“ศรีธนญชัย” ฉบับกะเหรี่ยง มีชื่อว่า “จ้อ เกอะ โด่”

ในบรรดาเรื่องเล่าของชาวกะเหรี่ยง เรื่องของ “จ้อ เกอะ โด่” อยู่คู่หมู่บ้าน เล่ากันปากต่อปากมายาวนาน จนสืบค้นหาแหล่งที่มาไม่ได้ ถามคนเฒ่าคนแก่ ก็ได้รับคำตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเรื่องที่เล่ามาแต่โบราณ ตั้งแต่จำความได้ ก็รู้เรื่องของจ้อ เกอะ โด่ กันแล้ว อย่างกับว่าเป็นคนมีชีวิตอยู่ในหมู่บ้าน

จากเรื่องจริงกลายเป็นนิทาน และมีคนแต่งเสริมเติมเข้าไปอีกเป็นจำนวนมาก แม้ว่ารายละเอียดจะเพิ่มแตกต่างกันไปตามแต่ละหมู่บ้าน แต่แก่นเรื่องไม่เคยเปลี่ยน

คือเรื่องของชายเจ้าเล่ห์ ไม่เคยเสียสิ่งใดไปง่ายๆ ข้อต่อรองอยู่บนพื้นฐานของความเจ้าเล่ห์ วางแผนเดินเกมได้แยบยลแม้กระทั่งวันตายก็ยังไม่ตายเปล่า ยังทิ้งร่องรอยไว้ให้คนรับกรรมตามสนอง

จ้อ เกอะ โด่ เป็นสามัญชนที่ออกจะจนยากลำบาก แต่ตั้งแง่งอนจนเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเจ้าเมืองมาตลอด

คราวตลกก็ตลกอย่างขมขื่นจนเลือดตกยางออก

“ฟังกันจนดึก ไม่ง่วงไม่เบื่อ เรื่องหนึ่งจบก็เอาเรื่องใหม่เล่าซ้ำเรื่องเก่าก็ยังสนุกน่าฟัง…” ใครๆ เคยได้ยินเรื่องของจ้อ เกอะ โด่ มักพูดอย่างนั้น หลอกล่อคนเฒ่าให้อยู่จนดึกดื่น เพียงแต่มียาเส้นหรือเมี่ยงเท่านั้น เป็นสินน้ำใจ

เพลงอื่อทา-เพลงพื้นบ้านชาวกะเหรี่ยงบทหนึ่ง

จ้อ เกอะ โด่ เลอะ อ่า แช ทอ

และ เออะ เก ปกา ซือ เกอ พือ

จ้อ เกอะ โด่ จอมขี้เกียจ

ไม่ทำที่ดักหนู

ตามเก็บกระเพาะหนูคนอื่นทิ้ง

เก็บเอามากิน เอามากิน

บนดอย เพลงอื่อทาบทนี้ รู้จักกันตั้งแต่เด็ก ผู้ใหญ่…

ขณะจ้อ เกอะ โด่ ยังอยู่กับแม่ แม่กำลังมีท้อง เคลื่อนไหวตัวลำบาก แม่บอกจ้อ เกอะ โด่ ว่าลูกโตแล้วนะ ลูกตักข้าวกินเองได้แล้ว

จ้อ เกอะ โด่ ขี้เกียจไม่ยอมกินข้าว ไม่อยากตักข้าวเข้าปากนั่งมองกองไฟ ก้มหน้าก้มตามองอยู่อย่างนั้น

แม่ทนมองดูลูกไม่ไหว ก็ปั้นข้าวไปผูกติดกับข้อมือทั้งสองข้าง

จ้อ เกอะ โด่ นั่งนานเกินไป จนง่วงเหงาหาวนอน ปากอ้าสัปหงกลงบนท่อนแขน นาทีนั้นเองปากก็คาบข้าวขั้นมาเคี้ยวเสียทีหนึ่ง

ครั้นพอโตขึ้น เพื่อนๆ ชวนกันเข้าป่า เข้าไปหาผลไม้ จ้อ เกอะ โด่ ไม่อยากเดินมาก ไม่อยากปีนต้นไม้ ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น ก็นอนอ้าปากค้างอยู่ใต้ต้นมะกอก รอให้หน่วนมะกอกตกลงใส่ปาก

พอหน่วยมะกอกตกใส่ปาก ก็เคี้ยวกลืนกินเสียทีหนึ่ง

อยู่มาวันหนึ่งแม่บอกจ้อ เกอะ โด่ ให้เอาควายไปเลี้ยง เช่นเคย มันยืนอยู่นิ่งๆ ไม่ยอมทำอะไร แม่ทนไม่ไหว ก็ให้ผูกเชือกล่ามควายไว้กับข้อมือ พอควายขยับตัวถอยห่างออกไปกินหญ้า จ้อ เกอะ โด่ ก็ค่อยๆ ปล่อยขดเชือก กระทั่งยาวเหยียด

พอตกเย็นก็นั่งดึงเชือกกลับมา

ทุกวันเป็นอย่างนั้น แต่เรื่องที่คาดไม่ถึงก็เกิดขึ้น เมื่อจ้อ เกอะ โด่ นั่งดึงเชือกอยู่ทั้งวันสองวัน ให้รู้สึกว่าปลายเชือกนั้นหนักกว่าปกติ วันที่สามเขาถึงเดินไปดู

ควายโดนขโมยเนื้อไปแล้ว เหลือแต่กระดูก

เขานั่งคิดนอนคิด ทำอย่างไรดีหนอ กระทั่งแดดสาดหนังความจนแห้ง

เขานั่งเหม่ออยู่บนขอนไม้ข้างทางเดิน เห็นพ่อค้าแม่ค้าเดินผ่านไปมา เพื่อเอาสินค้าไปขายยังตลาด สมองเจ้าเล่ห์เริ่มต้นอีกแล้ว

เขาเอาหนังควายไปขึงไว้บนยอดไม้ พอได้จังหวะเหมาะ ก็ปล่อยหนังควายลงมา

พ่อค้าแม่ค้านึกว่าเป็นผี หนีไปคนละทิศคนละทาง

จ้อ เกอะ โด่ ไล่เก็บเงินที่ตกเรี่ยราดได้เป็นกอบเป็นกำ

สมัยนั้นเจ้าเมืองมีอำนาจมาก ทุกคนต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด เจ้าเมืองถามจ้อ เกอะ โด่ ไปเอาเงินมาจากไหนมากมายอย่างนั้น

จ้อ เกอะ หโด่ ตอบด้วยความภูมิใจ เอาหนังควายไปแลก

เจ้าเมืองเห็นเงินมากมาย ก็คิดว่าตัวเองมีควายอยู่มากมายทำไมไม่เอาหนังควายไปแลกกับเงิน

เจ้าเมืองฆ่าควายจนหมดสิ้น แล้วนำเอาหนังควายออกเร่ขาย แต่ไม่มีใครซื้อ จึงเกิดความสงสัยขึ้นมา ว่าจ้อ เกอะ โด่ มีวิธีขายอย่างไร กอปรกับความโมโห จึงสั่งให้ลูกน้องไปเผาบ้านจ้อ เกอะ โด่

ในหัวสมองจ้อ เกอะ โด่ โลดแล่นอีกแล้ว

เขารีบสานก๋วย (ตะกร้าไม้ไผ่) เอากาบไผ่รองตามรูรั่วเสร็จแล้วก็เอาขี้เถ้าใส่จนเต็มก๋วย

หยิบเอาทองวางซุกไว้ส่วนบนของขี้เถ้า แล้วมุ่งไปยังท่าเรือซื้อขาย เขาฝากก๋วยไว้กับพ่อค้าคนหนึ่ง พ่อค้าเห็นว่าในก๋วยเต็มไปด้วยทองคำ ก็คาดหวังไปว่าคงจะได้รับผลตอบแทนบ้างหรอก

จ้อ เกอะ โด่ พูดย้ำว่า ดูแลก๋วยของเขาดีๆ นะ เกิดน้ำท่วมแล้วทองจะหาย

คืนนั้นเองเกิดน้ำท่วมขึ้นมาจริงๆ พัดเอาขี้เถ้าในก๋วยออกไปจนหมด

จ้อ เกอะ โด่ กลับถึงบ้านพร้อมเงินทองจำนวนมากมายเจ้าเมืองสงสัยอีก จึงสั่งลูกน้องให้ไปค้นหาความจริง

“ขายขี้เถ้า” จ้อ เกอะ โด่ พูดอย่างกระหยิ่มยิ้ม “ขี้เถ้ามีอีกเยอะ แต่เฮาเป๊อะ (แบก) ไม่ไหว”

เจ้าเมืองรู้อย่างนั้นก็บ่นกับตัวเอง บ้านเฮาใหญ่โตกว่าตั้งเยอะ ถ้าเผาก็คงได้ขี้เถ้ายี่สิบสามสิบก๋วย คงได้เงินทองมาเป็นกองๆ

เจ้าเมืองจึงสั่งให้ลูกน้องเผาบ้านทันที

แต่ไม่มีใครซื้อขี้เถ้าของเจ้าเมือง

เจ้าเมืองโกรธมาก จึงคิดวางแผนฆ่าจ้อ เกอะ โด่ สั่งลูกน้องให้ไปจับตัวมาให้ได้

จ้อ เกอะ โด่ โดนจับ

เจ้าเมืองสั่งให้ลูกน้องนำไปมัดไว้กับต้นไม้ริมหน้าผา รอคำสั่งให้โค่น

ใครเดินผ่าน จ้อ เกอะ โด่พูดพร่ำรำพันให้ได้ยิน ว่าเขาได้รับโทษหนัก เพราะไม่รับเป็นเขยเจ้าเมือง จึงโดนมัดให้อยู่รอวันตายอย่างนี้

วันหนึ่งคนยี่ช้างผ่านมา ได้ยินดังนั้นก็เกิดอยากจะเป็นเขยเจ้าเมือง ความต่ำต้อยบนหลังช้างคงหมดไปเสียที จึงแก้มัดให้จ้อ เกอะ โด่ พร้อมกับมอบช้างให้ด้วย แล้วผูกตัวเอง รอลูกน้องเจ้าเมืองกลับมา

ลูกน้องเจ้าเมืองมาพร้อมกับขวานเล่มใหญ่ ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกแล้ว ใช้ขวานโค่นต้นไม้ลงหน้าผาทันที

จ้อ เกอะ โด่ กลับเข้าเมือง เจ้าเมืองสงสัยอย่างมากว่ารอดมาได้อย่างไร และยังขี่ช้างมาอีกต่างหาก

“เฮาตายไปแล้ว เฮากลับมาจากเมืองผี ได้ช้างมาหนึ่งตัว ปู่ย่าตายายเจ้าเมืองมีช้างเยอะแยะ” จ้อ เกอะ โด่ เริ่มต้นตั้งแง่ความคิดอันแยบยล

เจ้าเมืองได้ยินก็หลงเชื่อสนิท สั่งให้ลูกน้องสืบค้นหนทางไปเมืองผี

“ต้องผูกเจ้าเมืองไว้กับต้นไม้หน้าผา แล้วตัดต้นไม้ทิ้ง” จ้อ เกอะ โด่ แนะนำ

เจ้าเมืองสั่งให้ลูกน้องทำตาม

เมียเจ้าเมืองคอยการกลับมาอยู่ ๓ วัน ก็ไปถามจ้อ เกอะโด่ ว่าตอนนี้เจ้าเมืองเดินทางไปถึงไหนแล้ว

“กิ่วขึ้นอืด” จ้อ เกอะ โด่ ตอบ

รอจนครบ ๓ วัน เมียเจ้าเมืองก็มาถามประโยคเดิม

จ้อ เกอะ โด่ ก็ไล่ตอบให้รู้แจ้งเห็นจริง… ถึงกิ่วเน่า กิ่วสลาย และสุดท้ายกิ่วกระดูกขาว…

“อย่างนั้นก็ตายน่ะสิ” เมียเจ้าเมืองพูดเสียงหลง

“ไปหาคนตายก็ต้องไปเมืองผี ถามอีกทำไม”...

เมียเจ้าเมืองเสียใจจนคั่งแค้น กลับมาวางแผนคิดกำจัดจ้อ เกอะ โด่ ให้ได้ นางกลับมาต้นเหล้า ต้มให้เป็นยาพิษ ต้มเหล้าให้กลายเป็น “ซีบล่อ”

ใครได้กินซีบล่อ (เหล้าพิษ) คอจะขาดทันที

จ้อ เกอะ โด่ จนมุมตัวเอง รำพันว่าคราวนี้เห็นทีต้องตายแน่ๆ จึงออกไปจับเอาต่อหลวง (เก่อเดอหมื่อ) นำมาใส่ไว้ในขลุ่ย

จับหนูเป็นๆ มาอีกหนึ่งตัว ผูกไว้กับหัวแม่เท้า

เหล้ายาพิษวางอยู่ใกล้มือแล้ว

จ้อ เกอะ โด่ ยกจอกซีบล่อขึ้นดื่ม พร้อมกับคว้าขลุ่ยมาแนบกับปาก นอนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่ม เมียเจ้าเมืองเห็นก็แปลกใจอย่างยิ่ง

ฝีมือปรุงเหล้าพิษเสื่อมไปมากถึงเพียงนี้เชียวหรือ จ้อ เกอะ โด่ ยังนอนกระดิกเท้า แถมยังเป่าขลุ่ยสบายอารมณ์

นางอยากพิสูจน์ให้เห็นจริง จึงยกซีบล่อขึ้นดื่มทันที

จริงจริง ฝีมือต้นเหล้าพิษของนางไม่เปลี่ยน แต่สายเกินแก้ไขอีกแล้ว…

พะตีจอนิ โอโดเชา หัวเราะเหอะๆ บอกว่า มันจะตายอยู่แล้วยังคิดอยากให้คนอื่นตายตามเหมือนกันด้วย จ้อ เกอะ โด่ เอย…

เรื่องของจ้อ เกอะ โด่ กับศรีธนญชัยอย่างกับชีวิตคนๆ เดียวกัน ฉลาดหลักแหลม เจ้าเล่ห์แกมโกง เล่ากันวงไหนก็หัวเราะครื้นเครง หัวเราะถึงตัวละครในตำนาน-นิทานปรัมปรา

แต่หากว่ามันเกิดขึ้นจริงอยู่ในการดำเนินชีวิตวันหนึ่งๆ ก็ขมขื่น น่าหดหู่ และแสนจะโหดร้ายทีเดียว ใครๆ คงไม่อยากเห็นจ้อ เกอะ โด่ เกิดขึ้นในสังคมอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่อาจยืนยันได้ว่า ลูกหลานจ้อ เกอะ โด่ ยังมีชีวิตหลงเหลือ

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป