สยามประเทศสมัย ร.6 เคยมี “สมาคมลับ” ลักษณะเดียวกันกับกลุ่ม “ฟรีเมสัน”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว องค์สภานายก กับสมาชิกจิตลดาสโมสร ถ่ายที่สวนสราญรมย์ราว พ.ศ. 2457 (ภาพจากหนังสือ เรื่องของเจ้าพระยามหิธร. ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าพระยามหิธร ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 15 พฤศจิกายน 2499) [เอื้อเฟื้อภาพโดย ธงชัย ลิขิตพรสวรรค์]

แฟนๆ หนังสือของ แดน บราวน์ คงรู้จัก “ฟรีเมสัน” (Freemasonry) เป็นอย่างดี โดยเฉพาะเรื่องราวลี้ลับของสมาคมลับแห่งนี้ ซึ่งไม่น้อยเป็นเรื่องแต่ง เพราะต้องไม่ลืมว่า หนังสือของ แดน บราวน์ ไม่ใช่หนังสือประวัติศาสตร์ แต่เป็นนิยายที่จับเอาเรื่องราวที่เค้าโครงในประวัติศาสตร์มายำให้กลายเป็นเรื่องราวสนุกสนานน่าติดตาม

แต่ในขณะเดียวกัน “ฟรีเมสัน” ก็เป็นองค์กรลับที่มีตัวตนอยู่จริงๆ โดยวิวัฒนาการมาจากสมาคมของเหล่าช่างก่อสร้างวัดวาอารามในช่วงยุคกลาง ก่อนที่จะมีการจัดตั้ง “มหาศาลาสมาคม” (Grand Lodge) เพื่อเป็นศูนย์กลางขององค์กรอย่างเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาครั้งแรกในปี 1717 (พ.ศ. 2260) ที่กรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ และค่อยๆ แพร่หลายเติบโตไปทั่วโลกพร้อมกับการสยายปีกของจักรวรรดินิยมอังกฤษ

และในศตวรรษที่ 19 เรื่องราวและอิทธิพลของฟรีเมสันก็คงเป็นที่รับรู้อย่างแพร่หลายดีไม่เพียงแต่ในดินแดนเครือจักรภพเท่านั้น เพราะแม้แต่ในสยามก็มีการรับเอาธรรมเนียมปฏิบัติของเหล่าฟรีเมสันมาใช้ในการก่อตั้งองค์กรลับในสยามประเทศด้วย

Eye of Providence ที่ปรากฏบนด้านหลังของธนบัตรชนิด 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึงในสัญลักษณ์ที่กลุ่มฟรีเมสันนำมาใช้เช่นกัน (แต่เป็นสัญลักษณ์ที่แพร่หลายอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่ว่าฟรีเมสันสร้างขึ้นมา แล้วสมาชิก หรือใครก็ตามเอาไปใช้เพื่อแสดงความเชื่อโยงกับกลุ่มฟรีเมสัน)
Eye of Providence ที่ปรากฏบนด้านหลังของธนบัตรชนิด 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นหนึงในสัญลักษณ์ที่กลุ่มฟรีเมสันนำมาใช้เช่นกัน แต่มันเป็นสัญลักษณ์ที่แพร่หลายอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่ว่าฟรีเมสันสร้างขึ้นมา แล้วสมาชิก หรือใครก็ตามเอาไปใช้เพื่อแสดงความเชื่อโยงกับกลุ่มฟรีเมสัน

บุคคลผู้ริเริ่มให้มีการจัดตั้งสมาคมลับของกลุ่มชายล้วนในแผ่นดินสยาม มิได้เป็นเพียงสามัญชนคนธรรมดา แต่พระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 อดีตนักเรียนอังกฤษ ที่ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “จิตรลดาสโมสร” ขึ้นโดยรับเอาธรรมเนียมบางประการของฟรีเมสันมาใช้ รวมถึงสัญลักษณ์ประจำสมาคมก็มีลักษณะคล้ายคลึงกับ “Eye of Providence” ของพวกฟรีเมสัน ดังที่ เจ้าพระยามหิธร (ลออ ไกรฤกษ์) อดีตอธิบดีศาลฎีกาที่เป็นสามัญชนคนแรก และหนึ่งในสมาชิกจิตรลดาสโมสร ได้กล่าวถึงความเป็นมาของสมาคมลับแห่งนี้ไว้ว่า

“จิตรลดาสโมสรเป็นที่รวบรวมบุคคลที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงไว้วางพระราชหฤทัย ซึ่งมีทั้งทหารและพลเรือน ทั้งที่รับราชการในและนอกราชสำนัก ทรงหวังว่าบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้ป้องกันภัยให้พระองค์ทุกวิถีทาง จึงทรงตั้งสโมสรนี้ขึ้นเพื่อให้สมาชิกได้มีโอกาสพบปะกันและเฝ้าแหนพระองค์อย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุที่บุคคลเหล่านี้ล้วนแต่อยู่ ‘วงใน’ จึงทรงนำวิธีการบางอย่างของพวกฟรีเมซัน (Free Mason) ซึ่งเป็นสมาคมลับของอังกฤษมาใช้ เช่นให้มีเสื้อครุยสำหรับสมาชิก มีผู้ถือไม้อาญาสิทธิสำหรับลงโทษสมาชิกที่ประพฤติผิดวินัย และมีนายทะเบียนเป็นต้น

ตราของสมาคมนี้เป็นรูปสามเหลี่ยม และสมาชิกมีสิทธิใช้กระดุมสามเหลี่ยมเป็นกระดุมเม็ดแรกของเสื้อแบบราชการ เจ้าพระยามหิธรทำหน้าที่นายทะเบียนของสมาคมนี้ เพื่อให้สมาชิกได้มีโอกาสพบปะกันโดยไม่รู้สึกเบื่อ โดยปกติมักนัดพบกันอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งมีการรับประทานอาหารค่ำพร้อมกัน และบางทีก็มีการแสดงต่างๆ เช่น โขน ลคร ลำตัด ฯลฯ ต่อจากการรับประทานอาหารด้วย

เมื่อดูโดยผิวเผินจึงเห็นเป็นแต่สมาคมสำหรับการรื่นเริง ผู้ใหญ่ท่านเล่าว่าพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงเข้มงวดเรื่องผู้ที่จะเชิญเป็นสมาชิกมาก แม้แต่พระอนุบาลชั้นเจ้าฟ้าบางพระองค์แสดงพระประสงค์จะใคร่เป็นสมาชิกบ้าง ก็ยังไม่โปรดให้รับ จิตรลดาสโมสรนั้นนัดพบกัน ณ ที่ต่างๆ ตามพระราชอัทธยาศัย บางทีนัดพบและเลี้ยงกันที่บางปะอินก็มี”

สำหรับสมาชิกของสมาคมนี้ที่สำคัญๆ นอกจากเจ้าพระยามหิธรแล้วก็มี เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าพระยายมราช และ เจ้าพระยาศุภมิตร เป็นต้น ที่เหลือส่วนใหญ่แล้วก็ล้วนเป็นข้าราชการใกล้ชิด ส่วนที่เป็นชั้นเจ้านายมีเพียง กรมหลวงปราจีนกิติบดี กับ ม.จ. ปิยบุตร์ จักรพันธุ์ เท่านั้น

และจากคำบอกเล่าของ เจ้าพระยามหิธร การจัดตั้งจิตรลดาสโมสรได้เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์สำคัญ นั่นคือเหตุการณ์กบฏ ร.ศ. 130 ซึ่งนั่นน่าจะเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้จัดตั้งสมาคมลับนี้ขึ้น เพื่อหาทางป้องกันและต่อต้านการคิดร้ายต่อพระองค์


อ้างอิง : เรื่องของเจ้าพระยามหิธร (ที่ระลึกในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าพระยามหิธร ณ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ 15 พฤศจิกายน 2499)


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป