อดีตเซลส์แมนขายผ้า ผู้ทำหน้าที่สอบปากคำเชลยทหารพันธมิตร ในสงครามโลกครั้งที่ 2

หากเอ่ยชื่อของ ฮานส์ สชาฟ (Hanns Scharff) ในทำเนียบนายทหารเยอรมันยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 คงเป็นสิ่งที่ยากแก่การรำลึกถึง เพราะจอมพล นายพล และนายทหารคนอื่น ๆ ที่ได้สร้างชื่อเสียงจากผลงานการวางแผนการรบ และการรบไว้มากมาย เกินกว่าจะมีชื่อของเขาเข้าไปร่วมอยู่ได้ จ่าอากาศตรีฮานส์ สชาฟ ไม่ใช่นายทหาร และไม่ใช่ทหารที่รบอยู่ในแนวหน้าสุดของยุทธภูมิต่าง ๆ แต่เขานั้นมีหน้าที่อยู่ในแนวหลัง และงานของเขากลับกลายเป็นสิ่งที่ทหารพันธมิตรต่างพากันเกรงกลัวที่สุด

สชาฟเกิดที่ราสเทนแบร์ก ปรัสเซียตะวันออกในปี 1907 เป็นบุตรคนที่ 2 จากทั้งหมด 3 คน พ่อของเขาเป็นนายทหารในกองทัพ และเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี 1917 โชคดีที่สถานะการเงินของครอบครัวจัดอยู่ในฐานะที่มั่นคงพอสมควร แม้พ่อจะเสียชีวิตในสงคราม แต่แม่ก็มีธุรกิจสิ่งทอที่ดำเนินธุรกิจสืบต่อมาจากคุณตา

เยอรมนียุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 คือสิ่งที่บีบให้ทุกคนต้องปากกัดตีนถีบ เมื่อสชาฟเรียนจบ และโตพอจะช่วยงานได้ เขาก็มาร่วมช่วยเหลืองานในธุรกิจครอบครัวด้วยการเสนอขายสิ่งทอที่โรงงานเขาผลิต เขาเรียนรู้ในการจัดการ การผลิต และการขายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งดูแล้วชีวิตของเขาก็ไม่น่าจะมาข้องเกี่ยวอะไรกับกองทัพหรือการทำสงคราม เขาควรดูแลกิจการและขยายธุรกิจครอบครัวต่อไป

โชคดีที่ธุรกิจของครอครัวเขาไปได้ดี นั่นจึงทำให้มีการเปิดสาขาที่เมืองโยฮานเนสเบิร์ก แอฟริกาใต้ ด้วยเหตุนี้หนุ่มสชาฟจึงเดินทางไปที่นั่น เพื่อดูแลธุรกิจครอบครัว และเขาอยู่ที่นี่นานถึง 10 ปี จนพบรักกับสาวชาวอังกฤษมากาเร็ต สโตรก ซึ่งเธอเป็นบุตสาวของนายทหารอากาศอังกฤษ เรืออากาศเอกคลาว สโตรก นักบินของรอยัลแอร์ฟอร์ซ ที่ประจำการอยู่ในโรดีเซีย

ฮานส์ สชาฟ (Hanns Scharff)

ช่วงฤดูร้อนปี 1939 เขาพาครอบครัวเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติที่เยอรมนี และนั่นเองที่ทำให้เขาเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาถูกเกณฑ์เข้าร่วมในกองทัพบกเยอรมนี และเข้าค่ายฝึก จนกระทั่งปี 1941 เขาจะต้องถูกส่งไปรบกับกองทัพแดงแห่งสหภาพโซเวียต การมาเที่ยวเยอรมนีในครั้งนี้กลับกลายเป็นการจากลาภรรยาและลูกน้อยทั้ง 3 ซึ่งในตอนนั้นแนวรบด้านตะวันออกก็กำลังทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทุกขณะ นั่นเป็นสิ่งที่มากาเร็ต สโตรก ภรรยาสุดที่รักของเขาทนไม่ได้ที่จะเห็นสามีของเธอตายอยู่ในดินแดนอันห่างไกลของโซเวียต

คุณนายสโตรกรวบรวมเงินและความกล้า เดินทางไปที่กรุงเบอร์ลินเพื่อขอเข้าพบนายพลเยอรมันคนสำคัญที่ดูแลรับผิดชอบการรบในรัสเซีย เธอใช้เงินติดสินบนนายทหารติดตามของนายพลเหล่านั้นเพื่อขอเข้าพบ คนแล้วคนเล่าที่เธอเข้าพบเพื่อพูดโน้มน้าวให้ย้ายสามีของเธอไปทำหน้าที่อื่น ๆ ในกองทัพที่ไม่ใช่การรบในแนวหน้า เธอให้เหตุผลว่า สามีของเธอนั้นสามารถฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี และเขาสามารถช่วยเหลือกองทัพได้ดีจากความรู้ด้านภาษาของเขา ทั้งเหตุผลและของขวัญพิเศษในการเข้าพบนายทหารของกองทัพเยอรมนี ก็ช่วยทำให้สามีของเธอถูกย้ายไปทำหน้าที่ล่ามที่เมืองไมนส์ในที่สุด

สงครามทางอากาศเหนือแผ่นดินเยอรมนี ในปี 1943 ทวีความดุเดือดมากยิ่งขึ้น เมืองต่าง ๆ ของเยอรมนี และพื้นที่ในเขตยึดครองถูกทิ้งระเบิด ซึ่งแน่นอนว่ามีเครื่องบินพันธมิตรทั้งของอเมริกาและอังกฤษ ถูกยิงตกไปเป็นจำนวนมาก และสิ่งที่ตามมาก็คือ เหล่าบรรดาเชลยศึกทหารอากาศพันธมิตรที่ถูกจับได้ และก่อนที่พวกเขาจะถูกส่งไปค่ายเชลยศึกนั้น พวกเขาจะต้อง ถูกสอบปากคำ

การสอบปากคำเชลยศึกเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาและความอดทน กว่าที่บรรดาเชลยเหล่านี้จะปริปากพูดบางอย่างที่อาจเป็นได้ทั้งเรื่องจริงและเรื่องโกหก เชลยสงครามมักจะพูดเป็นประโยชน์เดิม ๆ ด้วยการบอกเพียงแค่ชื่อกับยศของตัวเองเท่านั้น

บ่อยครั้งที่การสอบปากคำ เริ่มต้นด้วยการนั่งคุยกัน แต่มันกลับจบลงด้วยเลือดที่นองอยู่บนพื้น หรือเชลยที่เข้ามาถูกหามออกไป อันเป็นผลมาจากการทรมานเพื่อให้พูดในสิ่งที่ผู้สอบปากคำต้องการจะรู้ และไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากเชลยศึกที่เข้ามาในห้องนี้จะเข้ามาแบบมีชีวิต และออกไปจากห้องนี้โดยหมดลมหายใจ สนธิสัญญาใด ๆ มันไร้ความหมาย เมื่อวินาทีของความเป็นความตายระหว่าง คนถามและคนตอบ ในห้องสี่เหลี่ยมแห่งโชคชะตานี้เริ่มขึ้น

กองทัพอากาศเยอรมนีทำหน้าที่สอบปากคำเชลยสงครามจำนวนมาก พวกเขามีเชลยศึกถูกส่งมาทุกวัน แต่บุคลากรที่มีอยู่นั้นก็น้อยมาก ถึงแม้กองกำลังเอสเอสจะพยายามเข้ามาเสนอตัวช่วยในการสอบปากคำเชลยสงคราม แต่พวกเอสเอสก็มักจะทำเสียเรื่องมากกว่าได้เรื่อง เพราะอุดมการณ์ของพวกเขาเอง นั่นจึงทำให้ชื่อของสชาฟได้รับการเสนอให้มาทำหน้าที่นี้ และนั่นจึงทำให้เขาถูกย้ายจากทหารบก มาเป็นทหารอากาศ และติดยศใหม่เป็น จ่าอากาศตรี

ทหารเชลยศึกเยอรมัน ถูกทหารฝรั่งเศสสอบสวน เมื่อ ค.ศ. 1939

สชาฟทำหน้าที่แปลภาษาร่วมกับนายทหารที่ทำหน้าที่สอบปากคำ เขาเฝ้าดูวิธีการและขั้นตอนที่ทหารเยอรมันสอบปากคำเชลยสงครามและมันทำให้เขารู้ว่า แม้ทหารพันธมิตรจะยอมอ้าปากพูดบางอย่างออกมาหลังจากถูกทรมานด้วยวิธีต่าง ๆ แต่มันคือการพูดเพื่อให้ยุติความเจ็บปวด และฝ่ายเยอรมนีเองก็จะเสียเวลาไปกับการทรมานคนเพื่อให้ได้ยินเรื่องโกหก

เขาเสนอให้ปรับเปลี่ยนวิธีสอบปากคำใหม่ทั้งหมด และทำให้การสอบปากคำกลายเป็น การสนทนาแบบผ่อนคลายระหว่างคนสองคน สชาฟจึงกลายมาเป็นล่าม และผู้สอบปากคำโดยที่ตนเองนั้นไม่เคยได้รับการฝึกฝนเรื่องการสอบปากคำจากที่ใดมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกอย่างที่เขากำลังทำนี้ คือสิ่งที่เขาเฝ้าดูเฝ้าจดจำ และประเมินมันด้วยตัวเขาเองทั้งสิ้น

เทคนิคในการสอบปากคำของเขาก็คือ จะไม่มีการทำร้ายร่างกาย การบังคับขู่เข็ญดูหมิ่นใด ๆ ทั้งสิ้น จนทำให้หลายคนสงสัยว่าและกังขาว่า เขากำลังใจอ่อนต่อข้าศึกจนเกินไปหรือเปล่า? เพียงเพราะภรรยาของเขาเป็นคนเชื้อชาติของศัตรู เลยทำให้เขาเกิดความสงสารและเห็นใจคนพวกนี้หรือ?

เทคนิคของจ่าอากาศตรีฮานส์ สชาฟ ในการสอบปากคำก็คือ

1. เขาสร้างภาพลวงตาทุกอย่างเพื่อลวงให้เชลยศึกเชื่ออย่างสนิทใจว่า พวกเรารู้แล้วทุกอย่างเกี่ยวกับพวกคุณ นั่นจึงทำให้เชลยส่วนใหญ่มักเชื่อว่า ผู้สอบปากคำรู้ทุกอย่างแล้ว ดังนั้น เขาจึงไม่มีอะไรจะเสียและยอมที่จะตอบคำถาม

2. เขาใช้การสนทนาที่เป็นมิตร และทำบรรยากาศให้ผ่อนคลายในการสนทนา และไม่ทำให้เชลยสงครามคิดว่าเขากำลังถูกสอบปากคำ แต่เขากำลังคุยอยู่กับเพื่อนใหม่ชาวเยอรมัน

3. เขาไม่รีบเร่งที่จะถามข้อมูลใด ๆ จากเชลยศึก แต่ปล่อยให้บรรยากาศและความตึงเครียดลดลงก่อน

4. เขารับฟังข้อมูลทุกอย่างจากเชลยศึกเอาไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยมายืนยันในภายหลัง

5. เขามักจะทำทีว่าไม่สนใจเมื่อเชลยศึกพูดเกี่ยวกับข้อมูลการทหารของฝ่ายตนเอง แต่ทำทีเป็นสนใจเรื่องราวชีวิตของเชลยในช่วงก่อนสงคราม

สชาฟพัฒนาเทคนิคหลายอย่างที่ช่วยเขาในการสอบสวน เขาเสนอให้ความช่วยเหลือและให้ในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ ในห้องสอบปากคำเชลยที่เขาทำหน้าที่ กลับเป็นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ขวดเหล้า และควันบุหรี่จากการดื่มอย่างเมามายกับเชลยศึก หรือแม้กระทั่งให้โสเภณีเข้ามาบริการเชลยศึกจนเสร็จกิจเสียก่อน แล้วสชาฟจึงกลับมาพูดคุย ไม่เพียงแต่ทหารอากาศของฝ่ายพันธมิตรเท่านั้น เชลยศึกทหารบกก็ถูกส่งมาให้เขาสอบปากคำเช่นกัน

จิตวิทยาของสชาฟ คือการเข้าใจถึงพื้นฐานความเป็นมนุษย์มากที่สุด ทหารที่จากบ้านมาไกล แล้วกลับต้องมาเดียวดายอยู่ในดินแดนข้าศึกเพียงลำพัง ความรู้สึกเดียวที่มีและมันเต็มอยู่ในอกของเชลยศึกพวกนี้ก็คือความกลัวและชีวิตการเป็นเชลยสงครามที่อยู่ในกำมือของข้าศึกหาความแน่นอนใด ๆ ไม่ได้ เป็นสภาพที่ไม่มีผู้ใดปราถนา และนั่นจึงทำให้สชาฟมองเห็นโอกาสที่เขาจะใช้มันให้เกิดประโยชน์ในการทำให้เชลยบอกข้อมูลต่าง ๆ ที่เขาต้องการโดยที่ตัวเชลยศึกเองก็ไม่รู้ตัวเช่นกัน

ทหารเยอรมัน จับกุมและสอบสวนทหารรัสเซีย เมื่อ ค.ศ. 1942

ทักษะเหล่านี้ทำให้เขาสามารถล้วงข้อมูลสำคัญจากเชลยโดยไม่ต้องใช้กำลังหรือการบีบบังคับ นอกจากนี้ เขาเก่งในการปกปิดท่าทีความต้องการของตนเองในการสนทนาเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เขาต้องการ เชลยศึกมักเชื่ออย่างสนิทใจว่าพวกเขาไม่ได้พูดหรือบอกข้อมูลใด ๆ กับสชาฟ เพราะสิ่งสำคัญที่ทำให้พวกเชลยเชื่ออย่างนั้นนั่นก็เพราะว่า เขากำลังคุยกับทหารเยอรมันยศต่ำ เพียงแค่ยศ จ่าอากาศตรี เท่านั้น (สชาฟจะใส่เครื่องแบบทหารเข้าไปสอบปากคำด้วยตนเอง) หาใช่นายทหาร หรือพวกเกสตาโป หรือเอสเอส แต่อย่างใด และภาษาอังกฤษที่พูดออกมาจากปากของเขา สำเนียงของมันชัดเจนราวกับว่าเขาคือคนอังกฤษ

แน่นอนสชาฟไม่ได้ทำงานนี้เพียงลำพัง หนึ่งในบุคคลที่สำคัญที่สุดในที่ทำงานร่วมกับเขาในการรวบรวมข้อมูลก็คือ สุภาพสตรีนามว่า เฟราท์ บีฮ์เลอร์ เธอเป็นที่เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการสอบปากคำของสชาฟ และด้วยข้อมูลที่เธอได้มานั้น มันจึงทำให้เยอรมนีทราบได้ว่าเชลยคนนี้เป็นทหารจากประเทศอะไร หน่วยที่ประจำการอยู่ที่ใด ชื่อ นามสกุล, เหรียญตรา, จดหมาย, เอกสารแสดงตนที่ปลอมแปลงขึ้นโดยกองกำลังใต้ดิน, ภาพถ่าย, และอื่น ๆ ที่สำคัญอีกมากมาย พวกเขาสามารถทราบได้ว่าเชลยศึกคนนี้มาจากที่ใด เขาเป็นนักบินขับไล่หรือทิ้งระเบิด รวมทั้งประเภทของเครื่องบิน

หนึ่งในเชลยศึกที่สชาฟเคยสอบปากคำคือ พันโทฟรานซิส เก็บบี้ การเบรสกี้ เสืออากาศอเมริกันคนสำคัญในสมรภูมิยุโรป ก่อนจะมาสอบปากคำนั้นสชาฟรู้เรื่องของยอดนักบินอเมริกันคนนี้ดี เขาแสดงความเคารพและยินดีมากที่ได้พบกับนายทหารอเมริกันคนนี้ นอกจากนี้ยังมีนายทหารคนอื่น ๆ ของกองทัพสหรัฐฯ ก็เคยผ่านการสอบปากคำจากเขามาแล้วอาทิเช่น พันโทโรเบิร์ต เซมเคอ, พันตรีดอน บีสัน, ร้อยเอกจอน กอดฟรีย์, พันโทชาร์ล สตาร์ก ทั้งหมดเคยถูก จ่าอากาศตรีเยอรมันหลอกให้พูดโดยไม่รู้ตัว

ความสามารถของสชาฟจึงกลายเป็นที่เลื่องลือในกองทัพเยอรมนีอย่างมาก เพราะมันเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนตั้งรับการโจมตีทางอากาศของฝ่ายพันธมิตร ขณะที่ฝ่ายพันธมิตรก็ทราบดีว่าเยอรมันมีเทคนิคในการสอบปากคำโดยพวกเขาเข้าใจว่านี่คงเป็นหมอด้านจิตวิทยา หรือศาสตราจารย์ด้านนี้โดยตรง จึงสามารถทำให้เชลยยอมปริปากพูดได้ นั่นจึงทำให้ฝ่ายพันธมิตรย้ำเป็นหนักหนาให้ทหารของตนเองว่า หากจำเป็นต้องสละเครื่องบิน กระโดดร่มลงดินแดนข้าศึก พวกเขาต้องหนี เพราะพวกเยอรมันมีศาสตราจารย์ด้านการสอบปากคำ ที่จะทำให้พวกเขาคายความลับทางทหารได้ โดยหารู้ไม่ว่าแท้จริงแล้วเป็นฝีมือของ จ่าอากาศตรี อดีตเซลส์แมนขายผ้า

เมื่อสงครามยุติ สชาฟมอบตัวกับทหารอเมริกัน และด้วยวิธีสอบปากคำแบบสบาย ๆ ของเขา ทำให้นายทหารอเมริกันและอังกฤษที่เคยถูกเขาสอบปากคำ ช่วยนำเขาออกมาจากค่ายเชลยสงคราม และทำเรื่องให้เขาได้ไปตั้งรกรากใหม่ที่อเมริกาในปี 1948 และที่นี่เองเขาใช้เวลาเขียนเรื่องราวการทำงานของตนเองในช่วงสงครามลงในนิตยสารที่ชื่อ อาโกซี่ Argosy Magazine นั่นจึงทำให้กองทัพสหรัฐฯ ทราบเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และเชิญให้เขามาอธิบายถึงวิธีการต่าง ๆ ที่เขาทำและเป็นคู่มือในการสอบปากคำของกองทัพอเมริกันต่อไป

ฮานส์ สชาฟ ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบและลาโลกนี้ไปในปี 1992 ด้วยวัย 84 ปี

อ่านเพิ่มเติม :


แหล่งข้อมูลอ้างอิง :

https://www.warhistoryonline.com/world-war-ii/hanns-scharff-master-interrogator.html?fbclid=IwAR2DMHo2FgV8ZUEiGvJGfS1goVFrkUXQRxuak0qTtP_ItXNkaQK_am7DK0U

https://theuijunkie.com/hanns-scharff-interrogation-techniques/

https://psmag.com/social-justice/nazi-interrogator-revealed-value-kindness-84747?fbclid=IwAR2sYGA7Sj5sD_2GMpFZB39m8NAMzYshU6mHCRqBmMcD5yvFgAUM0HfOdQ4

https://www.latimes.com/nation/la-na-fbi-nazi-interrogator-20160610-snap-story.html


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 18 เมษายน 2565