ทำไม “ปูยี” สละบังลังก์ไป 12 ปี ถึงเพิ่งออกจากพระราชวังต้องห้าม

พระราชวังต้องห้าม

การสถาปนาสาธารณรัฐจีนเกิดขึ้นในวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1912 แต่การสละราชสมบัติของจักรพรรดิปูยีเกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ ในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน หลงอวี้ไทเฮาทรงประกาศ “พระราชโองการสละราชสมบัติ” ในนามของปูยี (ค.ศ. 1906-1967) จักรพรรดิองค์สุดท้าย และราชวงศ์สุดท้ายของจีน

หากปูยีและคณะก็ยังอาศัยอยู่ในพระราชต้องห้าม หรือพระราชวังกู้กงต่อไปได้ตาม “ระเบียบการปฏิบัติต่อพระราชสำนักอย่างดีเป็นกรณีพิเศษ” ที่กำหนดขึ้น และทุกปียังได้รับเงินจำนวน 4 ล้านหยวนจากรัฐบาลสาธารณรัฐจีน

ปูยีขณะนั้นมีอายุเพียง 6 ปี ยังคงพำนักในพระราชวัง ขุนนางที่ยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิงยังคงวนเวียนเข้าออกพระราชวังอยู่บ่อยๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การเมืองอย่างไม่ขาดสาย เช่น การพยายามฟื้นฟูราชวงศ์ชิงของจางซวิน ใน ค.ศ. 1917 ที่แม้จะล้มเหลว หากก็สร้างความไม่พอใจกับบุคคลชิงชังราชสำนักชิง

คลิกอ่านเพิ่มเติม : จีนสมัยสาธารณรัฐ เกิด “กองทัพหางเปีย” ที่ลุกขึ้นฟื้นฟูระบอบราชาธิปไตย

แต่ที่หนักข้อ คือ การรัฐประหารในเดือนตุลาคม ค.ศ. 1924

เดือนตุลาคม ค.ศ. 1924 เฝิงอวี้เสียงก่อรัฐประหารปักกิ่ง เขาคุมขังประธานาธิบดีเฉาคุน-ประธานาธิบดีที่ได้ตำแหน่งมาจากการซื้อเสียงเลือก วันที่ 3 พฤศจิกายน กองทัพของเฝิงอวี้เสียงปลดอาวุธของกองอารักขาเดิมที่ภูเขาจิ่งซาน พระราชวังกู้กง และให้ไปรวมตัวกันที่บริเวณเป่ยย่วนเพื่อรอการจัดกำลังกองพลใหม่

เหตุการณ์นี้ทำให้ราชสำนักชิงรู้สึกตื่นตระหนกและหวาดผวาที่สุด จึงได้ติดต่อกับภายนอกอย่างลับๆ เพื่อหาวิธีรับมือ เมื่อคนฝ่ายพิทักษ์จักรพรรดิเห็นว่า สถานการณ์ในกรุงปักกิ่งสับสนวุ่นวาย ก็ฉวยโอกาสเคลื่อนไหวเช่นกัน ขณะเดียวกันก็เกิดข่าวลือเรื่องการฟื้นฟูระบอบราชาธิปไตยของราชวงศ์ชิงแพร่กระจายไปทั่ว

ลู่จงหลินผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังรับมือสถานการณ์ ทราบข่าวเหล่านี้ก็รีบรายงานให้เฝิงอวี้เสียง และรักษาการนายกรัฐมนตรีหวงฝูทันที พร้อมระบุว่าต้องขับไล่ปูยีออกจากวังโดยเร็ว หากชักช้าเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น หวงฝูจึงเรียกประชุมคณะรัฐมนตรีเป็นการเร่งด่วนในคืนนั้น

ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ปูยีปรับเงื่อนไขการปฏิบัติตาม “ระเบียบการปฏิบัติต่อพระราชสำนักอย่างดีเป็นกรณีพิเศษ”, ให้ปูยีออกจากพระราชวัง และมีการจัดตั้งคณะกรรมการดูแลจัดการจัดการแก้ปัญหาทุกอย่างที่จะตาม

เช้าวันที่ 5 พฤศจิกายน ลู่จงหลินผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังรับมือสถานการณ์ และจางปี้ผู้ตรวจการใหญ่ตำรวจ นำกำลังตำรวจและทหารรวม 60 นาย พร้อมกับหลี่อวี้อิ๋ง-ผู้มีชื่อเสียงในสังคม ไปยังประตูทิศเหนือของพระราชวังกู้กงเพื่อขับไล่ปูยีออกจากพระราชวัง ลู่จงหลินวางกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารไว้นอกพระราชวังกู้กง และสั่งการให้ตัดสายโทรศัพท์ที่เชื่อมกับพระราชวังกู้กงทิ้ง จากนั้นก็นำเจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร 20 นายเข้าไปในพระราชวัง

ลู่จงหลินและคณะตรงไปยังที่พักของปูยี พวกเขาพบว่าราชสำนักชิงกำลังประชุม “เฉพาะพระพักตร์” กันอยู่ พวกลู่จงหลินจึงแสดงเงื่อนไขการปฏิบัติต่อพระราชสำนักอย่างดีเป็นกรณีพิเศษฉบับแก้ไข ซึ่งอนุมัติโดยคณะรัฐมนตรีแก่เส้าอิงผู้เป็นเสนาบดีสำนักพระราชวังทันที และแจ้งจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้ ขอให้เส้าอิงช่วยบอกปูยีย้ายออกจากพระราชวังกู้กงทันที

เส้าอิงที่ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เมื่อตั้งสติได้เข้าก็กดดันหลี่อวี้อิ๋งและลู่จงหลิน ด้วยการตั้งคำถามว่า ทั้งสองต่างเป็นบุตรชายของอดีตขุนนางใหญ่ของราชสำนักชิง เหตุใดจึงทำเช่นนี้

หลี่อวี้อิ๋งยิ้มไม่ตอบอะไร ลู่จงหลินตอบว่า “ท่านควรรู้ไว้ว่า พวกเรามาที่นี่เพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของคณะรัฐมนตรี พวกเราทำเพื่อสาธารณรัฐ ขณะเดียวกันก็ทำเพื่อราชสำนักชิงด้วย หากไม่ใช่พวกเราแล้ว ก็อย่าได้คิดว่าจะได้สบายอกสบายใจเช่นนี้เลย” เส้าอิงจนปัญญาจึงรีบรายงานให้ปูยีทราบ

หลังการปรึกษาหารือ เส้าอิงแจ้งว่า การย้ายทันทีนั้นค่อนข้างลำบาก จึงขอผ่อนเป็นเวลา 3 เดือน หากลู่จงหลินยืนยันว่า ภายในวันนี้ต้องยกเลิกพระนามจักรพรรดิ, ส่งมอบพระราชลัญจกรและพระราชวัง, ต้องย้ายออกจากพระราชวังกู้กงทันที และห้ามย้ายไปที่พระราชวังฤดูร้อนอี๋เหอหยวนด้วย เพราะพระราชวังฤดูร้อนก็จะยึดเป็นของรัฐบาล

เส้าอิงพยายามต่อรองยืดเวลาออกไป แต่เมื่อลู่จงหลินยืนยันหนักแน่น หลังจากเจรจาต่อรองกันอยู่หลายหน สุดท้ายปูยีก็ตอบรับว่าจะออกจากพระราชวัง เวลา 16.00 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1924 ปูยีส่งมอบพระราชลัญจกร เก็บข้าวของส่วนตัว และย้ายออกจากพระราชวังต้องห้ามไปพักที่ตำหนักเดิมของเจ้าชายตำแหน่งคุนแถวสะพานกานสุ่ย ท่ามกลางการเฝ้าดูแลความเคลื่อนไหวและอารักขาของลู่จงหลินและคณะ

หลังจากปูยีออกจากพระราชวังกู้กงไปแล้ว คณะกรรมการดูแลจัดการปัญหาได้ทำบัญชีรายการ และจัดระเบียบโบราณวัตถุมีค่าในพระราชวังกู้กงตามกฎระเบียบข้อบังคับอย่างเคร่งครัด และเตรียมการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์พระราชวังกู้กงซึ่งต้องฝ่าฟันอุปสรรคนานัปการ ในที่สุดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เปิดให้ประชาชนเข้าชมได้ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ค.ศ. 1925

ส่วนปูยีหลังออกจากพระราชวัง ช่วงแรกไปพำนักที่ตำหนักเจ้าชายตำแหน่งคุน จากนั้นก็ไปอยู่เมืองเทียนจิน อย่างลับๆ โดยได้รับความช่วยเหลือจากชาวญี่ปุ่น หลังเหตุการณ์ “18 กันยา” ปูยีก็ไปเป็นจักรพรรดิหุ่นเชิดแห่ง “อาณาจักรแมนจูกัว”

ลดแรง 30% สมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรมในวันที่ 1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 64 ลดราคา 30% แถมฟรีอีก 1 เดือน (12 ฉบับ / 1 ปี + แถมฟรี 1 เดือน) คลิกสมัครหรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


ข้อมูลจาก

เส้าหย่ง, หวังไห่ผิง-เขียน, กำพล ปิยะศิริกุล- แปล. หลังสิ้นบัลลังก์มังกร, สำนักพิมพ์มติชน ตุลาคม 2560


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 มิถุนายน 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป