กรมพระยาดำรงฯ ทรงสันนิษฐานสาเหตุ “ช้างป่า” หมดกรุงเทพฯ

ภาพขบวนเสด็จพระราชดำเนินของเหล่ากษัตริย์ แวดล้อมด้วยข้าราชบริพารและเครื่องอิสริยยศพร้อมพรั่งไปยังเขาวงกต จิตรกรรมฝาผนังวัดใหม่เทพนิมิตร,กรุงเทพฯ (ภาพจากหนังสือ "จิตรกรรมฝาผนังหนึ่งในสยาม" จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์เมืองโบราณ)

นับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ช้างถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน สัมพันธ์กับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของคนไทยในอดีตมาตั้งแต่สมัยโบราณ ไม่เพียงแต่ในประเทศไทยเท่านั้น ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ลาว เวียดนาม พม่า กัมพูชา ฯลฯ ก็ล้วนให้ความสำคัญกับช้างมาตั้งแต่โบราณเช่นกัน

ในสังคมไทยช้างถือได้ว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมือง มีความสำคัญกับสังคมไทยมาแต่อดีตกาล ไม่ว่าจะเป็นในช่วงสุโขทัย อยุธยา หรือรัตนโกสินทร์ สัญลักษณ์ของช้างนั้นถูกทำให้กลายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ ถูกนำไปเชื่อมโยงกับพระมหากษัตริย์โดยตลอด ในฐานะของพาหนะในการทำสงครามและเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิราช ช้างจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจและบุญบารมี ไปจนถึงเป็นสัญลักษณ์ของชาติ

ภาพกลุ่มช้างตระกูลต่างๆ จับกลุ่มรวมฝูงกัน จิตรกรรมฝาผนังวัดพระเชตุพนฯ, กรุงเทพฯ (ภาพจากหนังสือ “จิตรกรรมฝาผนังหนึ่งในสยาม” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์เมืองโบราณ)

การล่าช้างเป็นสิ่งที่กษัตริย์ไทยนิยมทำกันมากแต่โบราณ ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา มาจนถึงรัตนโกสินทร์ ในราชสำนักมีเพนียดสำหรับคล้องช้างและมีกรมพระคชบาล ไว้คอยดูแล เลี้ยงช้างหลวง ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปประเทศรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศมีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาเพื่อให้ทันสมัยมากขึ้น ในทางตรงกันข้าม ช้างถูกลดบทบาทและความสำคัญลง และความเจริญที่เข้ามานั้น ทำให้ “ช้างเถื่อนหรือช้างป่า” ในทุ่งหลวงต้องโยกย้ายที่อยู่อาศัยและลดจำนวนลงไป

ช้างเถื่อนหรือช้างป่าในทุ่งหลวงนั้นต่างจากช้างเถื่อนในพื้นที่อื่น ๆ เพราะเป็นช้างโขลงของหลวงที่แต่เดิมเคยอาศัยในทุ่งหลวง เพื่อไว้เลือกจับที่เพนียดเป็นครั้งคราว ส่วนช้างที่ไม่จับก็ปล่อยกลับทุ่งหลวงตามเดิม ในรัชสมัยของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้น ถึงแม้ว่าจะมีการจับช้างให้แขกต่างชาติดู เป็นที่ตื่นตาตื่นใจของชาวต่างชาติ แต่การจับช้างก็ได้เสื่อมความนิยมลงไปเรื่อยๆ

กรมพระยาดำรงราชานุภาพเคยกล่าวถึงช้างเถื่อนหรือช้างป่าในหนังสือนิทานโบราณคดีว่า เคยมีอยู่มากในกรุงเทพฯ “ในเมืองไทยนี้มีช้างเถื่อน (คือช้างป่า) อยู่มากมาแต่ดึกดำบรรพ์ถึงเดียวนี้ ที่ไหนมีช้างเถื่อนยังอยู่ได้ก็ยังมีช้างเถื่อนแทบทุกมณฑล ในมณฑลกรุงเทพฯ นี้ แต่ก่อนก็ยังมีช้างเถื่อนอยู่ในทุ่งหลวงทางภาคตะวันออกแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่แขวงจังหวัดนครนายกตลอดลงมาจนทุ่งบางกระปิในแขวงจังหวัดกรุงเทพฯ” (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. 2543 : 420)

ท่านยังได้อธิบายถึงการพัฒนาและการขยายตัวทางการเกษตร ที่ได้สร้างปัญหาระหว่างช้างเถื่อนและชาวบ้าน “การจับช้างก็เสื่อมทรามลงโดยลำดับ เพราะเป็นเครื่องขัดขวางความเจริญของบ้านเมืองในอย่างอื่น เป็นต้นแต่การบำรุงกสิกรรม ด้วยช้างโขลงอยู่ในทุ่งหลวงกีดขวางการทำนาแต่ยังพอผ่อนผันกันมาได้หลายปี” (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. 2543 : 423)

จนเกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น “คืนวันหนึ่งมีช้างเถื่อนในทุ่งหลวงตัวหนึ่ง เห็นจะเป็นเวลาตกน้ำมัน ขึ้นไปยืนอยู่บนทางรถไฟที่ย่านเชียงราก พอรถไฟบรรทุกสินค้าแล่นขึ้นไปก็ตรงเข้าชนรถไฟช้างก็ตาย รถไฟก็ตกรางทั้งสาย” (สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. 2543 : 424) หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นช้างเถื่อนทั้งหมดได้ถูกกวาดต้อนจากทุ่งหลวงไปอยู่ในป่าเชิงเขาใหญ่ในจังหวัดนครนายก การจับช้างที่เพนียดจึงถูกยกเลิกและช้างเถื่อนก็ หมดไปจากกรุงเทพฯ หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้น

การจากไปของช้างเถื่อนในกรุงเทพฯ จึงเกิดมาจากการพัฒนาของประเทศที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย สะท้อนให้เห็นว่าความเจริญและความเป็นสมัยใหม่ที่ในบางครั้งอาจทำให้เราหลงลืมรากเหง้าของบรรพบุรุษที่สืบต่อกันมาอย่างยาวนาน แม้แต่ช้างที่ถือเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเรามาแต่โบราณก็ตาม

หรือบางที” การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยนั้นไม่ได้พรากช้างเถื่อนไปจากกรุงเทพฯ แต่อาจเป็นเราเองที่เลือกจะพัฒนาจนผลักไสสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของเราออกไปเอง

โปรโมชั่นพิเศษ ส่งท้ายปี ซื้อนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลด 15% พร้อมจัดส่งลงทะเบียนทุกฉบับ แถมฟรีอีก 1 เดือน (1 ฉบับ) เฉพาะวันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2563 คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่นี่


อ้างอิง

หนังสือ “นิทานโบราณคดี”. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. ดอกหญ้า. 2543.

หนังสือ “อยุธยา ยศยิ่งฟ้า ประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรมกรุงศรีอยุธยา ว่าด้วย วิถีชีวิตไพร่ฟ้าข้าไทย”. สุจิตต์ วงษ์เทศ. กองทุนแบ่งปันเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณะ. 2552


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 13 มีนาคม พ.ศ. 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป