ปราบนักเลง-อันธพาลแบบ “จอมพลสฤษดิ์” ในวิถีพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

ประเทศไทยในยุค พ.ศ. 2500 ได้รับขนานนามว่าเป็น “ยุคพัฒนา” ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของรัฐบาลจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังจากการปฏิวัติ การพัฒนาหลายอย่างรวมไปถึงเรื่องปราบปรามนักเลง-อันธพาลในยุคนั้นถูกนักวิชาการนำมาวิเคราะห์อย่างน่าสนใจ

ท่ามกลางความจำเป็นหลายประการสำหรับการเร่งพัฒนาประเทศให้ทันสมัยอันเป็นผลมาจากภัยคอมมิวนิสต์และการเข้ามามีบทบาทของสหรัฐอเมริกาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสังคมในประเทศโดยรวมแบบก้าวกระโดด เกิดการสร้างสาธารณูปโภคสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการดำรงชีวิต เช่น ไฟฟ้า ประปา ถนน ให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท กลายเป็นวลีว่า “น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก” อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังมีการออกฏหมาย กฎระเบียบ เพื่อสร้างสังคมและพัฒนาประเทศตามทัศนะของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์

หนังสือ “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” โดย ทักษ์ เฉลิมเตียรณ อธิบายถึงทัศนะการพัฒนาประเทศสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ได้อย่างน่าสนใจ โดยชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาประเทศในยุคสมัยจอมพลสฤษดิ์นั้นมุ่งเน้นไปที่การกินดี อยู่ดีและมีงานทำของประชาชนควบคู่ไปกับความสะอาด ความเรียบร้อย ความเป็นอารยประเทศ และความเป็นพ่อบ้าน/พ่อเมือง ดังที่จอมพลสฤษดิ์เคยกล่าวไว้ว่าความสะอาดและความเรียบร้อยของหมู่บ้านหรือเมืองย่อมหมายถึงคนในเมืองนั้นมีความเจริญรุ่งเรืองและทันสมัย ดังจะเห็นได้จากโครงการสร้างบ้านเมืองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยในสมัยนั้น อาทิ

การจัดระเบียบรถสามล้อ อันเป็นสัญลักษณ์แห่งความไม่เรียบร้อยในสังคมไทย ทำให้ถนนในเขตพระนครสกปรก และจำต้องขจัดไปให้หมดสิ้น ดังในคำแถลงการณ์ที่จอมพลสฤษดิ์กล่าวว่า

“ปัญหาเรื้อรังอีกเรื่องหนึ่งคือ สามล้อ ซึ่งเป็นความหนักใจของรัฐบาลมาช้านาน เรื่องที่สามล้อจะกีดขวางทำความชักช้าแก่การจราจร หรือเป็นเป็นความไม่สวยงามแก่พระนคร”

ด้วยเหตุนี้เอง จอมพลสฤษดิ์จึงสั่งให้เลิกสามล้อในพระนครพร้อมกับช่วยให้คนถีบสามล้อได้กลับตัวใหม่ไปสู่การเป็นเกษตรกร โดยนายกรัฐมนตรีได้จัดตั้งนิคมชนบทขึ้น และรัฐบาลก็ได้จัดหาเงินกู้ให้เพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่เพื่อ “การผลิตทางด้านการเกษตร”

อีกทั้งตามทัศนะส่วนตัวของท่านนายก เห็นว่าโสเภณีเป็นผู้ส่งเสริมอาชญากรรม อันนำมาสู่ความไม่สงบเรียบร้อยในสังคมไทย จึงมีคำสั่งให้จับกุมโสเภณีทั้งหมดไปฝึกอบรมด้วยการส่งไปยังสถานฝึกอาชีพให้ใหม่ตามที่ต่างๆ สถานที่ฝึกอบรมสองแห่งตั้งขึ้นเป็นพิเศษที่ปากเกร็ดและบ้านเกร็ดตระการ เพื่อที่จะสั่งสอนและฝึกโสเภณีให้มีอาชีพและหน้าที่ทางสังคมใหม่

อีกหนึ่งประการสำคัญที่จอมพลสฤษดิ์ เห็นว่าเป็นปัญหาที่ทำให้ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของสังคมในชาติแปดเปื้อนไป นั่นคือ เรื่องของอันธพาล

หลังจากรัฐประหาร พ.ศ. 2501 จอมพลสฤษดิ์ออกคำสั่งว่า อันธพาลผู้ที่ก่อกวนในเขตพระนครจะต้องถูกจับกุมและนำมาอบรม คำประกาศฉบับที่ 21 ของคณะปฏิวัติระบุว่า อันธพาลเป็นการบ่อนทำลายสังคมและประชาชนทั่วไป และว่าการที่จะขจัดพวกอัธพาลเหล่านี้ออกไปให้หมดสิ้นนั้นเป็นหนทางเดียวที่จะช่วยส่งเสริมความผาสุกของราษฎร 

การปราบปรามพวกนักเลงอันธพาลนั้นเป็นไปอย่างเข้มข้น นักวิชาการด้านการเมืองมองการกระทำและนโยบายของจอมพลสฤษดิ์ในฐานะรูปแบบของ “พ่อที่ต้องกำราบ และอบรมลูกที่เสเพล” มิได้กระทำด้วยความเกลียดชัง หากแต่ต้องทำเพื่อทำให้ “บ้านเมือง สุขสบาย” ดังที่โอวาทของจอมพลสฤษดิ์ที่กล่าวกับผู้ที่ต้องโทษเมื่อวันปล่อยตัว ความว่า

“ข้าพเจ้าไม่ได้เกลียดชังท่านทั้งหลายเพราะท่านจะเป็น อันธพาลหรือเป็นอะไร ท่านก็เป็นเพื่อนร่วมชาติร่วมประเทศ ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถืออยู่เสมอ ว่าชาติเป็นเสมือนครอบครัว อันใหญ่ จะเป็นบุญหรือกรรมก็ตามที่ ข้าพเจ้าเผอิญต้องมารับ หน้าที่หัวหน้าครอบครัวในเวลานี้ ข้าพเจ้าให้ความรักใคร่ไมตรี ทั่วถึงกันทุกคน แต่ถ้าคนในครอบครัวนี้เองทําความเดือดร้อน แก่คนส่วนใหญ่ในครอบครัว ข้าพเจ้าก็ต้องกําหราบปราบปราม การกระทําของข้าพเจ้าในการสั่งจับท่านมาคุมขัง ก็เพื่อปราบ ปรามให้ท่านเป็นคนดีต่อไป”

ถึงแม้ในยุคจอมพลสฤษดิ์จะมีการแก้ปัญหาอันธพาลอย่างเข้มข้นด้วยวิธีแบบเด็ดขาด แต่ปฏิเสธได้ยากว่ารูปแบบของ “อันธพาล” ยังคงอยู่ในสังคมไทยแต่อาจเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทสังคม อันจะสังเกตได้จากข่าวสังคมบ้านเมืองในปัจจุบัน


 

อ้างอิง :

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ. การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548.

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป