“ข้าวสงกรานต์” อาหารชาวมอญ (ข้าวแช่) จากตำนานสงกรานต์ที่ร.3 โปรดให้จารึกที่วัดโพธิ์

ภาพประกอบเนื้อหา - ข้าวแช่ตำรับหนึ่ง จากหนังสือข้างสำรับมอญ โดย องค์ บรรจุน ฉากหลังคือวัดโพธิ์ หรือวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

วันสงกรานต์นี้ ชาวมอญก็ถือว่าวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ โดยเป็นความเชื่อที่ได้แบบอย่างมาจากอินเดียพร้อมๆ กับการยอมรับนับถือพุทธศาสนา

อาหารมอญที่นิยมทำกันในช่วงสงกรานต์เท่านั้นก็คือ ขนมกะละแม และข้าวแช่ โดยเฉพาะข้าวแช่ หรือ ข้าวสงกรานต์ คนมอญเรียกว่า เปิงด้าจก์

สืบที่มาของขนมกะละแม กับร่องรอย “กะละแมสงกรานต์” แบบมอญ ชื่อ “กวาญย์ฮะกอ”

องค์ บรรจุน คอลัมนิสต์ผู้เขียนบทความเกี่ยวกับมอญเล่าว่า คำนี้แปลตรงตัวว่า ข้าวน้ำ เป็นอาหารที่สืบเนื่องมาจากพิธีกรรม ใช้เวลาในการจัดเตรียมค่อนข้างมาก มีขั้นตอนในการทำอย่างพิถีพิถัน เมื่อปรุงเสร็จเรียบร้อยแล้วจะต้องนำไปถวายบูชาต่อเทพยดา จากนั้นจะนำไปถวายพระสงฆ์ แบ่งไปส่งผู้หลักผู้ใหญ่ที่นับถือ ที่เหลือจึงจะนำมาตั้งวงแบ่งกินกันเองภายในครัวเรือน

ตำนานข้าวแช่นั้น สืบเนื่องมาจากตำนานสงกรานต์ของมอญ ดังที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้จารึกไว้ที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (จารึกไว้ในแผ่นศิลารวม 7 แผ่น ติดไว้ที่คอสองในศาลาล้อมพระมณฑปทิศเหนือ ปัจจุบัน (2550-กองบก.ออนไลน์) บางแผ่นหายไปแล้ว)

ตำนานมีว่า เศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรธิดา เป็นที่อับอายแก่ชาวบ้านและวิตกทุกข์ร้อนใจด้วยยังขาดผู้สืบทอดมรดกทรัพย์สินทั้งปวง ได้บวงสรวงบูชาแก่พระอาทิตย์ และพระจันทร์ แต่ผ่านไป 3 ปี ก็ไม่เป็นผล

อยู่มาในวันหนึ่งในหน้าร้อน ผู้คนทั่วไปเฉลิมฉลองเทศกาลปีใหม่ทั่วทั้งชมพูทวีป อันถือว่าเป็นวัน มหาสงกรานต์ เศรษฐีได้พาบริวารไปยังต้นไทรใหญ่ริมน้ำ ที่อยู่ของรุกขเทวดาทั้งหลาย นำข้าวสารล้างน้ำ 7 ครั้ง แล้วหุงบูชารุกขเทวดาประจำต้นไทร ตั้งจิตอธิษฐานขอบุตร รุกขเทวดาจึงไปทูลขอต่อพระอินทร์ พระอินทร์จึงให้เทพบุตรมาจุติเป็นบุตรของเศรษฐีสมความปรารถนา ให้ชื่อว่า ธรรมบาลกุมาร

ชาวมอญได้เชื่อถือสืบมาว่าหากได้กระทำพิธีเช่นว่านี้ บูชาต่อเทวดาในวันสงกรานต์แล้ว เมื่อตั้งจิตอธิษฐานสิ่งใดๆ ย่อมสมหวัง บ้างก็เชื่อมโยงว่าเป็นการบูชาท้าวกบิลพรหม ซึ่งเข้ามาเกี่ยวพันกับลูกชายเศรษฐีในภายหลัง เมื่อท้าวกบิลพรหมท้าพนันถามปัญหา 3 ข้อ หากธรรมบาลกุมารตอบถูก ท้าวกบิลพรหมจะตัดศีรษะของตนขึ้นบูชา และหากธรรมบาลกุมารตอบผิดก็จะต้องถูกตัดศีรษะด้วยเช่นกัน ปริศนาของท้าวกบิลพรหมมีดังนี้ คือ

ยามเช้า ศรี ของมนุษย์อยู่ที่ใด ยามเที่ยง ศรี ของมนุษย์อยู่ที่ใด และยามค่ำ ศรี ของมนุษย์อยู่ที่ใด

ธรรมบาลกุมารตอบได้อย่างถูกต้อง กล่าวคือ ยามเช้า ศรี ของมนุษย์อยู่ที่หน้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างหน้า ยามเที่ยง ศรี ของมนุษย์อยู่ที่อก มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่อก และยามค่ำ ศรี ของมนุษย์อยู่ที่เท้า มนุษย์ทั้งหลายจึงเอาน้ำล้างเท้า

ที่สุดท้าวกบิลพรหมก็ต้องตัดศีรษะของตนตามคำท้า แต่การจะตัดศีรษะของท้าวกบิลพรหมก็มีปัญหาเดือดร้อนให้ลูกสาวทั้ง 7 คน ต้องผลัดเวรกันมาถือพานรองรับปีละคน เพราะหากปล่อยให้ศีรษะตกถึงพื้นดิน โลกธาตุจะลุกไหม้ด้วยไฟบรรลัยกัลป์ หากปล่อยให้ล่องลอยอยู่ในอากาศฝนก็แล้ง รวมทั้งน้ำจะแห้งเหือดหากตกลงไปในมหาสมุทร และนี่เองจึงเป็นที่มาของตำนานนางสงกรานต์

เหตุที่ต้องเท้าความเรื่องท้าวกบิลพรหมและนางสงกรานต์ออกมายืดยาวนั้น เพราะเป็นตำนานที่ผูกโยงเอาไว้ด้วยกันกับตำนานข้าวแช่

สำหรับตัวข้าวแช่นั้น องค์ บรรจุน อธิบายว่า บางถิ่นมีเครื่องเคียงข้าวแช่ 5 ชนิด บางถิ่นมี 7 ชนิด รายละเอียดแตกต่างกันไป (ไม่มีข้อใดผิดข้อใดถูกตายตัว เป็นไปตามสภาพแวดล้อม ฐานะ ความชอบ รวมทั้งการประยุกต์ดัดแปลงของแต่ละถิ่น) ซึ่งรายการหลัก ๆ ทั่วไป ได้แก่ 1. ปลาแห้งป่น 2. เนื้อเค็มฝอย 3. หัวไชโป๊ต้มกะทิ 4. ไข่เค็ม 5. กระเทียมดอง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีมารยาทในการกินข้าวแช่ บทความขององค์ บรรจุน อธิบายไว้ว่า

“จะแบ่งข้าวใส่ถ้วย ตักน้ำที่อบควันเทียนเติมลงในถ้วยพอประมาณ (ถ้าเป็นน้ำแช่เย็น หรือเติมน้ำแข็งภายหลัง ก็จะทำให้ชื่นใจยิ่งขึ้น) แบ่งกับข้าวหรือเครื่องเคียงทุกชนิดใส่ถ้วยละเล็กละน้อยตามต้องการ นำช้อนกลางตักกับข้าวถ่ายลงในช้อนตักข้าวส่วนตัวในชามข้าวของตน ในการรับประทาน จะรับประทานกับข้าวเข้าไปก่อนก็ได้ หรือจะค่อย ๆ เอียงช้อนตักข้าว ให้ข้าวเข้าไปรวมกันแล้วรับประทานพร้อมกัน แต่ต้องระวังไม่ให้กับข้าวหกออกมาปนในชามข้าว เพราะจะทำให้สีสันในชามข้าวเลอะเทอะไม่น่าดู”

วัฒนธรรมการกินข้าวแช่ของชาวมอญมีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีหลักฐานว่าเกิดขึ้นในยุคสมัยใด แต่มีข้อมูลเรื่องการเดินทางเข้าวังของข้าวแช่มาจากการที่สตรีมอญได้เข้ารับราชการฝ่ายใน (เป็นเจ้าจอมหม่อมห้ามของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน) และนำข้าวแช่ขึ้นถวายเป็นเครื่องต้นเสวย จึงเกิดการแพร่หลายไปในวงกว้างทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าวแช่ตระกูลเมืองเพชรบุรี

กรณีนี้ องค์ บรรจุน บรรยายว่า สืบเนื่องมาจากการเสด็จฯ แปรพระราชฐานของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ไปประทับที่พระราชวังพระนครคีรี (เขาวัง) ครั้งนั้นมีเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น เชื้อสายมอญทางเจ้าพระยามหาโยธา (เจ่ง คชเสนี) ที่หลบหนีพม่ามาครั้งกรุงธนบุรี เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นได้ติดตามไปถวายงานพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชวังพระนครคีรีด้วย และคาดว่าในครั้งนั้นเองที่ข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นได้รับการถ่ายทอดไปยังห้องเครื่อง บ่าวไพร่สนมกำนัลได้เรียนรู้ และแพร่หลายไปยังสามัญชนย่านเมืองเพชรบุรีในที่สุด

ข้าวแช่สูตรมอญดั้งเดิมของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นยังจับใจผู้ที่ได้ลิ้มลอง แม้แต่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงกล่าวถึงข้าวแช่ของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นไว้ว่า หากจะกินข้าวแช่ ก็ต้องข้าวแช่เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น

เรื่องนี้หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร ผู้เป็นหลานย่าของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น เคยคลุกคลีรู้รสมือของท่านมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเล่าไว้หนังสือ นิทานชีวิตจริงบางตอนของข้าพเจ้า

เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นท่านเป็นมอญผู้ดี มีความชำนาญ อาจรู้จักกลเม็ดในการทำข้าวแช่ดีกว่าคนทั่วไปก็เป็นได้ อาหารมอญและข้าวแช่ของท่านจึงมีโอกาสขึ้นโต๊ะเสวยมาถึง 3 รัชกาล ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งทุกครั้งที่เสด็จประพาสต้นแถบพระนครศรีอยุธยา เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่นมักสั่งการให้ลากแพที่เป็นเรือนครัวไปรอรับเสด็จล่วงหน้า และแปลงแพเรือนครัวเป็นห้องต้นเครื่องถวายทุกครั้ง

บรรยากาศและเรื่องราวเหล่านี้ยังคงถ่ายทอดมาจนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ที่ยังคงเคารพรัก และติดรสมือของเจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น เสด็จมาเยี่ยมเยียนถึงวัง (กรมพระนเรศร์ฯ) เสมอ โดยเฉพาะเทศกาลสงกรานต์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ต้องเสด็จมาอวยพร และรดน้ำทุกปีมิเคยขาด

ในอดีตการกินข้าวแช่นั้นเกี่ยวข้องกับพิธีกรรม หากแต่ในปัจจุบันผู้คนเชื่อวิทยาศาสตร์มากกว่าฟ้าลิขิต ทว่าข้าวแช่ก็ยังคงได้รับความนิยม อย่างไรก็ตาม หน้าตาและความหมายในการกินได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

หมายเหตุ: เนื้อหานี้คัดย่อและเรียบเรียงจากบทความ “ข้าวสงกรานต์ : อาหารในพิธีกรรมของชาวมอญ (ข้าวแช่)” โดย องค์ บรรจุน ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2550

SUMMER SALE! ลดราคาพิเศษกลับมาแล้ว สมัครสมาชิกรายปีนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ลดราคา 40% เฉพาะสมัครวันที่ 1-30 เม.ย. 64 คลิกดูข้อมูลเพิ่มและสมัครที่นี่


เอกสารอ้างอิง

ชิดชนก กฤดากร, หม่อมเจ้า. (2541). อัตตาหิ อัตตโน นาโถ : นิทานชีวิตจริงบางตอนของข้าพเจ้า. กรุงเทพฯ.

สมบัติ พลายน้อย. (2547). ตรุษสงกรานต์. กรุงเทพฯ : มติชน.

อลิสา รามโกมุท. (2542). เกาะเกร็ด : วิถีชีวิตชุมชนมอญริมน้ำเจ้าพระยา. กรุงเทพฯ : สมาพันธ์.


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 14 เมษายน 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป