียนมาที่ “ห้างแบดแมน” (Harry A. Badman & Co.) ห้างสรรพสินค้าฝรั่งหรูหราที่ตั้งอยู่บริเวณเชิงสะพานช้างโรงสี

อีกทั้งยังมี “ห้างแกรเลิต” ของชาวเยอรมัน ตั้งอยู่ข้างประตูวังแห่งแพร่งสรรพศาสตร์ จำหน่ายเครื่องทองรูปพรรณ เพชร พลอย จนได้รับการว่าจ้างให้ทำเครื่องประดับของหลวง อย่างเครื่องทอง เครื่องต้นของพระเจ้าแผ่นดิน

สำหรับที่มาของชื่อแพร่งนั้น มีชื่อเรียกตามพระนามของเจ้านายที่มีวังประทับอยู่บริเวณนี้ทั้ง 3 พระองค์ ได้แก่

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (ภาพจาก Wikimedia Commons)

“แพร่งสรรพศาสตร์” มาจากพระนามของ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ” ต้นราชสกุลทองแถม พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 และเจ้าจอมมารดาสังวาลย์ ผู้ทรงนิยมชมชอบและรอบรู้เรื่องการช่าง และทรงรับราชการในตำแหน่งผู้บังคับการกรมช่างมหาดเล็ก

“แพร่งนรา” มีที่มาจากพระนามของ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์” พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 และเจ้าจอมมารดาเขียน ต้นราชสกุลวรวรรณ ณ อยุธยา ผู้สร้างสรรค์ละครร้องของไทยแบบสมัยใหม่ในสไตล์โอเปร่าให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก

และยังเป็นที่ตั้งของ “โรงละครปรีดาลัย” โรงละครร้องแห่งแรกของสยามประเทศ ทรงดัดแปลงมาจากละครแบบตะวันตก (โอเปร่า) ผสมผสานกับการขับร้องแบบไทย เกิดเป็นละครร้องรู้จักกันทั่วบ้านทั่วเมืองกับละครเรื่อง “สาวเครือฟ้า”

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมนราธิปประพันธ์พงศ์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมนราธิปประพันธ์พงศ์ (ภาพจาก หนังสือ ชื่อบ้านนามเมือง ในกรุงเทพฯ)

“แพร่งภูธร” เดิมทีเคยเป็นพื้นที่ของวังที่ประทับของพระราชโอรสสองพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 คือ กรมหมื่นสนิทนเรนทร์ และกรมหลวงสรรพศิลป์ปรีชา 

เวลาต่อมาจึงกลายมาเป็นที่ตั้งวังของ “พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์” พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 และเจ้าจอมมารดาตลับ ทรงรับราชการตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงนครบาล และประทับอยู่ที่วังนี้

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศรธำรงศักดิ์
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศรธำรงศักดิ์ (ภาพจาก หนังสือ ชื่อบ้านนามเมือง ในกรุงเทพฯ)

จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ใน พ.ศ. 2440 หม่อมเจ้าในกรมได้ขายวังให้แก่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครั้นเมื่อวังแห่งนี้ประสบเหตุเพลิงไหม้ พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างตึกแถวสไตล์โคโลเนียล กอปรกับการตัดถนนผ่านบริเวณวังให้เป็นระเบียบเรียบร้อย สมกับเป็นถนนกลางเมืองหลวง

ทว่าในบรรดาสามแพร่ง แพร่งสรรพศาสตร์กลับเป็นพื้นที่ที่ภาพความยิ่งใหญ่ในอดีตเลือนหายไปมากที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือ “กรุงเทพฯ เมื่อวานนี้” ได้บันทึกถึงความเปลี่ยนแปลงถึงอดีตของแพร่งสรรพศาสตร์นี้ไว้ว่า หลังจากการสิ้นพระชนม์ของกรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจใน พ.ศ. 2462 ทายาทได้ทำการขายที่ดินทั้งหมด ตำหนักถูกรื้อถอน สภาพวังแปรเปลี่ยนเป็นบ้านเรือนไม้ให้เช่าและอาคารพาณิชย์ วิถีชีวิตของผู้คนหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเข้าออกอย่างไม่ขาดสาย

จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เป็นเสมือนการปิดฉากบรรยากาศสุดคลาสสิกของแพร่งสรรพศาสตร์ นั่นคือเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งใหญ่ถึงสองครั้งใน พ.ศ. 2501 และ พ.ศ. 2510 อาคารโบราณและร่องรอยความเจริญหายไปกับเหตุการณ์ครั้งนี้

บริเวณประตูวังแห่งแพร่งสรรพศาสาตร์
บริเวณประตูวังแห่งแพร่งสรรพศาสาตร์ (ภาพจาก หนังสือ ชื่อบ้านนามเมือง ในกรุงเทพฯ)

คงเหลือไว้ก็แต่ซุ้มประตูวัง “กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ” ที่มีศิลปะรูปปั้นหญิงงามเทินโคมไฟอยู่ด้านบน เป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นที่คอยส่องแสงสว่างนำทางให้ผู้คน ประตูวังแห่งสรรพศาสตร์นี้จึงกลายเป็นหลักฐานชิ้นสุดท้าย และเป็นอนุสรณ์แห่งความยิ่งใหญ่ที่กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานคู่สามแพร่งแห่งนี้

ย่านสามแพร่ง แสดงให้เห็นภาพบรรยากาศเก่า ๆ ของพระนครกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปตามความทันสมัยของบ้านเมือง แม้จะเคยเป็นสถานที่ที่ยิ่งใหญ่ รายล้อมไปด้วยผู้คนทุกชนชั้นแวะเวียนมาชอปปิง ทว่าในวันนี้ สามแพร่งจะกลายเป็นเพียงย่านชุมชนเมืองเก่าและแหล่งร้านอาหาร แต่สิ่งที่ไม่เคยจางหายคือกลิ่นอายของความคลาสิกจากวันวานเก่า ๆ ที่ยังคงมีชีวิตชีวาและน่าเยี่ยมชม

ย่านสามแพร่ง ประกอบไปด้วยถนน 3 สาย คือ ถนนแพร่งภูธร ถนนแพร่งนรา และถนนแพร่งสรรพศาสตร์
ถนน 3 สาย ถนนแพร่งภูธร ถนนแพร่งนรา และถนนแพร่งสรรพศาสตร์ (ภาพจาก หนังสือ ๗ ย่านเก่าในบางกอก)

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ศิริญญา สุจินตวงษ์. ๗ ย่านเก่าในบางกอก. กรุงเทพฯ: อมรินทร์, 2554.

ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. ชื่อบ้านนามเมืองในกรุงเทพฯ. พิมพ์ครั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : มติชน, 2551.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 กรกฎาคม 2569