ชีวิตในห้วงเผด็จการของ จิตร ภูมิศักดิ์ กับผลงาน และอิทธิพลทางความคิดสู่นักศึกษา

หมายเหตุ: เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงจากเรื่อง “ชีวิตและงาน จิตร ภูมิศักดิ์” ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2547 โดยธนาพล อิ๋วสกุล และคณะ ซึ่งเป็นเนื้อหาจากนิทรรศการในชื่อเดียวกัน จัดที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อพฤษภาคม 2545


ความฝันของคนชื่อจิตร ภูมิศักดิ์ ก่อนที่จะมาเป็นนักคิดคนสำคัญที่มีผลงานส่งผลต่อความคิดของคนรุ่นหลัง เดิมทีแล้ว ในวัยเด็กเขาหลงใหลเรื่องราวเกี่ยวกับปราสาทเขมร วรรณคดีไทยโบราณ และฝันว่าสักวันหนึ่งจะเป็นเช่นนักปราชญ์ราชบัณฑิต เขาจึงเริ่มค้นคว้าศึกษาประวัติศาสตร์ ขยายไปสู่วิชาอื่นๆอีกมากมาย แต่บริบทหลายอย่างในสังคมไทยทำให้ชีวิตเขาไม่อาจเป็นไปตามฝันในวัยเด็ก

จิตรก็เช่นเดียวกับหลายคนที่เกิดและเติบโตในทศวรรษ 2470-2480 ที่ได้รับอิทธิพลความคิดชาตินิยม ทั้งที่มาจากการปลูกฝังของรัฐชาติในสมัยนั้น ประกอบกับความประทับใจขบวนการกู้ชาติในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ที่ได้อาศัยอุดมการณ์ชาตินิยมเป็นเครื่องมือสำคัญในการโค่นล้มลัทธิล่าอาณานิคม

เมื่อจิตรต้องเดินทางไปเรียนหนังสือที่จังหวัดพระตะบอง ระหว่างปี 2488-2489 จิตรได้บันทึกถึงความประทับใจทางการเมืองครั้งแรกของตนว่า

“ที่นั่นได้สัมพันธ์กับเพื่อนชาวเขมรจำนวนมาก เพื่อนเหล่านี้มีความรักชาติเขมรของเขาอย่างแรงกล้า แม้ทางการไทยจะสอนให้เขารักชาติไทย ฯลฯ แต่เขาก็คงยืนหยัดความเป็น “กัมปูเจีย” (กัมพูชา) ของเขาเสมอ และมีการจัดตั้งหน่วยเขมรอิสระกันอย่างกว้างขวางและเปิดเผย…ประชาชนเขมรเคลื่อนไหว “เอ็ยสะระ” (อิสระ) อย่างเต็มที่

…การเคลื่อนไหวเหล่านี้ ข้าพเจ้าติดตามด้วยความสนใจและเห็นอกเห็นใจ เพราะเกลียดชังฝรั่งเศสนักล่าเมืองขึ้นเป็นทุนอยู่แล้ว…แต่ความรู้สึกนี้ก็ค้างอยู่เพียงนั้น มิได้สะท้อนมาถึงเรื่องของประเทศไทยที่กำลังเผชิญหน้ากับอังกฤษ… ซ้ำเกิดความรู้สึกว่าอเมริกาเป็นประเทศนักบุญที่มาช่วยโปรดเมืองไทยให้พ้นการข่มขี่ของอังกฤษ”

จากพระตะบอง จิตรต้องมาเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร และที่นี่เองที่ได้ปลุกความคิดชาตินิยมของจิตรออกมาอีกครั้ง เพราะสถานการณ์ภายในประเทศเกิดความไม่สงบขึ้นจากกรณี “รุมเลี้ยะพ่ะ” ที่เกิดจากชาวจีนสยามส่วนหนึ่งที่ถูกรัฐไทยรังแกมาตลอด ได้เริ่มเรียกร้องสิทธิของตนจนเกิดเป็นการก่อความไม่สงบขึ้น

และเมื่อจิตรได้อ่านบทความของครูจักรกฤษณ์ (สุภางค์) ชื่อ “เมื่อข้าพเจ้าเป็นซินแสโรงเรียนจีน” ได้กระตุ้นให้จิตรคิดไปว่าจีนมีนโยบายที่จะกลืนชาติไทย จิตรจึงหาทางตอบโต้ด้วยการชักชวนเพื่อนไม่ให้ซื้อสินค้าจีน จิตรได้บันทึกเหตุการณ์ในวันนั้นว่า

“12 กุมภาพันธ์ พูดปลุกใจนักเรียนแอนตี้พวกเจ๊กที่มาขายของ…

ครั้งแรกฉันคิดว่าจะเขียนหนังสือเวียน แต่มามานะทีหลังว่าประชุมนักเรียนพูดดีกว่า เลยปรึกษาสมศักดิ์ เขาสนับสนุน ฉันจึงเขียนหนังสือถึงหัวหน้าชั้นต่างๆ ให้ประชุมที่หน้าโรงเรียน ให้ประดิษฐ์และสมศักดิ์นำไปให้ ตกกลางวันพอฉันจะพูด มีนักเรียนมายืนเรียงมากเกือบหมดโรงเรียน แต่ไม่ยอมมารวมกัน ฉันต้องเที่ยวต้อน มีเด็กๆ ถามว่าคนไหนนะที่เซ็นชื่อ จ.ภูมิศักดิ์ (ลายเซ็น) ฉันบอกว่าฉันนี่แหละ ต้องเสียเวลาต้อนคนเกือบ ๕ นาที จึงได้พูดปลุกใจ ให้รักชาติ เกลียดเจ๊ก ไม่ซื้อของเจ๊ก ฉันจะถามอะไรเป็นตอบรักทุกคน เช่นถามว่า “จะนั่งนิ่งดูดายให้ชาติอื่นๆ เขากลืนชาติไทยได้ไหม” “ไม่ได้ๆ” พร้อมกันทุกคน ฯลฯ”

แต่นั่นเป็นความคิดเมื่ออยู่ในวัยเยาว์ จิตรได้สะท้อนผ่านปัญหาคนจีนในเมืองไทยในงานเขียนชิ้นสำคัญ คือ โฉมหน้าของศักดินาไทยสมัยปัจจุบันว่า เขาจะไม่โจมตีคนจีน หรือคนชาติอื่นๆ ที่เป็นประชาชนสามัญ จะโจมตีก็เฉพาะแต่ศัตรูของประชาชนเท่านั้น จิตรก็เขียนไว้ว่า

“พวกศักดินามอมเมาให้คนไทยเกลียด “เจ๊ก” มาแต่โบรมโบราณเต็มที พวกกวีก็พลอยเกลียดชังจีนไปด้วย”

เผยสัมพันธ์จิตร ภูมิศักดิ์ กับ วิลเลียม เจ. เก็ดนีย์ ปราชญ์ทางภาษา-อาจารย์ฝรั่งของเขา

ในช่วงที่จิตรกำลังนักศึกษาแสวงหาความรู้ทางวิชาการ ในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น อยู่ในช่วงทศวรรษ 2490 บรรยากาศภายในมหาลัยนั้นเต็มไปด้วยระบบ SOTUS อย่างเข้มข้นโดยมีหนังสือเล่มสำคัญที่ช่วยถ่ายทอดความคิดคือ มหาวิทยาลัย 23 ตุลาคม ซึ่งเป็นหนังสือประจำปีที่ต้องทำทุกปี

จุดที่ทำให้ชีวิตของจิตรพลิกผันก็คือในช่วงปี 3 จากการไปเปลี่ยนแปลงหนังสือดังกล่าวจากเดิมที่มีการยกย่อง รัชกาลที่ 5 และมีเนื้อหาระบบ SOTUS เขาได้ตัดให้เหลือเรื่องของ ร.5 ขณะที่จิตร ได้เขียนบทความ “พุทธปรัชญาแก้สภาพสังคมตรงกิเลส วัตถุนิยมไดอะเลคติค แก้สภาพสังคมที่ตัวสังคมเอง และแก้ได้ด้วยการปฏิวัติ มิใช่ปฏิรูปตามแบบสิทธารถ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอะเลคติค กับปรัชญาของสิทธารถผิดกันอย่างฉกจรรจ์ตรงนี้” (หรือรู้จักกันอีกชื่อว่า “ผีตองเหลือง”)

เนื้อหาในบทความวิจารณ์ความเสื่อมในแวดวงพระภิกษุสงฆ์ซึ่งหากินในร่มกาสาวพัสตร์ โดยใช้กรอบแนวคิดลัทธิมาร์กซ จิตร ใช้นามปากกว่า “นาครทาส”

แม้หนังสือที่จิตรปรับปรุงจะไม่ได้รับการตีพิมพ์ (แต่หนังสือยังถูก “เข็น” ออกมา โดยแก้ไขเฉพาะหน้า และเปลี่ยนเนื้อหาจำนวนมาก) แต่เรื่องนี้ก็ยังสร้างความไม่พอใจให้กลุ่มนิสิตจนจิตรถูกลงโทษโดยการโยนบก และสภามหาวิทยาลัยพักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี ข้อหามีความคิดโน้มเอียงไปฝ่ายซ้าย นำไปสู่จุดเปลี่ยนในชีวิตของจิตร

จิตร ภูมิศักดิ์ กับกรณีโยนบก “28 ตุลาคม 2496”

หลังจากถูกพักการเรียนในช่วง 2496 และบาดเจ็บจากการโยนบก ช่วงเวลานี้ทำให้เขามีโอกาสคิดโครงร่างวิทยานิพนธ์เรื่องคำเขมรโบราณในภาษาไทย

ขณะเดียวกัน จิตรได้รู้เบื้องลึกของอเมริกามากขึ้น ทำให้หลังจากนี้เขาเปลี่ยนตัวเองไปเป็นปัญญาชนปฏิวัติ ในช่วงที่เข้ารับราชการเป็นครูที่โรงเรียนเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ ควบคู่กับการเรียนปริญญาโทที่วิทยาลัยประสานมิตร จิตรยังเคลื่อนไหวทางการเมืองแบบลับๆ จิตร เล่าว่า ได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ “สับสนซับซ้อน” เช่น โฆษณาหาเสียงเลือกตั้งแก่ผู้สมัครหัวก้าวหน้าในกทม. และจังหวัดอื่น ผลักดันและเตรียมการเคลื่อนไหวของเยาวชนที่ประท้วงเรื่องไม่มีที่เรียน ร่วมในงานต่างๆ ของแนวร่วมสังคมนิยม

ในบรรดาผลงานมากมายของจิตร บทความประวัติศาสตร์ที่ลือลั่นย่อมเป็น “โฉมหน้าศักดินาไทย” ศึกษาสังคมไทยจากสมัยสุโขทัย จนถึงพุทธศตวรรษที่ 25 แต่ประเด็นที่จิตรนำเสนอกลับมีการแสดงออกทางจุดยืนที่แตกต่างจากงานสายดำรงราชานุภาพแบบกลับหัวกลับหางจนอีกฝ่ายต้องออกมาเขียนโต้ตอบ อาทิ หนังสือ “ฝรั่งศักดินา” โดยม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

งาน “โฉมหน้าศักดินาไทย” อาจเป็นงานที่โด่งดังที่สุด แต่ในอีกด้านก็ถูกวิจารณ์ว่า เป็นงานที่แข็งทื่อและตายตัว เนื่องจากนำทฤษฎีวิวัฒนาการสายเดียวของ เฮนรี่ มอร์แกน (Henry Mogan) เป็นกรอบวิเคราะห์ศักดินาไทย

เมื่อสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจเมื่อ 20 ต.ค. 2501 วันรุ่งขึ้น จิตรก็เป็นหนึ่งในคนที่ถูกจับตามคำสั่งจับนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้าย ซึ่งจิตร เล่าว่า จากการสอบสวนของสันติบาลทำให้เห็นว่า เจ้าหน้าที่ไม่รู้เรื่องการปฏิบัติงานทางการเมือง เอาแต่รื้อเรื่องโยนบกมาสอบสวน จิตรและเพื่อนร่วมชะตากรรมถูกขังลืมกว่า 5 ปี โดยไม่มีการดำเนินการใดๆ ซึ่งจิตร ได้ยื่นฟ้องตำรวจสันติบาลข้อหากลั่นแกล้งกักขัง ภายหลังเขาจึงมีอิสรภาพในวันที่ 30 ตุลาคม 2507 ไม่นานหลังจากนั้น จิตร เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2509 ที่จังหวัดสกลนคร ขณะอายุได้ 36 ปี ช่วงเวลาหนึ่ง แนวคิดของเขาถูกทำให้ลืมโดยเผด็จการ

ในช่วงที่สฤษดิ์ กวาดจับนักคิดในช่วงทศวรรษ 2490 ช่วงเวลานั้น ประชาชนถูกทำให้ตัดตัวเองจากอดีต สังคมภายนอก ให้มีชีวิตกับตัวเองและปัจจุบัน ขณะที่ผู้นำคือคนรับผิดชอบเพียงผู้เดียว ยุคสมัยนี้เรียกว่า ยุคพัฒนา ยุคนี้เองที่มหาวิทยาลัยที่เคยเต็มไปด้วยนักศึกษาที่ฝักใฝ่รู้ทางการเมือง กลายเป็นยุคสมัยสายลมแสงแดด เต็มไปด้วยกิจกรรมฟุ่มเฟือย

แต่แล้วนักศึกษากลุ่มหนึ่งไม่พอใจบรรยากาศข้างต้น อันเป็นการเริ่มของ “ยุคแสวงหา” มีการแสวงภูมิปัญญา ซ้ายใหม่ ที่มาจากตะวันตก และยังค้นพบซ้ายเก่า อันมีผลงานของจิตร รวมอยู่ด้วย ยุคสมัยนี้เป็นช่วงที่ผลงานของจิตร กลับมาเป็นที่สนใจ ผลงานของเขาปรากฏในหนังสือนักศึกษาอีกมากมาย ซึ่งผลงานเหล่านี้ส่งอิทธิพลทางความคิดต่อนักศึกษาอิสระที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป