หลังตรวจราชการหัวเมือง ทำไมกรมพระยาดำรงฯ ทรงเสนอเลิกปกครอง“กินเมือง”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เมื่อทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงออก “ตรวจราชการหัวเมือง”  บรรดาเจ้ากรมการก็กระซิบถามกันว่า “มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น” เพราแต่เดิมต้องมีราชการสำคัญ เช่น เกิดศึกสงคราม เสนาบดีจึงจะเดินทางลงไปในพื้นที่

เมื่อกลับจากการตวจราชการหัวเมืองในครั้งนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทำรายงานกราบทูลความคิดเห็น 2 เรื่อง หนึ่งคือ การจัดตั้งมณฑลใหม่เพิ่มอีก 4 มณฑล (ซึ่งไม่ขอกล่าวรายละเอียดในที่นี้) หนึ่งคือ การเลิกวิธีปกครองโบราณที่เรียกว่า “กินเมือง” ซึ่งรายละเอียดนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพบันทึก ไว้ใน สภาพเมื่อแรกสถาปนา กระทรวงมหาดไทย” [จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำเพื่อสะดวกในการอ่าน ] ว่า

“การปกครองตามหัวเมืองในสมัยนั้น ยังใช้วิธีซึ่งเรียกในกฎหมายเก่าว่า “กินเมือง” อันเป็นแบบเดิม ดูเหมือนจะใช้เช่นเดียวกันทุกประเทศทางตะวันออกนี้ ในเมืองจีนก็ยังเรียกว่ากินเมืองตามภาษาจีน แต่ในเมืองไทยมาถึงชั้นหลังเรียกเปลี่ยนเป็น “ว่าราชการเมือง” ถึงกระนั้นคําว่า “กินเมือง” ก็ยังใช้กันในคําพูด และยังมีอยู่ใน หนังสือเก่าเช่นกฎมณเฑียรบาลเป็นต้น

วิธีปกครองที่เรียกว่ากินเมืองนั้น หลักเดิมคงมาแต่ถือว่าผู้เป็นเจ้าเมืองต้องทิ้งกิจธุระของตนมาประจําทําการปกครองบ้านเมือง ให้ราษฎรอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากภัยอันตราย ราษฎรก็ต้องตอบแทนคุณเจ้าเมืองด้วยออกแรงช่วยทําการงานให้บ้าง หรือแบ่งสิ่งของซึ่งทํามาหาได้ เช่นข้าวปลาอาหารเป็นต้น อันมีเหลือใช้ให้เป็นของกํานัล ช่วยอุปการะมิให้เจ้าเมืองต้องเป็นห่วงในการหาเลี้ยงชีพ ราษฎรมากด้วยกันช่วยคนละเล็กละน้อย เจ้าเมืองก็เป็นสุขสบาย

รัฐบาลในราชธานีไม่ต้องเลี้ยงดู จึงให้ค่าธรรมเนียมในการต่างๆ ที่ทําในหน้าที่เป็นตัวเงินสําหรับใช้สอย กรมการซึ่งเป็นผู้ช่วยเจ้าเมือง ก็ได้รับผลประโยชน์ทํานองเดียวกัน เป็นแต่ลดลงตามศักดิ์

ครั้นจําเนียรกาลนานมา ความเปลี่ยนแปลงในโลกวิสัยทําให้การเลี้ยงชีพต้องอาศัยเงินตรามากขึ้นโดยลําดับ ผลประโยชน์ที่เจ้าเมืองกรมการได้รับอย่างโบราณไม่พอเลี้ยงชีพ จึงต้องคิดหาผลประโยชน์เพิ่มพูนขึ้นในทางอื่น เช่นทําไร่นาค้าขายเป็นต้น ให้มีเงินพอใช้สอยกินอยู่เป็นสุขสบาย

เจ้าเมืองกรมการมีอํานาจที่จะบังคับบัญชาการต่างๆ ตามตําแหน่ง และเคยได้รับอุปการะของราษฎรเป็นประเพณีมาแล้ว ครั้นทํามาหากินก็อาศัยตําแหน่งในราชการเป็นปัจจัยให้ได้ผลประโยชน์ สะดวกดีกว่าบุคคลภายนอก

เปรียบดังเช่น “ทํานา” ก็ได้อาศัย “บอกแขก” ขอแรงราษฎรมาช่วย หรือจะค้าขายเข้าหุ้นกับผู้ใด ก็อาจสงเคราะห์ผู้เป็นหุ้นให้ซื้อง่ายขายคล่องได้กําไรมากขึ้น แม้จนเจ้าภาษีนายอากรได้รับผูกขาดไปจากกรุงเทพฯ ถ้าให้เจ้าเมืองกรมการมีส่วนได้ด้วย ก็ได้รับความสงเคราะห์ให้เก็บภาษีอากรสะดวกขึ้น

จึงเกิดประเพณีหากินด้วยอาศัยตําแหน่ง ในราชการแทบทั่วไป

เจ้าเมืองกรมการที่เกรงความผิดก็ระวังไม่หากินด้วยเบียดเบียนผู้อื่น ต่อเป็นคนโลภจึงเอาทุกอย่างสุดแต่จะได้ ก็มักมีภัยแก่ตัว ดังเช่นผู้ว่าราชการเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งได้เล่าไว้ในนิทานที่ 4 เรื่องห้ามเจ้ามิให้ไปเมืองสุพรรณ…

ยังมีอีกข้อหนึ่งซึ่งข้าพเจ้าคิดเห็น แต่ข้อแรก ว่าจะเป็นความลำบากอย่างใหญ่หลวง คือที่จะไม่มีเงินพอใช้ในการจัดหัวเมือง ข้อนี้ใครๆ ก็เห็นว่าจะต้องเลิกวิธีปกครองอย่าง “กินเมือง”

ดังเช่นพรรณนาไว้ในภาคต้น จะต้องห้ามมิให้เจ้าเมืองกรมการหากินในหน้าที่ราชการ และต่อไปจะต้องใช้แต่ผู้ซึ่งทรงคุณวุฒิสมกับตําแหน่งเป็นเจ้าเมืองกรมการ ซึ่งโดยมากภูมิลําเนาเดิมอยู่ต่างถิ่นเช่นเป็นชาวกรุงเทพฯ เป็นต้น เพราะเหตุทั้ง 2 อย่างนี้

รัฐบาลจําจะต้องให้เงินเดือนข้าราชการหัวเมืองให้พอเลี้ยงชีพ มิฉะนั้นก็ไม่มีใครเป็นเจ้าเมืองกรมการ ใช่แต่เท่านั้น ยังสถานที่ว่าราชการเมืองก็ดี บ้านเรือนที่อยู่ของเจ้าเมืองกรมการก็ดี ล้วนเป็นสมบัติส่วนตัวของเจ้าเมืองกรมการทั้งนั้นดังกล่าวมาแล้ว…”

SUMMER SALE! ลดราคาพิเศษกลับมาแล้ว สมัครสมาชิกรายปีนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ลดราคา 40% เฉพาะสมัครวันที่ 1-30 เม.ย. 64 คลิกดูข้อมูลเพิ่มและสมัครที่นี่


ข้อมูลจาก

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ.“สภาพเมื่อแรกสถาปนา กระทรวงมหาดไทย” ใน,อนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ พระยารามราชภักดี (ม.ล. สวัสดิ์ อิศรางกูร) ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 8 พฤษภาคม 2519


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 พฤษภาคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป