เมื่อการบีบบังคับ(เกณฑ์ทหาร)ยิ่งทำให้กระแส “หนีทหาร” ในเกาหลีใต้ขยายตัว

นาวิกโยธินเกาหลีใต้เตรียมการซ้อมรบ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2016 (AFP PHOTO / JUNG YEON-JE)

ที่เขตปลอดทหารบริเวณชายแดนเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ทหารเกาหลีใต้สองนายถูกทหารเกาหลีเหนือศัตรูคู่แค้นจับเป็นตัวประกัน ขณะเดียวกันในห้องประชุมฝ่ายปฏิบัติการของเกาหลีใต้ ผู้นำกองทัพได้กล่าวหาว่าทหารเกาหลีเหนือกลุ่มนี้บุกรุกเข้าเขตปลอดทหารอันเป็นการละเมิดสัญญาสงบศึกด้วยหวังยั่วยุให้เกาหลีใต้เปิดฉากโจมตี ซึ่งจะทำให้เกาหลีเหนือเป็นฝ่ายได้เปรียบในการเจรจาหกฝ่าย (เกาหลีเหนือ-ใต้, จีน, สหรัฐฯ,รัสเซีย และญี่ปุ่น)

แต่แผนของเกาหลีเหนือต้องล้มเหลว ด้วยความสามารถของทหารหน้าตาดีสองนายจากทีมอัลฟาที่ปลดอาวุธอาสาเข้าไปเจรจาอย่างสันติกับฝ่ายเกาหลีเหนือ แต่ฝ่ายเกาหลีเหนือปฏิเสธทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องปะทะกันด้วยการต่อสู้ระยะประชิด ซึ่งสุดท้ายเป็นทหารจากหน่วยรบพิเศษเกาหลีใต้ที่พลิกสถานการณ์จากที่ต้องเสียเปรียบด้วยจำนวนคน สามารถคลี่คลายสถานการณ์ได้สำเร็จโดยได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย

โปสเตอร์ละครชุด “Descendants of the Sun” จากประเทศเกาหลีใต้แพร่ภาพทางช่อง KBS2

โครงเรื่องดังกล่าว มาจากตอนแรกของละครชุดยอดนิยมของเกาหลีใต้ในชื่อ “Descendants of the Sun” นำแสดงโดย ซงจุงกิ นักแสดงชายยอดนิยม ผู้รับบทเป็น ร้อยเอกยูชีจิน ผู้นำหน่วยรบพิเศษ “อัลฟา” ละครที่กำลังเป็นที่กล่าวขานในหลายประเทศของทวีปเอเชีย ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวได้ตอบคำถามสำคัญที่ว่า “ทหารมีไว้ทำไม?” ในยามที่บ้านเมืองต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากประเทศเพื่อนบ้าน ตรงกับสถานการณ์จริงที่ฝ่ายเหนือกำลังเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์พร้อมข่มขู่ที่จะใช้กำลังเล่นงานฝ่ายใต้ทุกขณะ จนประธานาธิบดีปาร์ก กึน-เฮ (ดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2013–2017) ยังออกปากชื่นชมว่า ละครชุดนี้จะช่วยสร้าง “ความรักชาติ” ในหมู่เยาวชน เช่นเดียวกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย ที่เห็นสอดคล้องกัน ถึงขนาดเสนอที่จะออกทุนให้สำหรับผู้ที่จะสร้างละครในลักษณะนี้

หากมองย้อนกลับไปในอดีตเมื่อครั้งที่สงครามเกาหลีสงบลงใหม่ๆ พบว่า ชายชาวเกาหลีใต้ในยุคนั้นพากันหนีการเกณฑ์ทหารอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยระหว่างเดือนกันยายน 1955 ถึง กันยายน 1956 มีผู้หนีทหารมากถึง 33,361 คน “ความรักชาติ” จึงเป็นอุดมการณ์สำคัญที่จะต้องปลูกฝังอย่างต่อเนื่องในเกาหลีใต้ที่ทุกวันนี้ยังบังคับให้พลเมืองชายทุกคนต้องเป็นทหารโดยมีข้อยกเว้นเพียงไม่กี่เงื่อนไข เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าการรับใช้ชาติเป็นภาระทางด้านศีลธรรมที่ประชาชนในรัฐจำเป็นต้องปฏิบัติตาม และสื่อ (รวมไปถึงสื่อบันเทิงอย่างละครและภาพยนตร์) ถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยปลูกฝังอุดมการณ์ดังกล่าว

แต่ลำพังการปลูกฝังอุดมการณ์ยังไม่เพียงพอที่จะลดจำนวนผู้หนีทหาร ปาร์ก จุง-ฮี ผู้นำเผด็จการทหาร (บิดาของอดีตประธานาธิบดีปาร์ก กึน-เฮ) ที่ครองอำนาจระหว่างปี 1962-1979 จึงเพิ่มมาตรการบังคับต่างๆที่ทำให้การหนีทหารแทบจะเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ตั้งแต่การไล่เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่มารายงานตัวต่อกองทัพออกจากงาน ยกเลิกหนังสือเดินทางสำหรับผู้ที่เดินทางออกนอกประเทศหากมิได้เดินทางกลับในระยะเวลาที่ได้ให้อนุญาตไว้ รวมถึงการลงโทษจำคุกที่แม้กฎหมายจะจำกัดไว้สูงสุดที่ 3 ปี แต่ในช่วงที่ประเทศปกครองด้วยกฎอัยการศึกเพดานโทษสูงสุดมิได้มีผลบังคับ [ตามมาตรา 30 (2) กฎหมายว่าด้วยโทษอาญาทางทหาร] รายงานของสื่อต่างประเทศอ้างว่าในช่วงดังกล่าวผู้หนีทหารอาจต้องโทษจำคุกสูงถึง 7 ปี และเมื่อพ้นโทษแล้วก็ยังถูกบังคับให้เข้าประจำการอีก นอกจากนี้ยังมีบทลงโทษกับบุคคลภายนอก เช่น นายจ้างที่รับผู้หนีทหารเข้าทำงานก็อาจต้องโทษจำคุกเช่นกัน ทำให้ยอดผู้หนีทหารที่เคยสูงถึง 16 เปอร์เซนต์ก่อนการครองอำนาจของปาร์ก จุง-ฮี ลดลงเหลือเพียง 0.1 เปอร์เซนต์ในปี 1974

นับแต่นั้นมาการเป็นทหารของชายชาวเกาหลีใต้จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ชีวิตทหารโดยเฉพาะ “ทหารเกณฑ์” มิได้สวยหรูเหมือนในซีรีส์ (ซึ่งตัวเอกมักไม่ใช่ทหารเกณฑ์ แม้ทหารเกณฑ์จะมีสัดส่วนสูงถึง 75% ของทหารประจำการทั้งหมดราว 6 แสนนาย) หลายคนต้องเสียชีวิตระหว่างประจำการ โดยสาเหตุมิได้เกิดจากการสู้รบกับศัตรู แต่เป็นเพราะ “ฆ่าตัวตาย” (ตัวเลขระหว่างปี 1995-2005 มีผู้เสียชีวิตระหว่างประจำการเฉลี่ย 202 คนต่อปี โดยราว 41% ถูกระบุว่าเป็นการฆ่าตัวตาย) เนื่องจากกองทัพเกาหลีใต้มี “วัฒนธรรม” กลั่นแกล้งทหารที่ไม่มีทางสู้ บางส่วนจึงหนีปัญหาด้วยการปลิดชีพตัวเอง แต่หลายรายเลือกที่จะตอบโต้ด้วยความรุนแรง เช่นเหตุการณ์ในปี 2005 ทหารรายหนึ่งได้ใช้ระเบิดมือสังหารเพื่อนทหาร 8 ราย หลังถูกกลั่นแกล้ง เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันได้เกิดขึ้นซ้ำในปี 2011 ทหารเกณฑ์ที่ถูกกลั่นแกล้งอย่างหนักได้ก่อเหตุกราดยิงเพื่อนทหารจนเสียชีวิตไป 4 ราย และล่าสุดในปี 2014 ส.อ.ลิม ทหารเกณฑ์ที่กำลังจะพ้นการประจำการในอีกเพียง 3 เดือน ตัดสินใจขว้างระเบิดมือเข้าใส่เพื่อนทหาร 7 นาย ก่อนใช้อาวุธปืนกราดยิงทหารอีกหลายรายที่ขวางทางเขา ทำให้มีผู้เสียชีวิตรวม 5 ราย บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

“ความผิดที่พวกเขาทำ มีแต่ความตายเท่านั้นที่สาสม..ใครก็ตามหากอยู่ในสถานการณ์เดียวกับผมก็ต้องมีชีวิตอันเจ็บปวดไม่ต่างจากความตาย ผมทำผิด แต่พวกมันก็ไม่ต่างกัน” ส.อ.ลิม กล่าวในจดหมายที่เขาเขียนขึ้นก่อนพยายามฆ่าตัวตายแต่ไม่สำเร็จ ถูกจับตัวมาดำเนินคดีในศาลก่อนถูกตัดสินให้รับโทษประหารชีวิตเมื่อปีที่ผ่านมา

ความเลวร้ายในค่ายทหารไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้ชายชาวเกาหลีใต้ปฏิเสธที่จะรับใช้กองทัพ ในปี 2002 ยู โฮกุน (Yu Hogun) นักชาตินิยมฝ่ายซ้ายได้ประกาศตัวไม่ยอมเกณฑ์ทหาร อ้างว่าเขาจะไม่ยอมฆ่าคนเกาหลีด้วยกันไม่ว่าคนผู้นั้นจะตกอยู่ในบังคับของรัฐใด ปีเดียวกัน นา ตงยก (Na Tonghyok) นักกิจกรรมประชาธิปไตย ก็ไม่ยอมเกณฑ์ทหารโดยโจมตีว่า ลัทธิชาตินิยมแบบเกาหลีใต้ถูกใช้เพื่อครอบงำและแช่แข็งสังคมโดยอ้างความมั่นคงของชาติ

อีกหนึ่งสาเหตุสำคัญที่กระตุ้นให้ขบวนการของกลุ่มผู้ต่อต้านด้วยมโนธรรม (Conscientious Objectors) ขยายตัวอย่างมากคือ เหตุการณ์ที่ โอ แทยัง (O Taeyang) ชาวพุทธจากกวางจู ที่ต้องเจ็บปวดจากเหตุการณ์สังหารหมู่ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในบ้านเกิดเมื่อปี 1980 ทำให้เขากลายเป็นผู้อุทิศตนเพื่อศาสนาและต่อมาได้เป็นนักกิจกรรมทางสังคมในองค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของชาวพุทธ เขาปฏิเสธที่จะเป็นทหารในเดือนธันวาคม ปี 2001 โดยอ้างว่าการคร่าชีวิตผู้อื่นขัดต่อความเชื่อทางศาสนาพุทธ และโดยส่วนตัวเขาก็ไม่คิดว่าความรุนแรงจะนำไปสู่สันติสุข เบื้องตนเขามิได้รับการสนับสนุนจากองค์กรศาสนาพุทธใดๆ ต่อการตัดสินใจของเขา และผอ.แผนกศาสนาพุทธประจำหน่วยงานด้านศาสนาของกองทัพยังออกมาบอกว่า การเป็นทหารคือการสละชีวิตเพื่อผู้อื่น ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของพระโพธิสัตว์

จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2002 โอ ได้รับกำลังใจจากหลายองค์กรพุทธ รวมถึงพระสงฆ์นักกิจกรรม ก่อนได้รับอนุญาตให้ประกันตัวในเดือนเดียวกัน ซึ่งสุดท้ายเขาต้องรับโทษจำคุกระหว่างเดือนสิงหาคม 2004 ถึง พฤศจิกายน 2005 แต่การที่เขาได้รับการประกันตัวระหว่างปี 2002-2004 อย่างที่ไม่มีใครคาดหมายมาก่อน สร้างกระแสหนุนนำให้กับกลุ่มต่อต้านการเกณฑ์ทหารอย่างมาก เนื่องมาจากการทำกิจกรรมของเขาในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อเปิดโปงระบบการเกณฑ์ทหารและสร้างฐานสนับสนุนให้กับกลุ่มต่อต้านลัทธิทหารนิยม

เหตุการณ์สำคัญที่เกือบจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนให้กับบังคับการเกณฑ์ทหารในเกาหลีใต้เกิดขึ้นเมื่อปี 2004 เมื่อศาลแขวงกรุงโซลใต้ได้ตัดสินยกคำฟ้องผู้หนีทหารสามรายด้วยเหตุผลด้านศาสนาเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แต่สุดท้ายก็ถูกพิพากษากลับโดยศาลสูง และศาลรัฐธรรมนูญ ที่ยังคงยืนยันว่ากฎหมายว่าด้วยภาระในการรับใช้กองทัพมีความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทำให้การต่อสู้ของฝ่ายต่อต้านการเกณฑ์ทหารในทางศาลแทบจะถูกปิดตายไปแล้ว

เมื่อการต่อต้านในระบบไม่ใช่ทางเลือก หลายคนจึงหลบหนีการเกณฑ์ทหารด้วยการไปใช้ชีวิตในต่างแดน ซึ่งผู้ที่จะใช้วิธีการนี้ได้ก็มีแต่กลุ่มที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดี มีสัญชาติที่สอง รวมไปถึงศิลปินดังหลายราย ซึ่งการเลือกที่จะหนีทหารหมายถึงการทิ้งอนาคตการงานที่จะมีในเกาหลีใต้ไปโดยสิ้นเชิง แต่สถิติของผู้สละสัญชาติเกาหลีใต้เพื่อเลี่ยงการเกณฑ์ทหารก็ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2013 มีผู้สละสัญชาติราว 3 พันคน ก่อนเพิ่มเป็น 4.4 พันคนในปี 2014

แม้สังคมโดยรวมโดยเฉพาะสื่อเกาหลีใต้จะไม่ยอมรับการหนีทหาร หลายครั้งมักออกมาโจมตีผู้ที่หลบหนีการเป็นทหารว่าเป็นผู้ทรยศต่อชาติ แต่การสำรวจในปี 2015 โดยหนังสือพิมพ์โชซุนอิลโบ (Chosun Ilbo) พบว่ากว่า 42.5 เปอร์เซนต์ของพ่อ และ 37.9 เปอร์เซนต์ของแม่ ที่ลูกชายกำลังจะถูกเกณฑ์ทหารหวังว่าลูกของตนจะได้รับการยกเว้น ขณะที่การสำรวจลักษณะใกล้เคียงกันในกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายในปูซานพบว่า 38 เปอร์เซนต์จากกลุ่มตัวอย่างต้องการที่จะเลี่ยงการเป็นทหารหากมีหนทาง โดยมีเพียง 27.4 เปอร์เซนต์เท่านั้นที่เห็นว่า การรับใช้ชาติในกองทัพ “เป็นเกียรติ” และเป็นสิ่งที่พึงปฏิบัติ แม้ว่าสื่อเกาหลีใต้จะพยายามขายภาพลักษณ์ความจำเป็นของกองทัพมาอย่างต่อเนื่องและยาวนานก็ตาม


อ้างอิง:

1. Tikhonov, Vladimir. “Militarism and Anti-militarism in South Korea: ‘Militarized Masculinity’ and the Conscientious Objector Movement.” The Asia-Pacific Journal Mar. 2009. Web. 23 Mar. 2016. <http://apjjf.org/-Vladimir-Tikhonov/3087/article.html>

2. “Park says ‘Descendants of the Sun’ will help attract foreign tourists”. Yonhap News 21 Mar. 2016. Web. 23 Mar. 2016. <http://english.yonhapnews.co.kr/national/2016/03/21/29/0301000000AEN20160321013300315F.html>

3. Lim Yun Suk. “More South Koreans dodge military service as threats from North loom large.” Channel News Asia 17 Sep. 2015. Web. 23 Mar. 2016. <http://www.channelnewsasia.com/news/asiapacific/more-south-koreans-dodge/2132412.html>

4. “South Korean soldier sentenced to death for murder of five comrades.” The Guardian 3 Feb. 2015. Web. 23 Mar. 2016. <https://www.theguardian.com/world/2015/feb/03/south-korea-soldier-death-murder-comrades>

5. “Blood, sweat and tears.” The Economist 27 Sep. 2014. Web. 23 Mar. 2016. <http://www.economist.com/news/asia/21620255-string-egregious-abuses-fuels-fresh-calls-reform-army-blood-sweat-and-tears>

6. “South Korea jails hundreds for refusing military stints”. Inquirer 17 Jan. 2014. Web. 23 Mar. 2016. <http://newsinfo.inquirer.net/565267/south-korea-jails-hundreds-for-refusing-military-stints>

7. Flight or fight: conscription misery in South Korea.” Post Magazine 15 Jan. 2015. Web. 23 Mar. 2016. <http://www.scmp.com/magazines/post-magazine/article/1679867/flight-or-fight-conscription-misery-south-korea>


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 24 มีนาคม พ.ศ.2559

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป