กลศึกชิงนาง อุบายปลิดชีพ “ตั๋งโต๊ะ” อันว่าชายตายเพราะหญิงจริงแท้เอย

เตียวเสี้ยน และตั๋งโต๊ะ

มีคำกลอนบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “อันที่จริงหญิงม้วยก็ด้วยชาย อันว่าชายตายเพราะหญิงจริงแท้เอย” ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงสอนเหล่าสาวกว่า “ไม่มีรูปใดหรือเสียงใด ที่สร้างความกำหนัดยินดีให้แก่บุรุษมากเท่ากับรูปหรือเสียงของสตรี และในทางกลับกัน ไม่มีรูปใดหรือเสียงใด ที่สร้างความกำหนัดยินดีให้แก่สตรีมากเท่ากับรูปหรือเสียงของบุรุษ”

แล้วพระบรมศาสดาก็ตรัสสอนพระอานนท์ เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อสตรีว่า “ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าร่วมทางกับสตรี ถ้าจำเป็นต้องร่วมทางกับสตรี ก็อย่าอยู่ด้วยกันตามลำพังในที่รโหฐาน (ที่ลับตาคน) ถ้าจำเป็นต้องอยู่ด้วยกันในที่รโหฐาน ก็อย่าพูดจากัน ถ้าจำเป็นต้องพูดจากันก็อย่าสบตากัน ถ้าจำเป็นต้องสบตากัน ก็ให้มีสติระลึกรู้ถึงการกระทำของตนเองอยู่ตลอดเวลา อย่าเผลอสติ ทั้งนี้เพราะว่าสตรี คือ ศัตรูของพรหมจรรย์ (การเป็นนักบวช)…”

ส่วนในทางการบริหารเชื่อว่า จุดตายของนักบริหาร นอกจากเรื่องเงินทอง หรือความโปร่งใสในการบริหารการเงินแล้ว เรื่องผู้หญิงหรือเรื่องชู้สาว ก็เป็นสาเหตุหลักที่นำความเสื่อมเสียมาสู่ผู้บริหารที่เป็นผู้ชาย ทั้งนี้เพราะจุดอ่อนของผู้ชายก็คือ เรื่องผู้หญิง ดังนั้นทางการทหารจึงมักใช้ผู้หญิงเป็นสายลับในการทำจารกรรมกับแม่ทัพฝ่ายตรงข้าม หรือพนักงานขายที่เป็นหญิงจะขายสินค้าให้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ชายได้ดีกว่าพนักงานขายที่เป็นชายด้วยกัน รวมทั้งมีผู้บริหารระดับสูงหรือผู้นำประเทศบางคน ต้องหมดสิ้นอนาคตทางการเมือง เพราะเสียหายในเรื่องผู้หญิง เช่น นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่น ที่ตกเป็นข่าวว่าเคยมีสัมพันธ์สวาทกับเกอิชา จนต้องลาออกจากตำแหน่ง เหล่านี้คือบทเรียนที่ผู้บริหารชายพึงใส่ใจระมัดระวัง ดังเรื่องราว ของ “ตั๋งโต๊ะ” ที่จะนำเสนอต่อไปนี้

ภายหลังที่ตั๋งโต๊ะปราบสิบขันที่ได้แล้ว ก็ตั้งตนเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระเจ้าเหี้ยนเต้ (หองจูเหียบ) และได้ทำการขูดรีดภาษีจากราษฎร จนบรรดาขุนนางตงฉินทั้งหลายต้องคิดหาทางกำจัดตั๋งโต๊ะ เช่น เสนาบดีเฒ่าอ้องอุ้น ได้ให้โจโฉซึ่งเป็นคนใช้ใกล้ชิดของตั๋งโต๊ะ ใช้กระบี่สัตเดชลอบฆ่าตั๋งโต๊ะ แต่ก็ทำการไม่สำเร็จ อีกทั้งตั๋งโต๊ะมีองครักษ์เป็นลูกเลี้ยงชื่อว่า “ลิโป้” อันลิโปนี้ มีฝีมือกล้าแข็งยิ่งนัก ขนาดเตียวหุย กวนอู และเล่าปี ทั้ง 3 คน ผนึกกำลังกันเข้าตะลุมบอนกับลิโป้ ยังไม่สามารถเอาชนะเพลงทวนของลิโป้ได้ ดังนั้นใครก็ตามที่คิดจะกำจัดตั๋งโต๊ะ ก็ถูกลิโป้สังหารสิ้น

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้เฒ่าอ้องอุ้นกลุ้มใจในทุกข์ของแผ่นดินจนนอนไม่หลับ ต้องออกมาเดินทอดถอนใจอยู่ในสวนแต่ผู้เดียว ขณะนั้นเอง เตียวเสี้ยนซึ่งเป็นลูกเลี้ยงของอ้องอุ้นเดินมาพบเข้า และได้ทราบความในใจของบิดา ด้วยความกตัญญู นางจึงยอมทำตาม “อุบายศึกชิงนาง” ของบิดา ดังนี้

“ตั๋งโต๊ะนั้น มีบุตรเลี้ยงคนหนึ่งชื่อ ลิโป้ ลิโป้มีฝีมือกล้าหาญ และน้ำใจตั๋งโต๊ะกับลิโปนั้น มักยินดีด้วยสตรีรูปงาม”…”ถ้าเจ้าช่วยกู้แผ่นดินแล้ว พ่อคิดกลอุบายจะยกเจ้าให้แก่ลิโป้ แล้วจึงบอกตั๋งโต๊ะให้มารับเจ้าไปเป็นภรรยา เมื่อเจ้าไปอยู่ด้วยตั๋งโต๊ะนั้น จงทำกลมารยาต่าง ๆ ให้ลิโป้มีความรักใคร่ในตัวเจ้านานไป เห็นตั๋งโต๊ะกับลิโป้จะมีความสงสัยกินแหนงแก่กัน ลิโป้ก็จะฆ่าตั๋งโต๊ะเสีย”

จากนั้นก็ให้คนไปเชิญลิโป้มาที่บ้าน แล้วอ้องอุ้นก็กล่าวว่า อยากยกลูกสาวให้เป็นภรรยาลิโป้ เพราะแน่ใจว่า ลิโป้เป็นคนหนุ่มที่มีอนาคต ควรแก่การฝากผีฝากไข้ เพียงแต่ขอให้ลิโป้หาฤกษ์ดีมาสู่ขอให้ถูกต้องตามประเพณีก็พอ ฝ่ายลิโป้ได้ยินดังนั้นก็ยินดียิ่งนัก กลับบ้านด้วยความกระหยิ่มใจ

คืนต่อมา อ้องอุ้นก็เชิญตั๋งโต๊ะมาที่บ้าน แล้วจัดอาหารและนางระบำรำฟ้อนอย่างดีมาต้อนรับ โดยให้เตียวเสี้ยนร่วมรำด้วย ตั๋งโต๊ะเห็นเข้าเกิดความพอใจ จึงปรารภกับผู้เฒ่าอ้องอุ้น อ้องอุ้นเห็นเป็นไปตามแผนจึงว่า นางเป็นบุตรบุญธรรมของตน และตนก็ตั้งใจจะยกนางให้ เพื่อขอพึ่งบารมีตั๋งโต๊ะในยามแก่เฒ่า โดยมิได้ผัดผ่อนเรื่องฤกษ์ยาม จัดแจงแต่งเกี้ยวให้คนหามไปส่งในราตรีนั้น และตนเองก็ร่วมขบวนไปด้วย

เมื่อส่งตัวเสร็จ ระหว่างทางที่อ้องอุ้นกลับบ้าน พบลิโป้ยืนหน้าเครียดถือทวนดักรออยู่ และต่อว่าอ้องอุ้นที่ยกนางให้ตั๋งโต๊ะ ทั้งที่ออกปากยกนางให้ตนแล้ว อ้องอุ้นจึงว่า ตั๋งโต๊ะมาขอดูตัวว่าที่ลูกสะใภ้ ตนเองก็ไม่กล้าขัด และยังบอกอีกว่า วันนี้ฤกษ์ดีแล้ว จะขอรับตัวนางไปตกแต่งให้ลิโป้อย่างถูกต้อง ตนฟังแล้วก็ยินดีจึงเดินตามไปส่ง ไม่คิดว่าตั๋งโต๊ะจะมีอุบายอันใด ฝ่ายลิโป้ได้ฟังดังนั้นก็ร้อนใจ แต่ไม่รู้จะทำประการใดได้แต่ด้อม ๆ มอง ๆ อยู่ที่หน้าจวนของตั๋งโต๊ะจนรุ่งเช้า จึงมีโอกาสเข้าพบตั๋งโต๊ะ

ฝ่ายเตียวเสี้ยนเห็นลิโป้แอบมองอยู่ ก็แสร้งทำเป็นโศกเศร้า ส่งสายตาคล้ายกับว่า ตนมีความในใจ ใคร่จะพูดจาด้วย ลิโป้เห็นดังนั้น ก็ร้อนรน มองดูนางโดยไม่ยอมละสายตา จนตั๋งโต๊ะเห็นผิดสังเกต คิดว่าแอบมองเมียสาวของตน จึงตวาดเอา เป็นเหตุให้สองพ่อลูกเริ่มไม่ลงรอยกัน

ฝ่ายตั๋งโต๊ะหลงใหลในเตียวเสี้ยนเหมือนวัวแก่หลงหญ้าอ่อน จึงล้มป่วยเพราะไม่คำนึงถึงสังขารของตน ไม่ได้ออกว่าราชการเดือนเศษ นางถือเป็นโอกาสดีที่จะปรนนิบัติให้ตั๋งโต๊ะตายใจ เมื่อลิโป้มาเยี่ยมตั๋งโต๊ะในห้องนอน นางก็ทำประหนึ่งอยากจะพูดจาด้วย แต่กลัวตั๋งโต๊ะจะตื่น ฝ่ายลิโป้เห็นดังนั้น ก็อยากจะไต่ถามความจริงกับนางเช่นกัน แต่ทำได้แค่ส่งสายตาอาวรณ์ จนตั๋งโต๊ะตื่นขึ้น เชื้อไฟเก่าที่กินใจกันอยู่แล้ว ก็โกรธเป็นไฟ ด่าลิโป้ว่า “ไอ้ลิโป้นี้ เสียแรงกูไว้ใจ ดังบุตรในอุทร” บังอาจทำก้อร่อก้อติกกับเมียกู แล้วเรียกให้คนใช้มาไสหัวลิโป้ไปให้พ้น และสั่งห้ามมิให้ลิโป้เข้ามาข้างในนี้อีก ซึ่งเพิ่มความเจ็บแค้นให้ลิโป้มากยิ่งขึ้น

หลายวันต่อมา ลิโป้สบโอกาสเหมาะ จึงแอบมาพบกับเตียวเสี้ยน ณ ศาลาริมสระบัวในสวนดอกไม้ นางแสร้งทำกิริยาเหมือนนางเนื้อระวังภัย เหลียวหน้าแลหลัง เมื่อเห็นปลอดคนก็แกล้งปล่อยโฮต่อหน้าลิโป้ว่าตนได้มอบใจให้ลิโป้แล้ว แต่ต้องมาเสียตัวให้ตั๋งโต๊ะดังนี้ ก็ขอตายให้ประจักษ์ต่อหน้าลิโป้ ว่าแล้วก็ทำท่าจะกระโจนลงน้ำ ลิโป้เห็นนางมีใจสมัครรักใคร่ในตนเช่นนั้น ก็ยิ่งเพิ่มความสงสาร รีบฉวยร่างของนางมากอดไว้ นางก็ทำทีเป็นดิ้นรนจะกระโจนน้ำให้ได้ พร้อมกับพูดว่า “ชาตินี้บุญน้อย เกิดชาติหน้า ขอเป็นภรรยาท่าน” ส่วนลิโป้ก็สวมกอดนางไว้แล้วประกาศว่า “ในชาตินี้ เรามิได้เจ้าเป็นภรรยา เราไม่ขออยู่เป็นชายสืบไป”

จากนั้น นางก็แกล้งถ่วงเวลา รอจนกว่าตั๋งโต๊ะจะกลับมา ด้วยการพูดแทงใจดำลิโป้ว่า “ข้าพเจ้าได้ยินชื่อลือชา ปรากฎแต่ชื่อท่านดังเสียงฟ้า…ว่าเข้มแข็งกล้าหาญในการสงครามหาผู้ใดเสมอมิได้”…”บัดนี้ ได้เห็นแลได้ฟังวาจาของท่านดังนี้ ไม่สมกับคำลือ เมื่อพิเคราะห์ว่า ท่านกลัวอำนาจตั๋งโต๊ะอยู่เป็นอันมากฉะนี้ เห็นคิดการไปไม่ตลอดแล้ว” จากนั้นก็ผลักไสประหนึ่งว่า ต้องการกระโจนน้ำตายให้ได้ ส่วนสายตาก็คอยชำเลืองดูว่า ตั๋งโต๊ะจะมาถึงเมื่อใด

ฝ่ายตั๋งโต๊ะไม่เห็นลิโป้ในที่ประชุมขุนนาง ก็นึกระแวง รีบกลับมายังจวนของตน วิ่งสำรวจไปทั่วทุกแห่ง จนมาพบลิโป้กำลังสวมกอดเมียของตน โดยที่ฝ่ายหญิงพยายามผลักไสเหมือนกับรังเกียจ และจะกระโจนน้ำตาย เพื่อหนีการปลุกปล้ำ ตั๋งโต๊ะโกรธจัด ถึงกับใช้ทวนพุ่งใส่ลิโป้ ซึ่งกำลังกระโจนหนีไปดุจแมวขโมย และประกาศต่อหน้าลิยูว่า “จำจะฆ่าลิโป้เสีย จึงจะหายแค้น”

ฝ่ายลิยูผู้เป็นกุนซือของตั๋งโต๊ะ เกรงศึกชิงนางนี้จะทำให้เสียการใหญ่ จึงกล่าวเตือนตั๋งโต๊ะว่า ระหว่างขุนพลกับนางสนมนั้น ควรจะเลือกขุนพลจึงจะถูก และควรมัดใจให้ลิโป้ภักดี ด้วยการยกนางให้เป็นภรรยาลิโป้ “ท่านจะมาเห็นแก่หญิงคนเดียวนี้ด้วยอันใด”

ฝ่ายเตียวเสี้ยนแอบฟังอยู่ข้างในห้อง ได้ยินลิยูกล่าวให้สติแก่ตั๋งโต๊ะดังนั้น ก็เกรงจะเสียแผน จึงแกล้งทำเป็นร่ำไห้ปริ่มว่าจะขาดใจ ตัดพ้อตั๋งโต๊ะว่า ตนอุตส่าห์ถนอมตัวจนได้เป็นเมียผู้สำเร็จราชการแล้ว จะไม่ยอมเป็นเมียใครอีก ถ้าจะยกตนให้เป็นเมียลิโป้ ตนขอยอมตายดีกว่าอยู่อย่างอัปยศ โดนไม้นี้เข้า ตั๋งโต๊ะ ถึงกับตะเพิดลิยูให้ออกไป ฝ่ายลิยูได้แต่รำพึงว่า “เราทั้งหลายจะพากันฉิบหาย เพราะอีนางเตียวเสี้ยนคนนี้เป็นมั่นคง”

ส่วนผู้เฒ่าอ้องอุ้นก็พยายามใส่ไฟลิโป้ให้โกรธแค้นตั๋งโต๊ะมากยิ่งขึ้น จนลิโป้หลุดปากออกมาว่า “ซึ่งตั๋งโต๊ะ มันเป็นศัตรูทำดังนี้ ข้าพเจ้าจะขอแก้แค้น ฆ่าเสียให้จงได้”…”ถ้าข้าพเจ้ามิได้ฆ่าไอ้ตั๋งโต๊ะ ขอให้อาวุธต่าง ๆ สังหารข้าพเจ้า” ว่าแล้วก็ดื่มเหล้าปนเลือดของตนเองเข้าไป

อุบายศึกชิงนางของผู้เฒ่าอ้องอุ้นได้พุ่งพล่านอยู่ในใจของลิโป้อย่างถึงขีดสุด แล้วจึงปล่อยข่าวว่าพระเจ้าเหี้ยนเต้ประชวร ขอให้ตั๋งโต๊ะเดินทางมาเข้าเฝ้า เพื่อมอบราชสมบัติให้ ตั๋งโต๊ะดีใจจัดขบวนเดินทางไปเมืองหลวง ระหว่างทางถูกทหารของอ้องอุ้นและผู้รักชาติทั้งหลายลอบทำร้าย ตั๋งโต๊ะติดอยู่ในรถ จึงส่งเสียงร้องเรียกให้ลิโป้ช่วย “เฟงเสี๊ยนไปไหน ช่วยพ่อด้วย” ลิโป้ได้ยินก็รับคำ เผ่นพรวดปรากฏกายอยู่ริมรถแล้วขึ้นเสียงตะคอกว่า “มึงเป็นศัตรูราชสมบัติ ไฉนร้องให้กูช่วย” ว่าแล้วก็ใช้เพลงทวนอันเอกอุ แทงฉับเข้าที่คอหอยอย่างแม่นยำ ส่งวิญญาณตั๋งโต๊ะผู้ที่คนสาปแช่งทั้งสิบทิศไปสู่ปรโลก ท่ามกลางความยินดีของทุกผู้คน

และแล้วจอมทรราชตั๋งโต๊ะเสี้ยนหนามอันใหญ่ของแผ่นดิน ต้องมาตายเพราะความสวยของผู้หญิงคนหนึ่ง ดังคำของลิยู “อันว่าชายตายเพราะหญิงจริงแท้เอย”

 


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 กรกฎาคม 2564

บทความก่อนหน้านี้