“แม่เมือน” นางละครไทยคนสุดท้ายในราชสํานักกัมพูชา และโลกนาฏศิลป์หลังเขมรแดง

แม่เมือน นางรำยอดนิยมของชาวเขมร (ภาพจาก ชัยวัฒน์ เสาทอง / ศิลปวัฒนธรรม พ.ค. 2548)

“แม่เมือน” ดาราภาพยนตร์เขมรที่ชาวเขมรทุกคนรู้จัก “ยายเป็นคนปากน้ำโพค่ะ” แม่เมือนกล่าวเป็นภาษาไทยชัดถ้อยชัดคํากับผู้เขียนซึ่งพบแม่เมือนในปี 1994 ตอนนั้นเธออายุ ปาเข้าไป 79 ปีแล้ว “ยายเป็นคนไทยค่ะ” เธอบอกกับผู้เขียนขณะที่ประวัติของเธอในหนังสือพิมพ์มีพ่อเป็นไทยมีแม่เป็นลาว

เธอติดตามแม่ซึ่งเป็นนางรํามาในราชสํานักตั้งแต่อายุ 14 ในปี 1929 ตามคําชักชวนของเจ้าสีสุวัตถิ์ มุนีวงศ์ และอยู่ได้ปีเดียวแม่เธอก็ต้องกลับไปดูแลพ่อซึ่งป่วย แต่แล้วแม่ก็เสียชีวิตด้วยกาฬโรคและสิ้นไปก่อนพ่อ เมื่อแม่เสียก็อยู่รำต่อ

สมัยอยู่ในวังนั้นแม่เมือนเล่าว่า กลัวจะต้องถูกเรียกให้ “ถวายตัว” แทบแย่ และต่อมาผันตัวเองมาเป็นดาราภาพยนตร์ เธอผ่านช่วงเขมรแดงมาได้เนื่องจากเธอเป็นดารายอดนิยม พวกเขมรแดงไม่ฆ่าเธอ เพราะชอบบทบาทการแสดงของเธอ พวกเขมรแดงชอบให้เธอแสดงนู่นแสดงนี่ให้ชม เธออยู่รอดมาได้จนได้รับรางวัลทางการแสดงเมื่อปี 1996 หลังจากนั้นไม่นานแม่เมือนก็เสียชีวิตลง…

เขมรแบ่งนาฏศิลป์ออกเป็น 3 ประเภท คือ

1. ระบําพระราชทรัพย์ คือระบําในราชสํานัก

2. ระบําประเพณีเขมร คือระบําพื้นบ้าน

3. ระบําประชาปรีย์ คือรําวงในงานรื่นเริงทั่วไป

นาฏศิลป์กัมพูชาก็เป็นเช่นดังศิลปวิทยาการด้านอื่นๆ ของกัมพูชา คือขาดช่วงและองค์ความรู้ถูกทําลายไปในช่วงเขมรแดง ดังนั้นจึงหาเอกสาร ผู้รู้ วิทยากรที่เหลืออยู่ได้ยากเต็มทน

ต่อมาระบําพระราชทรัพย์เปิดกว้างขึ้น เนื่องจากสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนแปลงไป จึงกลายเป็นระบําชั้นสูงเทียบได้กับกรมศิลปากรของไทย แต่ยังเรียกระบําพระราชทรัพย์อยู่

ครูผู้รู้ฝ่ายไทยมักตั้งข้อสังเกตว่าการแสดงของเขมรนั้นมักไม่ครบท่า ไม่ครบเพลง ไม่ครบเครื่อง สัดส่วนมงกุฏไม่งาม เมื่อเทียบกับฝั่งไทย และโดยเฉพาะโขนนั้น ตัวยักษ์ชั้นสูงและลิงชั้นสูงไม่น่าเกรงขาม คงได้ครูยักษ์และลิงชั้นรองจากไทยไปฝึกสอน แต่กระนั้น นาฏศิลป์กัมพูชายังคงมีลักษณะเฉพาะของตัวเองและมีความน่าสนใจเป็นอันมาก ลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจประการหนึ่งนั้นก็คือสามารถรักษาลักษณะเก่าแก่บางประการของละครไทยเอาไว้ได้

เมือกัมพูชาเปิดประเทศใหม่ๆ ประมาณปี ค.ศ. 1992 นั้น ผู้เขียนชมการแสดงของเขมรเจอแต่นางรํารุ่นป้าๆ แต่ตอนนั้นก็พอใจเพราะว่าเชื่อได้ว่า เป็นนางรํารุ่นเก่า หลงรอดจากสงครามมาได้ คนเก่าน่าจะรักษาของเดิมได้ดีกว่าเด็กใหม่ ครั้นหลังจากนั้นมาได้ไม่นานสักกี่ปี กัมพูชาก็ปั้นนางรําเด็กใหม่ หน้าละอ่อนอ้อนแอ้นออกมาสําแดงฝีมือ สร้างความปีติยินดีแก่ผู้ชมว่า ครานี้นาฏศิลป์กัมพูชาไม่ถึงกาลอับเฉา ยังมีผู้สืบทอดการแสดงประจําชาติที่พวกเค้าภาคภูมิใจ

ชาวไทยโดยทั่วๆ ไปโดยมากที่ได้ชมนาฏศิลป์กัมพูชามักให้ความเห็นว่า รำแอ่นเกินไป แต่นี่เป็นลักษณะดั้งเดิมของนาฏศิลป์ไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่เขมรยังรักษาเอาไว้ ขณะที่ครูรําไทยเห็นว่าเขมรนั้นรําช้า หนัก ขณะที่ของไทยนั้นเร็วและเบากว่า ครูเขมรก็ให้ความเห็นเช่นเดียวกัน ครูไทยบางท่านก็ว่าไทยนั้น “รำเก๋” ส่วนเขมรนั้น “รำงาม” การร่ายรําที่เชื่องช้าและมั่นคงของเขมรผนวกกับดนตรีประกอบนั้นเองสร้างมนต์ขลังให้คนดูบังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ที่สามารถสื่อกันได้ระหว่างผู้แสดงและผู้ชม

ความงามทางสุนทรียะเหล่านี้ทําลายกําแพงขวางกั้นทางวัฒนธรรม คนต่างชาติต่างวัฒนธรรมเมื่อได้ชมก็เห็นว่างามหลาย ลักษณะการแสดงออกของตัวละครเขมรนั้น บางทีก็ดูเป็นโบราณกว่าของไทย เนื่องจากสังคมเขมรทุกวันนี้ (2548) ยังไม่มีความเจริญทางวัตถุมากเหมือนไทยในปัจจุบัน ดังนั้นจึงรักษาอารมณ์คนโบราณได้ดีกว่า

ลักษณะของการร่ายรําที่เชื่องช้าทําให้นางเขมรรำได้พร้อมเพรียงกันราวกับมีลมหายใจอันเดียวกัน หากชมระบําหมู่จะพบว่าการตั้งมือตั้งไม้เท่ากันหมด แสดงให้เห็นการฝึกซ้อมด้วยกันเป็นอย่างดี ขณะที่ผู้เขียนไม่พบลักษณะเช่นนี้ในนาฏศิลป์ไทย

เครื่องละครเขมรเมื่อดูบนเวทีอาจดูอับแสงกว่าเครื่องละครไทย เนื่องจากใช้เพชรน้อยและเม็ดเล็กกว่า แต่เมื่อหยิบมาดูใกล้ๆ แล้ว จะเห็นฝีมือเชิงช่างที่แสดงความสามารถในการปักเครื่องที่ยังรักษาไว้ได้ดี เราอาจเห็นเค้ารอยบางอย่างในละครเขมรที่เคยเป็นของไทย ขณะที่ไทยเราปัจจุบันไม่ได้รักษาลักษณะเช่นนี้แล้ว ในการสวมเครื่องละครบางชิ้น เช่น ดอกไม้ปลาย มือ ปะวะหล่ำกําไลข้อมือข้อเท้าเต็มเครื่องเหมือนละครไทยโบราณ

สมเด็จพระมหากษัตริยานีกุสุมะนารีรัตน์ พระราชมารดาของเจ้าสีหนุ พระนางทรงทํานุบํารุงการละครเขมรให้รุ่งเรือง พระนางจึงทรงเป็นพระมารดาแห่งนาฏศิลป์กัมพูชาก็ว่าได้

ระบําอัปสราเกิดขึ้นด้วยคุณูปการของพระนาง โดยนางอัปสราตัวเอกองค์แรกคือเจ้าหญิงบุพผาเทวี พระราชธิดาในเจ้าสีหนุ เป็นระบําที่กําเนิดขึ้นเพื่อเข้าฉากภาพยนตร์เกี่ยวกับนครวัดที่กํากับโดย Marchel Camus ชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า L’Oiseau du Paradis ก็คือ The Bird of Paradise หลังจากนั้น ระบําอัปสราก็เป็นระบําขวัญใจชาวกัมพูชา ใครได้เป็นตัวเอกในระบําอัปสรานั้นเชื่อได้ว่าเป็นตัวนางชั้นยอดแห่งยุคสมัย

นครวัดเป็นอุดมคติแห่งชาติกัมพูชา นางอัปสราในนครวัดก็เป็นอุดมคติแห่งสตรีเขมร ดังนั้น การชุบชีวิตนางอัปสราออกมาเป็นระบําระดับชาตินั้น มีความหมายในเชิงชาติพันธุ์นิยม เพื่อให้เข้าถึงสัญลักษณ์สูงสุดแห่งสตรีแขมร์ ระบําอัปสรามีชื่อเสียงขึ้นมาด้วยการอิงบนความยิ่งใหญ่ของนครวัด และระบําอัปสราก็จําลองภาพสลักที่แน่นิ่งไร้ความเคลื่อนไหวในนครวัดให้หลุดออกมามีชีวิต

ผู้เขียนสันนิษฐานว่าดอกไม้เหนือเศียรนางอัปสราส่วนใหญ่ในปราสาทนครวัดคือดอกฉัตรพระอินทร์ เนื่องจากรูปทรงของดอกชนิดนี้พ้องกันกับภาพสลัก เขมรเรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า “ดอกเสนียดสก” เสนียด คือสิ่งที่เอามาเสียด และสก คือผม ชื่อของดอกไม้บ่งบอกว่า เป็นดอกสําหรับเสียดผม เข้าใจว่าสมัยโบราณสตรีชั้นสูงของเขมรคงประดับ ศีรษะด้วยดอกไม้หลายชนิด หนึ่งในนั้นคือดอกฉัตรพระอินทร์ ดังหลักฐานภาพสลักนางอัปสราที่พบในปราสาทหินขอม ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของช่างสลักจากที่ได้เห็นของจริง

นาฏศิลป์ของเขมรนั้นมีดีอยู่อย่างคือคนที่มารำไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนต้องได้รับฝึกมาเป็นอย่างดีก่อนขึ้นเวที และมักเป็นนักเรียนนาฏศิลป์โดยตรง หามีซ้อมก่อนออกงานเดือนสองเดือนแล้วขึ้นเวทีไปควักกะปิให้คนดูรําคาญตารําคาญใจอย่างใดไม่

นักเรียนนาฏศิลป์ก็นุ่งผ้าแดงเช่นเดียวกับไทย ตัวพระนุ่งผ้าน้ำเงิน แต่บางภาพก็เห็นนุ่งแดงกันทั้งโรง แต่สวมเสื้อคอกลมรัดตัว แขนสั้น เสื้อรัดตัวนั้นทําให้สังเกตสังกาการดัดและจัดสรีระได้ง่าย ปัจจุบันมีสอนกันที่มหาวิทยาลัยภูมินท์วิจิตรศิลปะที่ข้างพระบรมมหาราชวังกรุงพนมเปญ และสากลวิทยาลัยวิจิตรศิลปะ

เขมรอ้างว่าท่าร่ายรําของเขมรมี ถึง 4,500 ท่า เป็นเรื่องสุดวิสัยที่จะมานั่งนับว่ามีเท่านั้นจริงหรือไม่ ท่ารําที่ดูโดดเด่นของเขมรคือท่าพักเท้าไว้บนน่องอีกข้างหนึ่ง โดยรับน้ำหนักตัวไว้บนขาข้างเดียว ซึ่งท่านี้เราก็พบในท่ารําเก่าๆ ของไทย แต่คงไม่ตั้งชันเท่ากับที่ปรากฏในภาพสลักฝาผนังบนปราสาทหินขอมดอก และอีกท่าคือนิยมตั้งส้นเท้าค้างกับพื้นเมื่อก้าวเท้า ซึ่งนับได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของเขมรอีกประการหนึ่ง

ตัวนางเขมรมักอวบ เหตุผลก็คือตัวนางที่ห่มสไบนั้นจําต้องเปิดหัวไหล่ หากตัวนางผอมโกร่งเวลาห่มสไบจะเห็นกระดูกไหปลาร้า ดูไม่งามตา หากสูงยาวเข่าดีควรต้องไปหัดพระ

ผู้เขียนเคยเห็นนางละครเขมรเก็บขนตาปลอมโดยม้วนไว้กับใบตองแห้งก็แปลกตาดี ขนตาที่ถักเองจะงอนไปตามม้วนใบตองแห้งนั้น ทั้งๆ ที่สมัยนี้ก็มีขนตาปลอมจากเมืองไทยวางขายในตลาดแล้ว

ละครโขนยังมีแสดงอยู่บ้าง แน่นอนไม่พ้นตอนสั้นๆ ของเรื่องรามเกียรติ์ ส่วนหนังใหญ่นั้นที่มีชื่อเสียงคือ คณะที่จังหวัดเสียมเรียบ นับว่ายังรักษาจังหวะท่าทางเป็นหนังใหญ่อยู่

ขณะที่คณะที่พนมเปญคนแสดงเป็น “นาฏการี” ซึ่งมีพื้นละครโขนและนาฏศิลป์ เล่นได้จับฉ่าย ท่าทางจึงเป็นท่าทางแบบนาฏศิลป์ไม่ใช่ลีลาหนังใหญ่แบบเสียมเรียบ ครูหนังใหญ่รุ่นเก่าของเสียมเรียบเรียกหนังใหญ่ว่า “นัง” ซึ่งก็มาจากคําไทย “หนัง” นั่นเอง แต่ส่วนคณะนาฏศิลป์ที่เสียมเรียบที่นิยมจัดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติดูนั้น ฝีมือทรามกว่าคณะที่พนมเปญ ก็เหมือนระบําของไทยที่ทําให้นักท่องเที่ยวดูนั้นแล กระไรจะสู้กรมศิลป์

ส่วนระบําพื้นบ้านนั้นมักเป็นระบําที่แสดงวิถีชีวิตชาวบ้าน การทํามาหากิน หรือการเลี้ยงฉลองพิธีกรรมของชนกลุ่มน้อย เช่น ระบําจับปลา ระบําเก็บกระวาน ระบําสวิง ระบําตรุด ระบํานกยูง ระบํากะลา ระบําของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ทั้งชาวจาม ชาวส่วย ชาวพนอง และรําวงในงานรื่นเริงนั้นก็เป็นประเพณีที่ดีงาม แต่ลีลาของมือนั้นแตกต่างจากไทย คือหมุนมือเข้าหาตัวขึ้นบนและผายออกนอกตัว ไม่มีการจีบนิ้ว

ผู้เขียนเคยไปเที่ยวจังหวัดกําปงจาม และเห็นคนหนุ่มสาวที่นั่นเล่นเพลงปฏิพากย์กัน ร้องรําโต้ตอบกันเองเมื่อพากันมาเที่ยวบนเขา โดยไม่มีผู้ชม นับว่าการละเล่นพื้นบ้านชนิดนี้ของกัมพูชายังสดและมีชีวิตอยู่ แถมยังเล่นกันโดยคนหนุ่มสาว ขณะที่บ้านเราเพลงปฏิพากย์กลายเป็นการแสดงหรือการสาธิตไปหมดแล้ว ก็ยินดีแก่ใจเมื่อได้เห็นของจริง

กัมพูชานั้นจัดการแสดงละเม็ง ละครให้ได้ชมอยู่เนืองๆ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล เจ้านาย และต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “อัลลิยอง ฟรองเซส์” ศูนย์วัฒนธรรมฝรั่งเศสที่กรุงพนมเปญ ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนศิลปะประจําชาติชนิดนี้ของกัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง การแสดงนาฏศิลป์กัมพูชาที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวไปด้วยคือมหรสพอังกอร์ จัดแสดงรามเกียรติ์นานาชาติที่จัดแสดงที่นครวัดและนครธม ผู้ชมจะได้มีโอกาสเที่ยวนครวัด ปราสาทหินทั้งเมืองเสียมเรียบ และชมนาฏศิลป์กัมพูชาที่แสดงโดยนักแสดงฝีมือระดับชาติด้วย เป็นงานที่ไม่ควรพลาด และมีผู้คนจากทั่วโลกรอชมงานนี้…


หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความชื่อ “นาฏศิลป์กัมพูชา” โดย ชัยวัฒน์ เสาทอง ใน ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤษภาคม 2548

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป