เมื่อ “พระเจ้าช้างเผือก” เข้าฉายที่ฟิลิปปินส์

ฉากกระทำยุทธหัตถีบนคอช้างระหว่างพระเจ้าจักรากับพระเจ้าหงสา เป็นฉากที่ผู้ชมรอดูด้วยความตั้งใจ
บทความเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งจากบันทึกของนายดำริห์ โปรเทียรณ์ ซึ่งพิมพ์ในหนังสือ “เพื่อเป็นอนุสรณ์” แจกเป็นบรรณาการในการฌาปนกิจศพ คุณแม่เติม โปรเทียรณ์ ณ เมรุวัดมกุฏกษัตริยาราม จังหวัดพระนคร วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2512

ในการคัดมาลงพิมพ์ครั้งนี้ ทางกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรมได้จัดย่อหน้าใหม่หลายแห่ง

กองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม

 

อย่างที่มิได้มีการคาดฝันอีกเช่นเคย อยู่ๆ ก็ได้มีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เคยนับถือกันมา ได้มาพบข้าพเจ้าที่ที่ทำงานและแจ้งความประสงค์ที่จะให้ข้าพเจ้าไปประเทศฟิลิปปินส์อีก ในฐานะพ่อค้า แต่มีเรื่องที่เกี่ยวกับการเมืองที่ค่อนข้างสำคัญแฝงไปด้วย ข้าพเจ้าก็ได้ตอบตกลงอย่างง่ายดายทันที ทั้งนี้ก็เพราะเห็นเป็นโอกาสเหมาะที่จะได้ให้คนในประเทศนั้นเข้าใจเสียใหม่ว่าข้าพเจ้ามิได้เป็นผู้ผิด ดังที่อาจจะมีบางคนเข้าใจกัน และจะได้ทำงานให้แก่ชาติ เพราะตอนนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังจะเกิดอยู่แล้ว ข้าพเจ้าได้พยายามที่จะปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายไปเป็นอย่างดีที่สุด กล่าวคือ

ประการแรก ข้าพเจ้าได้เข้าพบท่านข้าหลวงใหญ่ของสหรัฐอเมริกาในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งท่านก็ได้ให้การต้อนรับแก่ข้าพเจ้าเป็นอย่างดีและสมเกียรติยิ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อการเจรจาความเมืองระหว่างท่านข้าหลวงใหญ่ฯ กับข้าพเจ้า (มีนายทหารอเมริกันชั้นผู้ใหญ่หลายนายร่วมด้วย) จนเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดีแล้ว ก็ได้ร่วมรับประทานอาหารกัน เสร็จแล้วก็มีการถ่ายรูป ทั้งเฉพาะท่านข้าหลวงใหญ่ฯ กับข้าพเจ้า (รูปยังมีอยู่) และหมู่ ได้ผ่านไปแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้นำสินค้าที่ข้าพเจ้าเอาไปด้วยออกให้ที่ประชุมชมกันเป็นการภายใน และนั่นก็คือภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” เรานี่เอง

จากนั้นข้าพเจ้าก็ได้พยายามที่จะเอาภาพยนตร์เรื่องนี้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ชั้นที่หนึ่งของกรุงมะนิลา (เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์) แต่ก็ไม่เป็นผล ทั้งๆ ที่ท่านข้าหลวงใหญ่ฯ และกงสุลใหญ่ของกรุงสยามประจำฟิลิปปินส์จะได้ให้ความร่วมมือเป็นอันดี เพราะมีการติกันว่า มีการเมืองแทรกมากไป และบ้างก็ว่าไม่ถึงขั้น ฯลฯ อะไรทำนองนั้น

เมื่อการณ์เป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ต้องใช้อุบาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะเป็นการเสี่ยงอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องยอม “ไปตายเอาดาบหน้า” แบบไทย เพื่อให้งานได้ผลดั่งประสงค์

เมื่อได้ตัดสินใจแล้ว ข้าพเจ้าก็ประกาศที่จะซื้อโรงภาพยนตร์ชั้นที่หนึ่งในกรุงมะนิลาทันที โดยไม่ติดต่อนายหน้า ทั้งนี้ก็เพื่อจะดูเบาะแส และในที่สุดก็ได้เค้าว่ามีโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ในถนนสายใหญ่ของกรุงมะนิลา และกำลังอยู่ในระหว่างซ่อมแซมและปรับปรุงเพื่อให้ทันสมัยยิ่งขึ้น และจวนจะเสร็จเรียบร้อยอยู่แล้ว อาจจะขาย ดังนั้นข้าพเจ้าจึงส่งสาย (เพื่อน) ไปสังเกตเหตุการณ์ และเจรจาหยั่งเสียง และเมื่อได้ทราบว่ามีทางที่พอจะพูดกันได้ ข้าพเจ้าจึงเชิญท่านเจ้าของโรงภาพยนตร์แห่งนั้น พร้อมด้วยภรรยาของเขารับประทานอาหารค่ำ เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา

(ซ้าย) นายปรีดี พนมยงค์ ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก”,
(ขวา) นายดำริห์ โปรเทียรณ์ ผู้บันทึก

ในการนี้ ข้าพเจ้าได้เชิญนักเรียนไทยชั้นผู้ใหญ่ทั้งหญิงชาย และพ่อค้าบางคน ที่ได้เคยรู้จักกันมากับข้าพเจ้า ทั้งนี้ก็เพื่อจะกระทำความสนิทสนม กรุยทางไปสู่การเจรจา เปลี่ยนจากการซื้อ (ดังประกาศ) เป็นการเช่าโรงภาพยนตร์นั้นฉายภาพยนตร์ที่ได้นำไป ดังกล่าวแล้ว

อันคนฟิลิปปินส์นั้น ข้าพเจ้ารู้เป็นอย่างดีว่าเป็นชนิดบุคคลที่ชอบยกย่องให้ใหญ่โต ดังนั้นในระหว่างการรับประทานอาหาร ข้าพเจ้าได้สังเกตเห็นแหวนเพชรของภรรยาเจ้าของโรงภาพยนตร์ เพราะนั่งอยู่ใกล้กัน ซึ่งเป็นเพชรเม็ดประมาณสัก 1 กะรัต เห็นจะได้ ข้าพเจ้าก็ชมว่าสวยงามมาก และจากนั้นก็ได้คุยกันแต่เรื่องเพชร ซึ่งข้าพเจ้ารับรองว่าจะหาให้ด้วยราคาที่ถูกกว่า แต่ขนาดใหญ่กว่าและน้ำวิ่งดีกว่า ฯลฯ ซึ่งมีอยู่ดาษดื่นในกรุงเทพฯ และเมื่อข้าพเจ้าได้นำความสำเร็จในการฉายภาพยนตร์ในโรงของเขากลับไปเมืองไทย แล้วขากลับมาพร้อมด้วยภาพยนตร์เรื่องใหม่มาเข้าฉายในโรงของเขาอีก ซึ่งจะเป็นเวลาไม่ช้านัก ข้าพเจ้าจะนำเอาเพชรมาฝากตามสั่ง ซึ่งอย่างไรก็ตามได้กระทำความพอใจให้แก่คู่สามีภรรยาเป็นอันมาก และต่อจากนั้นข้าพเจ้าก็ได้รับความสะดวก ในการนำภาพยนตร์เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ชั้นที่หนึ่งโรงหนึ่งของกรุงมะนิลาสมปรารถนา และตามจังหวัดต่างๆ ทั่วไปในหมู่เกาะฟิลิปปินส์ ด้วยดีทุกประการ

ส่วนในด้านการโฆษณานั้น ข้าพเจ้าได้ทำอย่างมโหฬาร คือ ได้เช่ารถยนต์และแต่งรถนั้นเป็นรูปช้างศึกของสมัยโบราณ จ้างคนให้แต่งตัวเป็นพระเจ้าจักรพรรดิและจตุลังคบาท แห่โดยเปิดจานเสียงเพลงเชิด (ไทย) ตีฆ้องกลองที่ได้นำไปด้วย ลั่นไปหมดตามถนนสายต่างๆ ทั่วไปในกรุงมะนิลา ส่วนที่โรงภาพยนตร์ ก็ได้ประดับธงไทย ทั้งใหญ่เล็กสะพรึบสะพรั่งไปหมด คนขายและเก็บบัตรเข้าชมภาพยนตร์ของเรานั้นก็ให้แต่งตัวเป็นทหารไทยสมัยโบราณ ถือหอกดาบแบบไทย และได้ขอร้องให้นักเรียนไทยออกขายบัตรและตลอดจนชักชวนเพื่อนฝูงให้ไปชมกันอย่างทั่วถึง ซึ่งนักเรียนไทยแทบทุกคนก็ได้ให้ความร่วมมือเป็นอันดี

เมื่อได้วางงานทุกด้านจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้าก็ได้เดินทางกลับประเทศไทย และต่อจากนั้นไม่นานสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็อุบัติขึ้น

และภาพยนตร์เรื่อง “พระเจ้าช้างเผือก” ก็ได้ถูกทำลายสูญสิ้นไป เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป