“เนียงกาเก็ย” หรือนางกากี “กากีเขมร” ลอกจากสยามสมัยรัชกาลที่ 2 (?)

เนียงกาเก็ย กากีเขมร พญาครุฑ นางกากี

“กากี” วรรณคดีที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี เพราะเป็นชื่อของตัวนางในวรรณคดีที่สื่อ (อย่างยัดเยียด) ถึงหญิงหลายใจในสังคม สังคมเขมรก็รู้จักกากีในความหมายเดียวกัน จากความโด่งดังของ “เนียงกาเก็ย” กากีเขมร ซึ่งรับอิทธิพลจากสยามอย่างเข้มข้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ เรียกว่าเป็นต้นแบบเลยทีเดียว

พญาครุฑ อุ้ม นางกากี ข้าม พิมพานต์
พญาครุฑอุ้มนางกากีข้ามพิมพานต์ ผลงานของอาจารย์จักรพันธุ์ โปรษยกฤต (จาก หนังสือ จักรพันธุ์ โปรษยกฤต ๖ รอบ)

รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ เล่าถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความ “กากี เขมรลอกไทย?” ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2543 ชี้ว่าเค้าเรื่อง กากี ปรากฏในนิบาตชาดกของพระไตรปิฎกและอรรถกถา 3 เรื่องที่คล้ายกัน คือ กากาติชาดก, สุสันธีชาดก และกุณาลชาดก ซึ่งไทยรับมาดัดแปลงเสริมแต่งจนกลายเป็นนิทานเพื่อความบันเทิงมากกว่าการเน้นสอนหลักธรรมทางศาสนา

กากีฉบับแรก (เท่าที่พบ) ของไทย คือ บทเห่เรื่องกากี พระนิพนธ์ใน เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์ หรือ “เจ้าฟ้ากุ้ง” เล่าเรื่องตอนพญาครุฑพานางกากีออกจากห้อง และชมความงามเขาพระสุเมรุ กับตอนนางกากีตัดพ้อพญาครุฑ และลักนางกากีไปสมสู่บนวิมาน ร่องรอยดังกล่าวเป็นหลักฐานว่าเรื่องราวกากีเป็นที่รู้จักอย่างดีในสมัยกรุงศรีอยุธยา เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์จึงทรงนำมานิพนธ์

สำนวนต่อมาคือ กากีคำกลอน กากีไทยที่ได้รับความนิยมสูงสุดและมีเนื้อหาสมบูรณ์ที่สุด เพราะเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นงานนิพนธ์ของ เจ้าพระยาพระคลัง (หน) กวีเอกสมัยรัชกาลที่ 1

กากี
กากี สำนวนสามโวหาร, ทวพ. (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2543)

กากีคำกลอน มีความงดงามทางวรรณศิลป์มาก จนมีการนำไปบรรจุเพลงและขับร้องในวงมโหรีของขุนนางสยาม จึงแพร่หลายจนเกิดกากีฉบับ “ภาษาเขมร” ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2

“กากีเขมร” ฉบับพระองค์ด้วง

สมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี หรือพระนามเดิมว่า “พระองค์ด้วง” เป็นพระโอรสในสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี (พระองค์เอง) แห่งกรุงกัมพูชา เมื่อพระชันษาได้ 16 ปี พระองค์ต้องเสด็จลี้ภัยสงครามกลางเมืองเขมรมาพึ่งพิงพระบรมโพธิสมภารรัชกาลที่ 2 ที่กรุงเทพฯ จึงมีโอกาสได้ศึกษางานด้านวรรณกรรม ขนบธรรมเนียม และประเพณีสยามอย่างลึกซึ้ง

พระองค์ด้วงสนพระทัยงานกวีอยู่แล้ว และทรงศึกษาอักษรศาสตร์ทั้งภาษาไทยและภาษาบาลีมาแต่ยังอยู่แผ่นดินเขมร เมื่อมีโอกาสได้ฟังบทมโหรีเรื่องกากีจึงสนพระทัย และทรงนิพนธ์เรื่องกากีสำนวนเขมรขึ้น ครั้งประทับอยู่กรุงเทพฯ ได้ปีที่ 3 (พ.ศ. 2358) โดยระบุชัดเจนตอนท้ายเรื่องว่า ทรงแปลมาจากภาษาเสียม (สยาม) ศานติแปลบทดังกล่าวเป็นไทยว่า

๏ ดำเนินนางกากี  แปลคดีเสียมภาษา

เป็นพากย์เขมรกาพยา  สำเร็จเรื่องจบเพียงนี้ ฯ

กากีฉบับพระหริรักษรามาฯ (พระองค์ด้วง) นี้ มีโวหารที่คล้ายคลึง กากีคำกลอน สำนวนของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) อย่างชัดเจน ยกตัวอย่างโวหารตอนพญาครุฑต่อว่านางกากี ดังที่ว่า

กากีฉบับพระหริรักษรามาฯ

๏ คิดคาดว่าซื่อถือสนิท  ได้รู้จิตกระสัน

มีชายชู้รู้ซ่อนคำ

คิดว่าหงส์ย่อมสรงสระศรี   หงส์อะไรอัปรีย์

มาดื่มที่น้ำขุ่นปลัก

รูปงามจิตก็ชั่วช้า   เหม็นกว่าอาจม

หอมแต่กลิ่นไร้การ

จิตเจ้าดุจชลธีธาร   ไหลเลยล้นมา

ไม่เลือกไม่หาแควไหน

กากีคำกลอน

๏ เพราะมีชู้ไม่รู้ให้รอบเชิง

หลงระเริงว่าเจ้ารักสมัครสมาน

คิดว่าหงส์จะจงแต่ชลธาร

กลับบันดาลกลั้วเกลือกด้วยเปลือกตม ฯ

๏ ตัวนางเป็นไทแต่ใจทาส

ไม่รักชาติรสหวานมาพาลขม

ดั่งสุกรฟอนฝ่าแต่อาจม

ห่อนนิยมรักรสสุคนธาร

๏ น้ำใจนางเปรียบอย่างชลาลัย

ไม่เลือกไหลห้วยหนองคลองละหาน…

เนียงกาเก็ย กากีเขมร
“เนียงกาเก็ย” หรือนางกากี เวอร์ชันเขมร (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเมษายน 2543)

แต่กากีฉบับพระหริรักษรามาฯ ยังมีการดัดแปลงบางอย่างให้แตกต่างเพื่อให้เข้ากับความนิยมเขมร เช่น เพิ่มบทยั่วยวนมาณพแปลง เพื่อให้นางกากีเป็นผู้หญิงร้ายตั้งแต่ต้น การตัดบทอัศจรรย์ (บทเข้าพระเข้านาง) ออก เพราะวรรณกรรมเขมรไม่ค่อยมีบทอัศจรรย์ รวมทั้งการเพิ่มบทพรรณนาความงามเมืองพาราณาสี ซึ่งคงสื่อถึงเมืองบันทายเพชร เมืองหลวงของกัมพูชาในสมัยนั้น

นอกจากนี้ เพื่อชูความเป็นหญิงไม่ดีของนางกากี พระองค์ด้วงยังแต่งเพิ่มเติมจากฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) โดยเล่าชะตากรรมของนางกากีหลังถูกลอยแพว่า ต้องเผชิญบ่วงกรรมเป็นพายุที่พัดกระหน่ำจนแพแตก นางจึงจมน้ำตายแล้วไปเกิดในนรก จากนั้นสรุปว่า “นางกษัตริย์ใดใฝ่ดี อย่าเลียนแบบนางกากี คิดขบถจิตสามี ทิ้งสามีไปมีชู้ บาปนั้นจะติดตามตน…”

แสดงให้เห็นว่ากากีเขมรไม่ได้ประพันธ์เพื่อความบันเทิง (อย่างกากีสยาม) เท่านั้น แต่พระองค์ด้วงต้องการให้เป็นวรรณกรรม “คำสอน” ด้วยนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 กันยายน 2568