วิธีรักษาอำนาจฉบับ “มาเคียเวลลี” ผู้ถูกเรียกว่าเจ้าของศาสตร์ทรราช และผู้นำที่เขาหนุน

(ซ้าย) ภาพวาด มาเคียแวลลี โดย Santi di Tito (ขวา) ภาพวาด เซซาเร บอร์เจีย

ในบรรดานักทฤษฎีการเมืองที่นักรัฐศาสตร์ในยุคใหม่ต้องศึกษาแนวคิด รายชื่อที่ยาวเหยียดต้องปรากฏชื่อ นิโคโล มาเคียเวลลี (Nicolo Machiavelli) สามัญชนแห่งฟลอเรนซ์ ซึ่งภายหลังได้มีโอกาสขึ้นเป็นนักการทูต เขาคือผู้เขียนหนังสือ “เจ้าชายผู้ปกครอง” หรือ The Prince เล่มน้อยที่เคยถูกศาสนจักรขึ้นบัญชีดำ แต่ทรงอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน

ครั้งหนึ่งมาเคียเวลลี ที่รับใช้ฟลอเรนซ์ ถูกจับเข้าคุกและถูกทรมานจากข้อหาวางแผนโค่นล้มตระกูลเมดิชีหลังจากครอบครัวเมดิชีกลับมาครองอำนาจอีกหน แล้วเทพีแห่งโชคชะตาเล่นกลประการใดทำให้นักทฤษฎีการเมืองผู้เป็นสัญลักษณ์ของเล่ห์เหลี่ยมรอดชีวิตมาได้?

มาเคียเวลลี เป็นเจ้าของแนวคิดที่ชี้ว่า “การเป็นผู้นำในลักษณะน่าหวั่นเกรงดีกว่าผู้นำซึ่งเป็นที่คนรักใคร่” แม้แต่การตัดสินใจกำจัดศัตรูทางการเมืองด้วยความรุนแรงอย่างการลงมือสังหารนั้น มาเคียเวลลี ก็เห็นว่า เป็นเรื่องจำเป็นหากจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่มีเหตุผลเพียงพอ ด้วยแนวคิดเหล่านี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ส่วนหนึ่งของนามที่เป็นคำว่า “มาเคียเวลเลียน” (Machiavellian) จะกลายเป็นคำคุณศัพท์ที่ใช้กันแพร่หลายในยุคหลัง หากบอกว่าใครสักคนเป็น “มาเคียเวลเลียน” ก็หมายความว่าคุณกำลังถูกเหยียดหยามว่าเป็นพวกเปี่ยมไปด้วยเล่ห์กล ชอบวางแผน และใช้ผู้อื่นเป็นเครื่องมือ

บุคคลที่ถูกนำชื่อมาเป็นวลีอันมีความหมายขนาดนี้ ไม่ได้เป็นผู้มีภูมิหลังเป็นชนชั้นสูงแบบเต็มตัว (หากพิจารณาตามแนวคิดเรื่องชนชั้นสมัยใหม่) นิโคโล เกิดเมื่อค.ศ. 1469 เขาสืบสายมาจากขุนนางในระบบศักดินาสวามิภักดิ์ ตระกูลของเขามีบทบาทในทางการเมืองการศาสนาตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 แต่นักประวัติศาสตร์ก็มองว่า หากจะจัดสายตระกูลให้อยู่ในกลุ่มพ่อค้าที่มั่งคั่งเป็นชนชั้นสูงก็พอกล่าวได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากตระกูลกลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นปกครอง แต่ไม่เหมือน “ผู้มีอิทธิพล” ซึ่งถูกกีดกันไม่ให้รับตำแหน่งในรัฐบาล แบร์นาโด พ่อของมาเคียเวลลี เป็นปัญญาชน เป็นนักวิชาการและเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย มีทรัพย์สมบัติและครอบครองบ้านซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มตึกที่ญาติในตระกูลจับจองกัน

แม้จะมีทรัพย์สมบัติที่มีค่าเหนือกว่าทรัพย์ในหมู่ชาวบ้านทั่วไปในเมือง แต่ความเป็นอยู่ของมาเคียเวลลี ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ก็ไม่ได้ถึงกับสุขสบาย ไมล์ส เจ อังเกอร์ ผู้เขียนหนังสือ “มาเคียเวลลี เจ้าทฤษฎีการเมืองสมัยใหม่” นิยามวิถีชีวิตของแบร์นาโด และนิโคโล ว่า อยู่ในพื้นที่ชายขอบของความเคารพนบนอบ และมักถูกเยาะเย้ยว่าตระกูลของเขาอยู่ในช่วงขาลง

ช่วงปลายศตวรรษที่ 15 ตระกูลที่มีอำนาจมากที่สุดคือตระกูลเมดิชี อันเป็นตระกูลที่มั่งคั่ง บ้านของตระกูลนี้มักมีลักษณะหรูหราอันเป็นลักษณะที่จงใจแสดงสถานะความร่ำรวย ขณะที่มาเคียเวลลี บรรยายสถานะของตระกูลของเขาว่าง่อนแง่น บริบทนี้เองอาจมีส่วนสำคัญทำให้เขาแหวกกรอบดั้งเดิม และนำเสนอทางออกใหม่

เมืองฟลอเรนซ์ในสมัยนั้น เป็นสาธารณรัฐอิสระขนาดเล็ก ระบบปกครองของฟลอเรนซ์ แตกต่างจากเมืองอื่น สาธารณรัฐฟลอเรนซ์ มีประชากรไม่เกิน 50,000 คน มีการเลือกตั้ง แต่สิทธิเลือกตั้งถูกจำกัดเพียงพ่อค้าที่มีฐานะและช่างฝีมือทั่วไป พลเมืองทั่วไปถูกจำกัดบทบาททางการเมือง อย่างไรก็ตาม สมัยนั้นถือว่าฟลอเรนซ์ เป็นรัฐที่มีประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าอันดับต้นในยุโรปแล้ว ตระกูลเมดิชี พยายามรักษาสถานะ ความงดงามและความรุ่งเรืองของเมืองด้วยชิ้นงานศิลปะ งานช่าง การก่อสร้างตึกอาคารที่ใหญ่โต อันเป็นการแสดงรสนิยม และความมั่งคั่ง เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ตระกูลเมดิชีใช้เป็นเครื่องมือจรรโลงความรู้สึกของคนในพื้นที่ไม่ให้ขัดข้องใจเพราะสภาพไม่มีสิทธิออกเสียงและวิจารณ์รัฐบาล

ในวัยหนุ่ม มาเคียเวลลี ไม่ได้ยี่หระกับสภาพการมีทรัพย์จำกัด เขาใช้เงินกับการพนันและโสเภณี เวลาว่างที่มีก็พูดคุยกับเพื่อนฝูง งานทางการเมืองชิ้นแรกที่เริ่มต้นคือการรายงานการเทศน์-ปราศรัยของจิโรลาโม ซาโวนาโรลา พระนักเทศนาที่ขึ้นชื่อเรื่องบุญบารมี ว่ากันว่าคำเทศนาของซาโวนาโรลา สร้างทั้งแรงบันดาลใจให้ชาวเมืองและยังสร้างความปั่นป่วนให้ฟลอเรนซ์หลายปี มาเคียเวลลี ได้รับคำขอจากริชชาร์โด เบคคี ทูตฟลอเรนซ์ประจำสันตะสำนักให้รายงานคำเทศนานี้

ช่วงฤดูร้อน ปี 1494 พระเจ้าชาร์ลสที่ 8 แห่งฝรั่งเศสเข้ามารุกรานอิตาลี ผู้นำสาธารณรัฐฟลอเรนซ์ คือ ปิแยโร เด เมดิชี ยอมมอบป้อมปราการสำคัญและชุมชนแห่งหนึ่งในฟลอเรนซ์ ให้ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับสัญญาว่าพระเจ้าชาร์ลส จะสนับสนุนตระกูลเมดิชี ให้ปกครองฟลอเรนซ์ต่อ ประชาชนฟลอเรนซ์ ไม่พอใจอย่างมาก ตระกูลเมดิชีต้องหลบหนีออกจากเมืองโดยหอบสมบัติเท่าที่ขนได้ไปด้วย

หลังจากนั้น มาเคียเวลลี เพิ่งได้รับตำแหน่ง ทำงานในฐานะข้าราชการพลเรือนในปี 1498 มาเคียเวลลี รับตำแหน่งรองมุขมนตรีแห่งฟลอเรนซ์ ถือเป็นตำแหน่งสำคัญในสายงานข้าราชการพลเรือนของรัฐบาล และเป็นช่วงที่แนวคิดทางปรัชญาการเมืองของเขาก่อร่างขึ้น อย่างไรก็ตาม มาเคียเวลลี วิจารณ์สถานการณ์การเมืองหลังยุคปิแยโรว่า รัฐบาลใหม่มีข้อด้อยมากกว่าและอ่อนแอเกินจะปกครอง

ช่วงต้นศตวรรษที่ 16 มาเคียเวลลี ปฏิบัติงานในทางการทูต โดยระหว่างปี 1503-1506 มาเคียเวลลี มีบทบาทในการบริหารงานทางการทหารของฟลอเรนซ์ เขาไม่ไว้ใจกับระบบทหารรับจ้าง และหันมาใช้พลเรือนในกองทัพ นโยบายนี้ประสบความสำเร็จทำให้กองทัพพลเรือนเอาชนะเมืองศัตรูคู่อาฆาตอย่างปิซา ในปี 1509 ได้

อย่างไรก็ตาม ในปี 1512 ตระกูลเมดิชี ที่มีโป๊ปจูเลียสที่ 2 หนุนหลังใช้กำลังทหารของสเปนเอาชนะฟลอเรนซ์ ได้ หลังการกลับมาของมีอำนาจของตระกูลเมดิชี มาเคียเวลลี เป็นอีกหนึ่งรายที่ถูกกลุ่มเมดิชี กล่าวหาว่าสมคบคิดกันล้มพวกเมดิชี และยึดอำนาจรัฐบาล อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ไม่พบหลักฐาน หรือข้อพิสูจน์ที่มีน้ำหนักว่ามาเคียเวลลี รู้เห็นกับความเคลื่อนไหว และเมื่อพิจารณาแนวคิดทางการเมืองของมาเคียเวลลี แล้ว ยิ่งทำให้เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ เขาไม่ใช่นักอุดมคติที่เอาตัวเข้าเสี่ยงในแผนการที่รู้ดีว่าจะล้มเหลว

เพื่อนร่วมงานของเขาถูกทรมานจนรับสารภาพ แต่มาเคียเวลลี ถูกนำตัวไปขังที่คุก “เล สติงเค” ห้องขังของเขาอยู่ในสภาพน่าหดหู่ และถูกทรมานโดยให้ยืนบนแท่น มัดมือทั้งสองข้างไพล่หลัง มาเคียเวลลี ถูกทรมานด้วยวิธีที่เรียกว่า “สตรัปปาโด” โดยร้อยเชือกที่มัดมือกับเชือกที่ผูกผนัง เมื่อมัดแล้วจะกระชากแท่นออกจากใต้เท้า น้ำหนักตัวของเขาจะทิ้งลงมา ขณะเดียวกันแขนทั้งสองข้างที่ถูกมัดจะกระตุกขึ้นไปด้านบน มาเคียเวลลี เส้นเอ็นขาด ข้อต่อหลุดเคลื่อน

เขาถูกทรมาน 6 ครั้งโดยที่ไม่ได้สารภาพอะไร เพราะเขาไม่มีอะไรให้สารภาพ มาเคียเวลลี เชื่อว่า แค่ถูกต้องสงสัยว่าทรยศก็หนักหนาเพียงพอให้โดนโทษประหารชีวิตได้แล้ว มาเคียเวลลี เล่าสภาพอันน่าสะพรึงในกลอนสั้นที่แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยว แถมยังเล่าอย่างติดตลกว่า เสียงที่น่ารำคาญกว่าการกรีดร้องของเพื่อนร่วมห้องขังคือเสียงท่องมนต์คาถาของพวกเคร่งศาสนา ความทุกข์ทรมานที่ได้รับไม่ได้สิ้นสุดลงด้วยบทกวีหรือการเคลื่อนไหว หรือคำร้องของเพื่อนฝูง

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 1513 พระสันตะปาปาจูเลียส สิ้นพระชนม์จากการประชวรหนัก คาร์ดินัลในตระกูลเมดิชีวัย 38 ปีได้รับเลือกตั้งและกลายเป็นพระสันตะปาปาเลโอที่ 10 เป็นครั้งแรกที่ชาวฟลอเรนซ์ขึ้นครองบัลลังก์ดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งวาติกัน ซึ่งคนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่า เมื่อคนจากตระกูลเมดิชีที่ทรงอำนาจ การดำรงตำแหน่งผู้นำแห่งวาติกันย่อมนำมาซึ่งยุคที่รุ่งเรือง สืบเนื่องจากชะตากรรมของสาธารณรัฐฟลอเรนซ์ในสมัยนั้นมักขึ้นกับนโยบายและลักษณะท่าทีของพระสันตะปาปาผู้ครองบัลลังก์เซนต์ปีเตอร์

ตระกูลเมดีชียินดีปรีดาและปล่อยตัวนักโทษจำนวนมาก กลุ่มที่ได้รับการปล่อยตัวกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ารู้เห็นกับแผนการล้มรัฐบาล ซึ่งหนึ่งในนั้นคืออดีตรองมุขมนตรีแห่งฟลอเรนซ์

มาเคียเวลลี ถูกปล่อยตัวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม และกลับไปดื่มด่ำกับไร่ปศุสัตว์ของตัวเองในซานตันเดรอา เขาถูกเนรเทศจากเมือง และตัดขาดจากการเมือง มาเคียเวลลี ใช้เวลาในพื้นที่ชนบท ช่วงเย็นก็จินตนาการถึงบทสนทนากับนักคิดที่ยิ่งใหญ่ในอดีต และนักคิดเหล่านี้จะบอกว่าอะไรคือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาอำนาจผู้นำ ไนเจล วอร์เบอร์ตัน นักเขียนท่านหนึ่งสันนิษฐานว่า มาเคียเวลลีเขียน The Prince เพื่อให้ผู้มีอำนาจประทับใจ เป็นความพยายามให้กลับไปรับตำแหน่งที่ปรึกษาทางการเมืองเพื่อกลับไปฟลอเรนซ์ อย่างไรก็ตาม แผนการไม่เป็นไปตามนั้น เขาลงเอยที่การเป็นนักเขียน และมีผลงานหลายเล่ม

หนังสือ The Prince ที่ตีพิมพ์เมื่อ 1532 เป็นที่โจษจันมาจนถึงปัจจุบัน เขามองว่าเจ้าชายผู้ปรีชาจะต้องเรียนรู้ที่จะ “ไม่เป็นคนดี” โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาอำนาจไว้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม หากสามารถรักษาอำนาจไว้ ถือเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ นักการเมืองจำนวนไม่น้อยอ่านหนังสือเล่มนี้ แต่มีไม่นากนักที่จะยอมรับว่านำมาปฏิบัติ แนวคิดหลักที่มาเคียเวลลี นำเสนอคือ “ผู้ปกครอง” ต้องมี “ความกล้าหาญ” เขาเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ ครึ่งหนึ่งมาจากโอกาส อีกครึ่งหนึ่งมาจากทางเลือกของเราเอง โอกาสเป็นสิ่งที่พัฒนาได้เพื่อให้ประสบความสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกัน มาเคียเวลลี ก็เชื่อเรื่องโชคว่ามีอิทธิพลสำคัญเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอโชคชะตาราวกับเป็นเหยื่อของมัน

ผู้นำแบบที่มาเคียเวลลี ประทับใจคือเซซาเร บอร์เจีย บุตรนอกสมรสของพระสันตะปาปาอเล็กซานเดอร์ที่ 6 นักประวัติศาสตร์บรรยายว่า เซซาเร ไม่รู้สึกยินดียินร้ายเมื่อต้องหลอกลวงศัตรูและสังหารเพื่อยึดครองดินแดนในอิตาลี มาเคียเวลลี มองว่าเขาทำทุกสิ่งถูกต้อง

บอร์เจีย ค้นพบว่าครอบครัวออร์ซินี วางแผนโค่นล้มเขา บอร์เจีย ใช้วิธีหลอกลวงตระกูลออร์ซินี ให้พวกเขาคิดว่าบอร์เจียไม่รู้แผนการนี้ และออกอุบายนัดพบผู้นำครอบครัวและสังหารทุกคนที่มาถึง เหตุการณ์นี้ หากเป็นในปัจจุบันคงต้องอธิบายว่า มาเคียเวลลี (กดถูกใจ) เห็นด้วยกับแผนการนี้ แผนการเป็นสิ่งที่ “กล้าหาญ” อย่างน้อยก็ในมุมมองของมาเคียเวลลี

แต่สิ่งที่เกิดไม่ได้หมายความว่า มาเคียเวลลี เห็นด้วยกับการฆ่าฟัน ประเด็นคือเขาเห็นด้วยกับวิธีการหากมันนำมาสู่ผลลัพธ์ที่เป็นเชิงบวก หากการกำจัดศัตรูช่วยป้องกันการนองเลือดได้ย่อมเป็นสิ่งที่เหมาะสม มาเคียเวลลี ไม่เห็นด้วยกับการเข่นฆ่าที่ปราศจากเหตุผล นั่นย่อมเห็นว่า ผู้นำที่ดีในมุมมองของมาเคียเวลลี คือผู้นำที่น่ายำเกรง มากกว่าผู้นำซึ่งเป็นที่รัก

แนวคิดทำนองนี้ทำให้มาเคียเวลลี ถูกเรียกเป็นสัญลักษณ์ของเล่ห์เหลี่ยมกลโกงและการใช้คนเป็นเครื่องมือ ในสมัยศตวรรษที่ 16 บรรยากาศของฟลอเรนซ์มีแต่การนองเลือด หากในบริบทปัจจุบันคงต้องบอกด้วยว่า การกระทำของผู้นำสมควรมีกรอบข้อจำกัดซึ่งในสมัยใหม่จะเรียกกันอย่างเป็นทางการว่า “กฎหมาย” มิเช่นนั้น ก็จะมาลงเอยด้วยผู้นำที่คิดเรื่องการรักษาอำนาจในแบบเดียวกับบอร์เจีย อย่างอดอล์ฟ ฮิตเลอร์


 

อ้างอิง :

วอร์เบอร์ตัน, ไนเจล. ปราบดา หยุ่น และรติพร ชัยปิยะพร แปล. ประวัติศาสตร์ปรัชญา ฉบับ กะทัดรัด. กรุงเทพฯ : สำนักหนังสือไต้ฝุ่น, 2556

อังเกอร์, ไมลส์ เจ., ศิริรัตน์ ณ ระนอง แปล. มาเคียแวลลี เจ้าทฤษฎีการเมืองสมัยใหม่. กรุงเทพฯ : มติชน, 2557


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 พฤษภาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป