“หลวงสงครามวิจารณ์” ภักดีราชวงศ์แต่อาภัพ ฎีกาขอพระราชทานยืมเงินร.7 สู่เหยื่อการเมือง?

หลวงสงครามวิจารณ์ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, 2529)

ช่วงการเมืองเข้มข้นร้อนแรง การดำเนินการกับฝ่ายตรงข้ามที่มีท่าทีคุกคามฝ่ายตัวเองยังมีให้เห็นกันได้ในหลายยุคสมัย ถ้าพูดถึงเหยื่อการเมืองในยุคที่ประชาธิปไตยตั้งต้นแรกแย้มคงต้องย้อนไปพูดถึงนายพันตรี หลวงสงครามวิจารณ์ (มูล ไวสืบข่าว) นายทหารเสนาธิการซึ่งถูกจับข้อหากบฎหลายครั้งสืบเนื่องจากความรู้ ความสามารถ และความจงรักภักดีต่อราชวงศ์จักรี

พ.ต.หลวงสงครามวิจารณ์ (มูล ไวสืบข่าว) เป็นที่รู้จักในหมู่นักการเมือง นักโทษการเมืองที่ร่วมชะตากรรมในเรือนจำพอสมควรจากที่เรื่องราวของพ.ต.หลวงสงครามถูกกล่าวถึงในงานเขียนของนักการเมืองผู้ถูกเนรเทศหลายคน นิยม สุขรองแพ่ง ผู้เขียนบทความ “นายพันตรี หลวงสงครามวิจารณ์ (มูล ไวสืบข่าว) เหยื่อการเมืองยุคประชาธิปไตยแรกแย้ม” ระบุว่า เรื่องของนายทหารเสนาธิการท่านนี้ถูกบันทึกในงานเขียนไม่น้อยกว่า 7 ชิ้น อาทิ วิทยานิพนธ์ และในเอกสารในหอจดหมายเหตุอีกจำนวนหนึ่ง เหยื่อการเมืองยุค พ.ศ. 2475 ถูกบอกเล่าในแง่มุมผลกระทบจากการเมืองในยุคประชาธิปไตยแรกแย้มจนทำให้ครอบครัวแตกกระจาย หมดเนื้อหมดตัว ถึงขั้นไปอยู่กับพระ

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยังถูกจับข้อหากบฎบวรเดช แต่ศาลยกฟ้อง เมื่อติดคุกครั้งที่ 2 ก็ร่างฎีกาเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ 7 แต่ทรงสละราชสมบัติเสียก่อน

นายทหารเสนาธิการที่เคยเป็นทหารอาสาสงครามโลกครั้งที่ 1 เป็นนักเรียนเสนาธิการรุ่นที่ 7 ชื่อเดิมคือ มูล ไวสืบข่าว เกิดปี พ.ศ. 2437

นายกสมาคมสหายสงครามในพระบรมราชูปถัมภ์ (พ.ศ. 2526) ผู้รู้จักกับหลวงสงครามฯ เล่าข้อมูลเกี่ยวกับครอบครัวว่า มารดาของหลวงสงครามฯ เป็นแม่ครัวในบ้านพระยาอัศวบดี (พระยาคทาธร) เจ้ากรมอัศวราช และกรมรถยนต์หลวงในรัชกาลที่ 6

“ท่านไปเรียนที่วัดโพธิ์ เป็นคนเรียนดี ไม่เกเร นิสัยเรียบๆ เฉย ใจดี แต่ลึก ไม่ใช่คนตลกโปกฮา รู้จักผ่อนสั้นผ่อนยาว มีเพื่อนฝูงมาก”

“โตขึ้นก็แยกย้ายกัน ทราบว่าท่านเข้าโรงเรียนนายร้อย พบกันอีกครั้งที่ฝรั่งเศสระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 ท่านเป็นนายร้อยตรีทหารม้า ส่วนผมเป็นพลทหาร ตำแหน่งช่างเครื่องบิน เมื่อพบกัน ท่านได้ให้เงินผม 20 ฟรังซ์ ท่านเป็นนายร้อยตรีเงินเดือน 500 ฟรังซ์”

เมื่อครั้งสงครามในปี พ.ศ. 2461 ร.ต. มูล ไวสืบข่าว สังกัดกองบินทหารบก ออกเดินทางจากสยามไปฝรั่งเศสเพื่อร่วมรบในวันที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2461 สนองพระเดชพระคุณอยู่ในงานพระราชสงครามจนถึงวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2462 จึงเดินทางกลับ ร.ต.มูล ได้รับพระราชทานยศเป็นนายร้อยโท เมื่อเดือนเมษายน 2462 รับราชการในกรมทหารบกม้า ราชบุรีตามเดิม

หลังกลับจากสงคราม ร.ท. มูล ไวสืบข่าว สมรสกับน.ส. อิ่ง สุวรรณาจล (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “อารีย์”) ธิดานายร้อยโทอ้น-นางแดว สุวรรณาจล ผู้เขียนบทความเล่าว่า ร.ท.มูล เป็นที่โปรดปรานของพล.ท. พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเป็นพิเศษ ทรงประทานชื่อให้บุตรของร.ท.มูล ทุกคน คือสมรรค สหัส ภิญโญ และโสภา

แต่ความสนิทสนมนี้ไม่มีผู้ใดทราบว่าจะกลายเป็นผลร้ายต่อร.ท.มูล

การงาน-การเงินสวนทาง

หลังจากการเข้าร่วมสงคราม ร.ท.มูล เจริญก้าวหน้าในหน้าที่ต่อเนื่อง ในปี พ.ศ. 2468 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์ เป็นหลวงสงครามวิจารณ์ ถือศักดินา 600 ปีพ.ศ. 2473 ได้เลื่อนยศเป็นนายพันตรี

แม้ตำแหน่งหน้าที่การงานก้าวหน้า แต่ในเรื่องฐานะการเงินกลับสวนทางกัน เมื่อสถานะการเงินของหลวงสงครามฯ ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากต้องอุปการะเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัวที่มีจำนวนมาก เป็นผลให้ตัดสินใจถวายฎีกาขอพระราชทานยืมเงินส่วนพระองค์จากรัชกาลที่ 7 ลงวันที่ไว้ในปี พ.ศ. 2471

หนังสือกรมราชเลขาธิการ ที่ 300/3107 ลงวันที่ 22 กันยายน 2471 ถึงนายพลโท เทพหัสดิน นายกสมาคมสหายสงคราม มีข้อความระบุว่า เมื่อนำความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท โปรดเกล้าฯ ว่ามีพระราชหฤทัยยินดีจะช่วยเหลือ

ถูกจับครั้งแรก

เหตุการณ์สำคัญในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งหลวงสงครามฯ ไม่ปรากฏในบันทึกว่า ท่านมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางการเมืองครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม คณะราษฎรจำเป็นต้องจับตาหลวงสงครามฯด้วย โดยนิยม อธิบายว่า คณะราษฎรหวาดวะแวงผู้ที่จงรักภักดีหรือใกล้ชิดกับเจ้านาย และผู้ที่วางตัวเป็นกลาง ถึงขั้นแต่งตั้งสายลับติดตามความเคลื่อนไหวผู้ที่เข้าข่ายสงสัยว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลคณะราษฎร

หลังจากสายลับรายงานพฤติการณ์หลวงสงครามฯ ได้วันเดียว วันต่อมาในวันที่ 1 ส.ค. 2475 มีคำสั่งย้ายหลวงสงครามฯ ไปเป็นเสนาธิการจังหวัดทหารบกอยุธยา อีกเดือนเศษก็ถูกปลดจากประจำการ โดยสมุดประวัติรับราชการถูกบันทึกว่า เพราะเป็นต้นเหตุแห่งการวิวาทตั้งแต่ต้นจนปลายในเรื่องการเลี้ยงอาหารและสุราที่สโมสรนายทหารจังหวัดทหารบกอยุธยา ฯลฯ ตามคำชี้แจงของผ.บ.ก.ทหารบก

หลังจากนั้นก็มีเหตุการณ์กบฎบวรเดช เมื่อสิ้นสุดลง รัฐบาลเริ่มกวาดล้างผู้ก่อการ ผู้สนับสนุน และผู้เข้าข่าย เป็นที่รู้กันว่าการจับกุมเป็นแบบเหวี่ยงแห จับมาก่อน และสอบสวน หากไม่มีมูลจึงปล่อยตัวไป แต่หลายท่านที่ถูกปล่อยตัวแล้วถูกพิจารณาโทษทางวินัยถึงไล่ออกจากราชการก็มีอยู่

หลวงสงครามฯ ที่สนิทสนมกับพล.ท. พระองค์เจ้าทศศิริวงศ์ ผู้บังคับบัญชาซึ่งเคยให้การอุปการะ และถูกรัฐบาลติดตามพฤติการณ์อยู่พลอยทำให้หลวงสงครามฯ มีชื่ออยู่ในรายงานสายลับด้วย และหลวงสงครามฯ ถูกจับครั้งแรกเมื่อปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 หลังจากกลับจากชมภาพยนตร์กับภรรยาและบุตร โดยตำรวจพาหลวงสงครามฯ ขึ้นรถโดยไม่ได้แจ้งว่าจะพาไปไหน ตามเอกสารหอจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ต. หลวงสงครามวิจารณ์ถูกขังที่สน.พระราชวัง ถึงวันที่ 27 พ.ย. 2476 จึงย้ายไปที่กระทรวงกลาโหม หลังจากนั้นศาลพิเศษตัดสินยกฟ้อง ปล่อยตัวออกมาเมื่อต้นปี 2477

ถูกจับครั้งที่ 2 

หลวงสงครามฯ ถูกจับครั้งที่ 2 ช่วงกบฎล้มรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2477 ช่วงที่ถูกควบคุมตัวในฐานะผู้ต้องหาก็ถูกงดเบี้ยหวัดเพราะมีความผิดฐานประพฤติชั่วร้ายแรง เบี้ยหวัดที่ถือเป็นรายได้ก้อนสุดท้ายที่มีอยู่ถูกตัดเป็นผลให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน ภรรยาและพี่สาวรับจ้างซักรีดและทำขนมขาย เพื่อนเก่าที่อยากช่วยก็ไม่กล้ายื่นมือเข้ามาเนื่องจากกลัวข้อหาสนับสนุนพวกกบฎ

ลูกของหลวงสงครามฯ แยกย้ายกันอยู่ นิยม อธิบายไว้ว่า สมรรค บุตรคนโตไปอยู่กับพระครูวิบูลย์ฯ วัดราชผาติการาม ซังฮี้ ส่วนสหัส และภิญโญ อยู่กับพระภิกษุหลวงอนุสิทธินนทิการ (อดีตมหาดเล็กใน ร.6) อันเป็นเพื่อนเก่าที่วัดชนะสงคราม

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลวงสงครามฯ ร่างฎีกาขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเป็นครั้งที่ 2 เมื่อกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477 เนื้อหาขอรับพระราชทานยกหนี้ 6,000 บาท และขอพระบารมีปกเกล้าฯ พระราชทานทุน 4,000 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับประกอบอาชีพต่อไป

แต่ร่างฎีกายังไม่ทันพิมพ์และนำขึ้นทูลเกล้าฯ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ ทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2477 ต่อมาในเดือนกันยายน ศาลอาญาพิพากษาจำคุก หลวงสงครามฯ 12 ปี ศาลอุทธรณ์ก็ยืนตามศาลอาญา เมื่อฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้ปล่อยตัว เป็นอันว่า ถูกขังฟรี 2 ปี ตั้งแต่ส.ค. 2477 ถึง ส.ค. 2479

รายละเอียดในฎีกาทำให้ทราบว่า หลวงสงครามฯ ขอพระราชทานยืมเงินส่วนพระองค์ 6,000 บาท โดยเอาที่ดินราชบุรี จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 8 ไร่ จำนองไว้กับกรมพระคลังข้างที่ ผ่อนชำระเงินต้นคืนภายใน 12 ปี

แม้ถูกปล่อยตัวแต่ก็ถูกสันติบาลติดตามจนไม่มีใครกล้าพูดจาติดต่อด้วย หลวงสงครามฯ ไปอยู่กับเพื่อนที่ยะลาในเวลาต่อมา ครั้นเห็นลู่ทางจึงเขียนจดหมายให้ภรรยาเตรียมจัดหาอุปกรณ์เปิดร้านอาหารที่ยะลา

ผลกระทบช่วงการเมืองอลเวง

ในช่วงที่การเมืองปั่นป่วนระหว่าง พ.ศ. 2477-2481 หลวงสงครามฯ ก็ได้รับผลกระทบอีกเช่นกัน เมื่อเหตุการณ์ในวันที่ 9 ธันวาคม 2481 หลวงพิบูลสงครามถูกวางยาพิษในบ้าน เมื่อได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็เริ่มคิดบัญชีกับผู้ที่คิดว่าเป็นปฏิปักษ์

วันที่รัฐบาลออกปฏิบัติการจับกุมบุคคลที่ “คิดว่าจะก่อการไม่สงบแก่ชาติ” เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2481 หลวงสงครามฯ ที่ประกอบอาชีพค้าขายก็ถูกจับกุมด้วย

วันต่อมาสำนักงานโฆษณาการออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ลงวันที่ 30 มกราคม 2481 มีข้อความเรื่องเหตุการณ์จับกุมพ.ต.สงครามวิจารณ์ นายทหารกองหนุน ซึ่งพักที่ยะลา มาควบคุมตัวที่จังหวัดปัตตานี และจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ข้อความส่วนหนึ่งในแถลงการณ์ระบุว่า

“ระหว่างทางจากปัตตานีมาขึ้นรถไฟที่สถานีโคกโพธิ์มีผู้ร้าย 9 คน มีอาวุธครบมือ สมคบกันเข้ามาทำการแย่งชิงตัวหลวงสงครามวิจารณ์ และใช้อาวุธปืนยิงตำรวจได้รับบาดเจ็บสองคน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ได้ทำการยิงเพื่อป้องกันตัว และปรากฏว่าพ.ต.หลวงสงครามวิจารณ์ได้ถูกยิงถึงแก่กรรมเสียแล้ว”

นิยม อธิบายเพิ่มเติมว่า ระหว่างการต่อสู้กัน ในข่าวที่รายงานนั้นบอกว่า หลวงสงครามฯเข้ายื้อแย่งปืนจากตำรวจ ขัดขวางไม่ให้ยิงพรรคพวกของตน จึงเกิดการต่อสู้ขึ้น ตำรวจยิงหลวงสงครามฯตายคาที่ ส่วนคนร้ายหนีรอดไปได้หมด (ศุภโสภณ, 2514)

ข้อสังเกตอีกประการคือ แถลงการณ์ของสำนักโฆษณาการประกาศว่า “ได้ถูกยิงถึงแก่กรรม” แต่สมุดประวัติที่ถูกบันทึกเป็นครั้งสุดท้ายใช้ข้อความว่า “กระสุนได้ลั่นถูกพ.ต.หลวงสงครามฯ ตาย”

ผู้เขียนบทความเล่าว่า ไม่กี่วันต่อมา นางสงครามวิจารณ์ (อารีย์ ไวสืบข่าว) ภรรยาหม้ายได้รับแจ้งจากท่านอธิบดีตำรวจ พ.ต.ท. หลวงอดุลเดชจรัสให้ไปรับหมวกกะโล่ เสื้อ และกระเป๋าของหลวงสงครามฯ ที่สน.ปทุมวัน



อ้างอิง:

นิยม สุขรองแพ่ง. “นายพันตรี หลวงสงครามวิจารณ์ (มูล ไวสืบข่าว) เหยื่อการเมืองยุคประชาธิปไตยแรกแย้ม”. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 7 ฉบับที่ 8 มิถุนายน 2529

เสทื้อน ศุภโสภณ. ชีวิตทางการเมืองของพ.อ.พระยาฤทธิอัคเนย์. พระนคร : วัชรินทร์, 2514

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป