“นาน้อย” ก็ต้องไร้ที่ติ ดูวิธีคัดสาวงามบำเรอผู้นำมองโกลจากบันทึก “มาร์โค โปโล”

ภาพวาดกองคาราวานของมาร์โค โปโล นักเดินทางชาวเวนิสชื่อดังที่เดินทางไปยังจีนในจักรพรรดิกุบไลข่าน โดย Abraham Cresques, Atlas catalan

หลังจากกุบไลข่าน หลานของเจงกิสข่าน สามารถก่อตั้งอาณาจักรมองโกล โค่นล้มราชวงศ์จิน และเข้าไปครอบครองอาณาเขตในที่ราบภาคกลาง สถาปนาราชวงศ์หยวน ในช่วงคริสต์ศักราชที่ 1275 มาร์โค โปโลชาวอิตาเลียนเดินทางมาถึงเมืองซ่างตู ซึ่งกุบไลข่าน ต้อนรับเป็นอย่างดี มาร์โค โปโล รั้งตำแหน่งเป็นขุนนางอยู่ถึง 17 ปี ระหว่างนั้นเขาพบประสบการณ์มากมาย เรื่องที่น่าสนใจย่อมไม่พ้นเรื่องสตรีหลังม่านและการคัดเลือกสาวงาม

เป็นที่ทราบกันว่า ช่วงเวลานั้นชาวมองโกลสามารถครอบครองเขตแดนได้กว้างไกล แต่ระบบต่างๆ ภายในชนเผ่ายังล้าหลัง ครั้นกุบไลข่าน ขึ้นมาปกครองก็ย้อนมาพิจารณาระบบกฎหมายและโครงสร้างต่างๆ ที่เหนือกว่าเข้ามาใช้งานโดยนำระบบที่เคยใช้ในราชวงศ์ในอดีตมาวิเคราะห์หาข้อดีข้อเสีย หลี่เฉวียน นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์จีน บรรยายว่า กุบไลข่านผลักดันให้ใช้ระบบกฎหมายราชวงศ์ฮั่น และปรับระเบียบการครอบครองทรัพย์สินของขุนนาง เพื่อรวมอำนาจมาสู่ศูนย์กลางให้แข็งแกร่ง

ข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ กุบไลข่าน ได้รับความนิยมและการสนับสนุนจากกลุ่มประชาชนที่เพิ่งถูกปกครองจากการอุปถัมภ์อุ้มชูศิลปินและนักปราชญ์ อีกทั้งยังยกเลิกนโยบายปล้นฆ่าชาวฮั่น หันมาดูแลที่นาของชาวฮั่น และคืนที่นาให้ชาวฮั่นซึ่งถูกชาวมองโกลแย่งชิงไป แต่งตั้งขุนนางรับผิดชอบดูแลผลผลิตการเกษตรและชลประทานแทนที่ระบบขูดรีดที่ล้าหลังและการเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน

นอกเหนือจากการนำระบบเก่ามาปรับปรุงใช้งาน กุบไลข่านยังชื่นชมวิถีตามธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของราชสำนักแบบบรรพบุรุษในพื้นที่เดิม สิ่งที่สะท้อนถึงปรากฏการณ์นี้ได้ดีคือแนวคิดประเพณีเรื่องธรรมเนียมเกี่ยวกับสตรีในชนชั้นปกครอง ชาร์ลส ฮูมานา และหวังอู่ ผู้เขียนหนังสือ “ความลับเรื่องเซ็กซ์ของชาวจีน” (Chinese Sex Secrets) ยกตัวอย่างเรื่องการประยุกต์ใช้ธรรมเนียมแห่งราชสำนักที่บอกเล่าบริบทเหล่านี้จากบันทึกประสบการณ์ในตะวันออกของ “มาร์โค โปโล”

มาร์โค โปโล ชาวอิตาลีเป็นลูกของนิโคโล โปโล ซึ่งเดินทางมาค้าขายในตะวันออกและเคยเข้าเฝ้ากุบไลข่าน ด้วยความบังเอิญ มาร์โค โปโล ในวัยเด็กได้รับฟังเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับตะวันออกจากพ่อบ่อยครั้งมากจนอยากเดินทางมาสัมผัส กระทั่งมีโอกาสเหยียบแผ่นดินจีนตามความฝันเมื่ออายุ 17 ปี

การเดินทางของตระกูลโปโลต้องผ่านเส้นทางอันยากลำบากมากมายกว่าจะมาถึงเมืองซ่างตูของราชวงศ์หยวน เมื่อมาถึงแล้ว กุบไลข่านต้อนรับพวกเขาอย่างดี กุบไลข่านถึงกับตั้งให้มาร์โค โปโล เป็นองครักษ์ส่วนพระองค์เมื่อได้ยลบุคลิกที่สุภาพ มีมารยาท และความเฉลียวฉลาดของมาร์โค โปโล

ประสบการณ์ของมาร์โค โปโล ในการเดินทางและอาศัยอยู่ในจีนหลายสิบปีปรากฏอยู่ใน “บันทึกการเดินทางของมาร์โค โปโล” ที่ลือลั่นและแพร่หลายในเวลาต่อมา บันทึกนี้เขียนขึ้นโดยรุสตีซีอาโน นักประพันธ์ที่มาร์โค โปโล พบในคุก (หลังมาร์โค ร่วมสงครามระหว่างเวนิสกับเจนัวและถูกจับเป็นเชลย) โดยอ้างอิงจากสิ่งที่มาร์โค โปโล เล่าให้ฟัง เนื้อหาส่วนหนึ่งบอกเล่าประสบการณ์จากการพบปะกับกุบไลข่าน และบรรยายถึงรายละเอียดหลังม่านของราชวงศ์หยวนอันเกี่ยวข้องกับธรรมเนียมเรื่องสตรีหลายประการ

มาร์โค โปโล เล่าการเข้าพบกุบไลข่าน ว่าพระองค์มีพระเนตรดำขลับและมีนัยน์ตาแบบเจ้าคนนายคนและนักบงการ แม้พระองค์ทรงแสดงท่าทีเป็นกันเองกับผู้เข้าพบ แต่ผู้อื่นยังสามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกได้รับเกียรติที่พระองค์ทรงมีน้ำพระทัยมอบให้ผู้ที่อยู่ในสถานะด้อยกว่า

เมื่อพระองค์ยืนขึ้น คนทั่วไปน่าจะตกใจที่ได้เห็นว่าส่วนสูงของกุบไลข่านก็อยู่ในเกณฑ์ปกติทั่วไป แต่สรีระร่างกายของพระองค์ก็แสดงให้เห็นถึงความแข็งแรง เห็นได้ชัดจากช่วงไหล่ที่กว้างบ่งบอกถึงลักษณะทางกายภาพของคนมีกำลังวังชา มาร์โค โปโล บรรยายไปถึงลักษณะจมูกและปากที่โดดเด่น ขณะที่ผิวกายที่ค่อนไปทางเฉดสีชมพูบ่งบอกถึงภูมิหลังที่น่าจะมาจากทางภูมิภาคทางตอนเหนือ แม้ว่าสภาพแวดล้อมของพระองค์จะรายล้อมไปด้วยความหรูหรา ท่าทีของพระองค์ดูเหมือนยังสามารถเข้ากับการปกครองภูมิภาคที่ห่างไกลได้

สำหรับหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องมเหสีและสนม มาร์โค โปโล บรรยายว่า เท่าที่รับรู้ข้อมูลมา พระองค์มีพระอัครมเหสี 4 คน มเหสีแต่ละคนมีวังเป็นของตัวเอง และมีคนรับใช้ดูแลครบครัน ประกอบด้วย นางกำนัลไม่ต่ำกว่า 300 คน, ขันที 50 คน, องค์รักษ์ประจำวังส่วนพระองค์, เสนาบดี, ผู้ดูแลฉลองพระองค์โดยเฉพาะ รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 ชีวิต

ส่วนกรรมวิธีในการสรรหานางสนมของพระองค์ บันทึกบรรยายไว้ว่า

“เมื่อพระองค์ต้องการเรียกหาหนึ่งในพระอัครมเหสี พวกนางจะถูกนำเข้ามาถึงห้องของพระองค์ นอกเหนือจากภารกิจกับมเหสีเพื่อให้กำเนิดทายาทสืบเชื้อสายต่อแล้ว พระองค์มีพระสนม 500 นาง … หญิงสาวคนโปรดของพระองค์มาจากแคว้นหนึ่งในตาตาร์ เรียกว่า Kungurat ทุก 2 ปีพระองค์จะส่งขันทีที่ไว้ใจไปคัดเลือกสตรี

เกณฑ์การคัดเลือกเริ่มขึ้นเมื่อขันทีจากหลวงมาถึง หญิงสาว (สาวบริสุทธิ์) จะตั้งขบวนต่อหน้ากลุ่มขันที สาวงามที่ผ่านคัดเลือกจะถอยออกจากแถวเพื่อรับการตรวจสอบเพิ่มเติม การตรวจสอบเป็นไปอย่างละเอียดทุกซอกมุมตั้งแต่ใบหน้าและร่างกาย สีผิว สภาพผม ขนาดฟัน ขนาดปาก ตา ขนตา และคิ้ว ไปจนถึงใบหู คอ และลักษณะผิว

การตรวจสอบร่างกายไม่ได้แค่เป็นไปเพื่อสำรวจรูปทรงของร่างกายและพิสูจน์ความบริสุทธิ์เท่านั้น แต่ยังเพื่อการันตีว่าข่านผู้ยิ่งใหญ่จะพบเห็นพื้นที่สงวนนั้นไร้ที่ติ สาวงามอันดับต้น ๆ ที่ได้รับเลือกจะได้รับคะแนนประเมินจาก 16-20 คะแนน

หากข่านผู้ยิ่งใหญ่ต้องการผู้ที่งามที่สุด พระองค์จะรับสั่งเรียกเฉพาะผู้ที่ได้ 20 แต้ม…หญิงที่ได้รับเลือกจะไปอยู่ในการดูแลของหญิงที่รับหน้าที่ดูแลในวังและไปสู่ภรรยาของมหาดเล็ก ซึ่งจะเป็นผู้ตรวจสอบพวกเธอเป็นระยะเพื่อให้มั่นใจว่าพวกนางไม่มีข้อบกพร่องใดๆ ไม่นอนกรน หรือนอนดิ้น ลมปากหวานหอม และเมื่อถึงเวลาเช้าจะไม่มีกลิ่นตัว

หญิงสาวที่ได้รับเลือกในขั้นสุดท้ายจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มละ 6 คน เมื่อถึงเวลาที่พวกเธอจะเข้าถวายงาน หากเธอผ่านช่วงเวลา 3 วัน 3 คืนในห้องของพระองค์ไปแล้ว อีก 6 นางจะเข้ามาแทนที่ แต่หากข่านมีความต้องการเป็นพิเศษ จะมีหญิงสาวถูกเรียกเข้าไปในห้องจัดเตรียมเพื่อเตรียมตัวหากได้รับเรียกตัวขึ้นมา”

แมตเทโอ ริชชี มิชชันนารีชาวอิตาเลียน (1552-1610) ที่เข้ามาในราชสำนักในอีก 300 ปีต่อมาก็บอกเล่าคล้ายกับมาร์โค โปโล คือจักรพรรดิและพระโอรสคัดเลือกมเหสีและสนมจากความงามเป็นหลัก ไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องภูมิหลังส่วนตัวหรือชนชั้นมากนัก พวกเธอถูกคัดเลือกโดยกระบวนการพิเศษเฉพาะ

แต่ไม่ใช่หญิงสาวทุกรายที่ชื่นชมกับเกียรติที่ได้รับและมีความสุขกับชีวิตที่ต้องอยู่แต่ในวังเท่านั้น และต้องแยกจากครอบครัวอย่างสิ้นเชิง ธรรมเนียมการหาสนมของจักรพรรดิยังกลายเป็นต้นแบบให้ประชาชนด้วย ริชชี เล่าว่า ผู้ชายล้วนมีสิทธิมีเมียน้อย ชนชั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเลือกภรรยาแต่อย่างใด ปัจจัยเดียวคือเรื่องความสวยงามภายนอกเท่านั้น เมียน้อยสามารถหาซื้อได้ด้วยทองคำ 100 ชิ้นหรือน้อยกว่านั้นก็ได้


อ้างอิง:

หลี่เฉวียน. ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556

Humana, Charles., Wang Wu. Chinese Sex Secrets : A Look Behind the Screen. Hong Kong: CFW Publications Limited, 1998

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป