ตูนิเซียโค่นเผด็จการปกครองประเทศนาน 23 ปี ปฏิวัติสำเร็จในเวลาไม่ถึง 1 เดือนได้อย่างไร

เลขาธิการพรรคฝ่ายค้านตะโกนโจมตีประธานาธิบดีตูนิเซีย นายเบน อลี (Zine El Abidine Ben Ali) หน้ากระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 14 มกราคม ค.ศ. 2011 โดยมีประชาชนร่วมชุมนุมจำนวนมาก (Photo by Fethi Belaid / AFP)

การปฏิวัติที่ตูนิเซียเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2010 นับเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในต้นศตวรรษที่ 21 เพราะเป็นสามารถโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการที่ปกครองประเทศมาถึง 23 ปี โดยใช้เวลาไม่ถึง 1 เดือน และยังเป็นต้นทางของอาหรับสปริง คลื่นปฏิวัติที่ส่งผลสะเทือนไปในประเทศใกล้เคียง อย่างอียิปต์, ลิเบีย, โมร็อกโก, เยเมน, บาห์เรน, จอร์แดน ฯลฯ

สถานการณ์ก่อนปฏิวัติ

ตูนิเซีย หรือ สาธารณรัฐตูนิเซีย เป็นประเทศอาหรับมุสลิมในทวีปแอฟริกาเหนือ ก่อนจะปฏิวัติเดือนธันวาคม 2010  นาย Xine El Abidine Ben Ali หรือ นายเบน อาลี อดีตรัฐมนตรีรัฐประหารรัฐบาลตนเอง แล้วขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เป็นเวลา 23 ปี (1987-2010) โดยพยายามสร้างภาพว่าการบริหารประเทศของเขาเป็นประชาธิปไตย ด้วยมาตรการต่างๆ เช่น

การเปลี่ยนชื่อพรรคการเมืองของเขาจาก Neo-Destour Party เป็น Democratic Constitutional Rally หรือ RCD [Rassemblement Constitutionnel Démocratique], ให้ประชาชนทุกคนสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองได้, ยกเลิกระบบพรรคการเมืองพรรคเดียว, ปล่อยนักโทษการเมืองที่ถูกกุมขัง, อนุญาตให้ผู้ที่ถูกขับออกนอกประเทศกลับเข้าประเทศได้ ฯลฯ

หลังการเลือกตั้งปี 1989 เค้ารางความขัดแย้งก็เกิดขึ้น

แม้พรรครัฐบาลชนะการเลือกตั้งได้คะแนนเสียงมากกว่า 80% แต่ประธานิบดี เบน อาลี เริ่มกังวลว่า กลุ่มฝ่ายค้านเริ่มพลังที่จะนำไปสู่การท้ายทายอำนาจของรัฐบาลในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่ม Hizb Ennahda หรือพรรค Renaissance Party ที่ได้คะแนนเสียง 15 %  ซึ่งเป็นคะแนนที่มากกว่าพรรคฝ่ายค้านทั้งหมดรวมกัน อันนำไปสู่การจับกลุ่มแกนนำ และนักกิจกรรมของพรรคจำนวนมากในเวลาต่อมา และการแก้กฎหมายการเลือกตั้งให้เอื้อประโยชน์กับฝ่ายตนเอง ก่อนการเลือกตั้งปี 1999 ที่ทำให้ นายเบน อาลี เหลือคู่แข่งขันเพียง 2 คน และได้รับชัยชนะอีกครั้ง

รวมถึงปัญหาเศรษฐกิของประเทศ โดยในปี 2008 ตูนิเซียได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางการเงินในยุโรป ส่งผลในตัวเลขการส่งออก, อุตสาหกรรม, การท่องเที่ยว ทั้งหมดลดลง จำนวนผู้ว่างงานและนักศึกษาจบใหม่ตกงานสูงขึ้น 20% เกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจระหว่างประชาชนในเมืองหลวงกับพื้นที่ห่างไกล

ต้นเดือนธันวาคม 2010 หนังสือพิมพ์ การ์เดียน เสนอข่าวการทุจริตคอร์รับชั่นของครอบครัวประธานาธิบดี เบน อาลี โดยเฉพาะบุตรชายวัย 28 ปี ที่เป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวย, ทรงอิทธิพล, ใช้ชีวิตอย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ฯลฯ

การปฏิวัติที่ตูนิเซีย

17 ธันวาคม 2010 นาย Mohammed Bouazizi พ่อค้าผลไม้วัย 26 ปี ถูกเจ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมยึดทรัพย์คือยึดแผงผลไม้และตราชั่ง, ตบหน้าของเขา, ด่อทอบิดาที่เสียชีวิตไปแล้ว ฯลฯ ทำให้ได้รับความอับอาย นาย Mohammed บอกกับเพื่อนของเขาว่า โลกต้องรู้ถึงความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น ก่อนที่เขาจะตัดสินใจประท้วงด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วยการจุดไฟเผาตัวเองหน้าตึกเทศบาลเมือง Sidi Bouzid

การตายของนาย Mohammed คือ ประกายไฟแห่งการปฏิวัติ ผู้คนในเมือง Sidi Bouzid จำนวนมากมายออกมาร่วมชุนมประท้วงรัฐบาล  

20 ธันวาคม 2010 รัฐมนตรีคนหนึ่งในคณะรัฐบาลเดินทางมาที่ในพื้นที่เกิดเหตุหน้าเทศบาลเมือง Sidi Bouzid และประกาศว่าจะให้มอบเงิน 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อแก้ไขปัญหาการว่างงานในประเทศ แต่นั่นไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะประชาชนชนเบื่อหน่ายกับสัญญาที่ไม่เคยเป็นจริงของรัฐบาล ในช่วงการประท้วงในเมืองนั้น วันที่ 22 ธันวาคม 2010 นาย Houcine Falhi ฆ่าตัวตายอีกคน โดยใช้ไฟฟ้าช๊อคตัวเอง

การประท้วงในระดับท้องถิ่นกลายเป็นระดับภูมิภาคและแพร่กระจายไปทั่วประเทศ ประธานาธิบดีเบน อาลี ออกประกาศตำหนิและข่มขู่การลงโทษผู้ประท้วง และมีการใช้กำลังปราบปรามผู้ประท้วงอย่างรุนแรง สถาการณ์การประท้วงจากปัญหาเรื่องการว่างงานกลายเป็นการประท้วงเพื่อขับไล่ประธานาธิบดี โดยมีกลุ่มต่างๆ เข้าร่วมมากขึ้น

7 มกราคม 2011 กองกำลังของรัฐบาล กำลังเข้าปราบปรามจับกุม ผู้สื่อข่าวและโวเซียลมีเดียต่าง, นักกิจกรรมเคลื่อนไหว, ศิลปินเพลงแร็พ, นักแต่งเพลงที่วิจารณ์ประธานาธิบดีเบน อาลี

11 มกราคม 2011 ภาพข่าวตำรวจและกองกำลังความมั่นคงใช้ แก๊สน้ำตา, ทุบตี, จับกุม และกราดยิงผู้ชุมนุมด้วยสันติ ถูกเผยแพร่จากผู้ประท้วงผ่านช่องทางของสื่อสังคมออนไลน์

พรรค PDP ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการจักกุมผู้ประท้วง และเร่งจัดหางานให้พวกเขา ประธานาธิบดีเบน อาลี จึงออกมาประกาศมีใจความหลักคือ เขาจะไม่ลงสมัครเป็นประธานาธิบดีอีกหลังหมดวาระปี 2014, จะให้เสรีภาพแก่ประชาชนมากขึ้น, จะปฏิรูปเศรษฐกิจ, จะสืบสวนข้อเท็จจริงการสังหารผู้ประท้วง และประกาศลดราคาสินค้าบริโภคพื้นฐาน นอกจากนี้ยังสั่งปลดรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาในการปราบปรามการชุมนุม แต่ประธานาธิบดีเบน อาลีก็ปฏิเสธว่าตำรวจไม่ได้ยิงผู้ชุมนุม

แต่ทั้งหมดกลับให้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม การชุมนุมกลับใหญ่ขึ้น

14 มกราคม 2011 ประธานาธิบดีเบน อาลี ให้สัญญาใหม่ว่าจะจัดการเลือกตั้งสภานิติบัญญัติในอีก 6 เดือน พร้อมกับประกาศใช้ความรุนแรง เช่น ประกาศภาวะฉุกเฉิน ห้ามการรวมกลุ่มตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปพื้นที่สาธารณะ, ประกาศเคอร์ฟิวในเวลากลางคืนทั่วเมืองหลวง ที่สำคัญคือสั่งให้ทหารใช้ปืนยิงผู้ชุมนุมที่ขัดคำสั่ง แต่ทหารปฏิเสธ

และในวันนั้นประธานาธิบดีเบน อาลี และภรรยา หลบหนีออกนอกประเทศทางเครื่องบินไปที่ประเทศมอลตา และฝรั่งเศส แต่ไม่ได้รับอนุญาติให้ลงจอด และถูกจับกุมในเวลาต่อมาพร้อมคำพิพากษาความผิดจำคุก 35 ปี

ผู้นำเผด็จการไม่อยู่ แต่ระบอบเผด็จการยังอยู่

เมื่อประธานาธิบดีเบน อาลี จะพ้นจากหน้าที่ ศาลธรรมนูยวินิจฉัยให้  นาย Fouad Mebazza ประธานรัฐสภาดำรงตำแหน่งรักษาประธานาธิบดี นาย Fouad Mebazza จัดตั้งรัฐบาลโดยยึดผู้ที่เคยอยู่ในระบอบเก่า และภักดีกับอดีตประธานาธิบดีเบน อาลี เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ

เมื่อรายชื่อคณะรัฐมนตรีประกาศออกมา เกิดความไม่พอใจอย่างมากตามมา ฝ่ายค้านลาออกจากรัฐสภา, เยาวชนหนุ่มสาวออกมาประท้วงอีกครั้ง (18 มกราคม 2011) จนเกิดการปะทะกัรระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าทีอีกครั้ง  ในที่สุด ประธานาธิบดี, นากรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รักษาการชุดนี้ก็ต้องลาออก

การจัดตั้งคณะรัฐบาลรักษาการเกิดขึ้นอีกครั้ง นายกรัฐมนตรีรักษkการคนใหม่ นาย AI-Baji Caed Essebi สั่งการให้จับกุม, สอบสวน และดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่พรรค RCD ของรัฐบาลเบน อาลี, ครอบครัวและญาติของอดีตประธานาธิบดีเบน อาลี, การยุบพรรค RCD และยึดทรัพย์สินของพรรค (9 มีนาคม 2011) ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ประกาศปล่อยนักโทษการเมือง และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่ในปลายปีนั้นเอง

การปฏิวัติตูนิเซียเกิดขึ้นโดยปราศจากผู้นำ และไม่ได้มาจากประเด็นทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของการว่างงาน หนังสือพิมพ์ The Times ของอังกฤษการยกย่อง นาย Mohammed Bouazizi ประกายไฟแห่งการปฏิวัติ เป็น “บุคคลแห่งปี”


ข้อมูลจาก

ศิวัช ศรีโภคางกุล. การปฏิวัติดอกมะลิ: บทวิเคราะห์ว่าด้วยการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งต้นศตวรรษที่ 21, ใน การประชุมวิชาการแห่งชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ครั้งที่ 10 วันที่ 6-7 ธันวาคม 2556.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25  กันยายน 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป