“ลาวพุงขาว” และ “ลาวพุงดำ” คือใคร ทำไมต้องมีเอกลักษณ์เป็นรอยสัก?

ปู่ม่าน-ย่าม่าน วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน ค้นตัวตน หนานบัวผัน ลาวพุงขาว และ ลาวพุงดำ
ภาพ “ปู่ม่าน-ย่าม่าน” วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน (ภาพจาก ทีมช่างภาพ "ข่าวสด")

ในช่วงหนึ่ง คนที่อยู่ในพระนครศรีอยุธยาหรือแถบภาคกลาง เคยเรียกคนที่อยู่ในแถบอีสานและเหนือปัจจุบันว่า “ลาว” และปรากฏคำที่เพิ่มเติมมาจากลาวว่า ลาวพุงขาว และ ลาวพุงดำ

คนเมือง หรือลาวล้านนา หยุดพักระหว่างเดินทาง ภาพถ่ายราว พ.ศ. 2469 (ภาพจาก หอจดหมายเหตุแห่งชาติ อ้างใน สุรัสวดี อ๋องสกุล. ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ 10. สำนักพิมพ์อมรินทร์, 2557)

“ลาวพุงขาว” นั้น รศ. ดร. ยุกติ มุกดาวิจิตร อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายว่า เป็นคำเรียกที่คนในพระนครศรีอยุธยาใช้เรียกคนสองฝั่งโขง อันได้แก่ ฝั่งขวา คือ อีสานในไทยปัจจุบัน และ ฝั่งซ้าย คือ ฝั่งลาวในปัจจุบัน 

ทั้งยังต่อเนื่องไปถึงทิศตะวันออกถึงกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดตระกูลไทย-ลาว ลุ่มน้ำดำ-แดง ในเวียดนาม และกวางสี-กวางตุ้ง ในจีน

ด้าน “ลาวพุงดำ” คำนี้เป็นคำที่คนพระนครศรีอยุธยาใช้เรียกพวกลาวบริเวณลุ่มแม่น้ำสาละวินตอนเหนือในพม่า ลากยาวไปถึงลุ่มน้ำพรหมบุตร ในอัสสัมของอินเดีย

แล้วทำไมต้องเรียกว่า ลาวพุงขาว และ ลาวพุงดำ ?

ต้องบอกว่าการสักลายตามความเชื่อของคนในอุษาคเนย์ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นชายชาตรีของบุคคลนั้น เพราะการสักแต่ละครั้งเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทั้งยังเชื่อมโยงกับการมีอาคม เมื่อจะมีคู่ครองผู้หญิงก็มักจะเลือกชายที่มีรอยสักก่อนผู้ที่ไม่มี ทำให้คนในกลุ่มนี้ต่างมีรอยสักกันหมด

สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกับคำเรียกชาวลาวพุงขาวและดำ

การสักตั้งแต่พุงลงถึงเข่าของชายชาวล้านนา (ที่มา: สนั่น ธรรมธิ)

เหตุที่เรียกว่าลาวพุงขาว เป็นเพราะกลุ่มคนเหล่านี้จะไม่สักลายตามตัวเหมือนพวกลาวพุงดำ จะสักลายไปตั้งแต่เข่าจนถึงโคนขาเท่านั้น

ขณะที่ลาวพุงดำจะสักลายด้วยน้ำหมึกสีคล้ำตามตัว ตั้งแต่เอวไปจนถึงขา เลยเรียกว่าลาวพุงดำ

เป็นที่มาของคำว่าลาวพุงดำและลาวพุงขาวนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

เติม วิภาคย์พจนกิจ, 2449-2514. อีสาน ในสมัยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ทรงดำรงตำแหน่งข้าหลวงต่างพระองค์. [ม.ป.ท.]:โรงพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทย, 2514. สืบค้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568. https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/Info/item/dc:329232.

https://socanth.tu.ac.th/wp-content/uploads/2014/01/yukti-2014-tai-dam-history-optimized.pdf

https://www.sac.or.th/portal/th/article/detail/371


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มิถุนายน 2568