ร่องร่อยหลักฐานเปอร์เชีย ในแดนสยาม

ชาวเปอร์เซีย จิตรกรรมฝาผนัง มโหสถ วัดสุวรรณาราม ประกอบเรื่อง หลักฐานเปอร์เชีย
(ซ้าย) เหล่าบริวารแต่งกายอย่างมุสลิมที่ตามมโหสถบัณฑิตออกมาป้องกันเมืองมโหสถ (ขวา) แม่ทัพชาวเปอร์เซีย จิตรกรรมฝาผนังเรื่องมโหสถ พระอุโบสถวัดสุวรรณาราม กรุงเทพฯ

ร่องร่อยหลักฐานเปอร์เชีย ในแดนสยาม

เปอร์เชีย ที่ปัจจุบันรู้จักกันในนามประเทศอิหร่าน หรือ ดินแดนที่อยู่ในตะวันออกกลาง มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมรุ่งเรืองอย่างยาวนาน มีความสัมพันธ์กับผู้คนในดินแดนสยามอย่างยาวนาน ตั้งแต่ก่อนอยุธยา และยุคอยุธยา

“เปอร์เชีย” มาจากคำว่าอะไร?

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี ได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ กุหลาบเปอร์เชีย ในแดนสยาม จัดพิมพ์โดย มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เมื่อปี 2566 ไว้ว่า

เปอร์เชียเป็นคำเรียกชนชาติและวัฒนธรรมของประเทศอิหร่าน มีที่มาจากคำว่าปาร์ส (Pars) ซึ่งเป็นชื่อดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศ (ปัจจุบันเรียกดินแดนนี้ว่า ฟาร์ส (Fars) ตามสำเนียงอาหรับซึ่งไม่มีเสียง /ป/)

ปาร์สเป็นคำ exonym ที่คนนอกอย่างชาวตะวันตกเรียกดินแดนอิหร่านโดยรวม เริ่มจากชาวกรีก ตามมาด้วยชาวยิวและชาวอาหรับ ต่อจากนั้นก็แพร่หลายไปทั่วจนเป็นคำเรียกชื่อดินแดนแทนคำว่า อิหร่าน ซึ่งชาวเมืองใช้เรียกประเทศของเขามาแต่เดิม

สังเขปหลักฐานเปอร์เชียก่อนอยุธยาที่พบในไทย

เศษภาชนะดินเผาแบบเคลือบฟ้า-เขียว หรือเครื่องถ้วยสมัยซัสซาเนียน-อิสลาม ตามแหล่งโบราณคดีที่เคยเป็นเมืองท่าในอดีต มักพบรวมกับเครื่องถ้วยสมัยราชวงศ์ถัง เช่น ทุ่งตึก จังหวัดพังงา, แหลมโพธิ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ยะรัง จังหวัดปัตตานี, ศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นต้น มีอายุราว พุทธศตวรรษที่ 12-16

ลูกปัดทองคำที่ทำโดยใช้เทคนิค การนำเม็ดทองเล็ก ๆ มาติดไว้ ซึ่งก็คือ Granulated Gold Beads ที่ใช้ทำเครื่องประดับทองคำที่คล้ายกับที่พบในอิหร่าน ที่แหล่งโบราณคดีภูเขาทอง จังหวัดระนอง อายุราวพุทธศตวรรษที่ 10

เหรียญเงินเปอร์เซีย พบโดย อนันต์ วัฒนานิกร (อดีตศึกษาธิการ) ด้านหนึ่งเป็นภาพบุคคลหันข้างครึ่งตัว สวมมงกุฎ สวมเครื่องประดับ สร้อย และต่างหู อีกด้านหนึ่งเป็นรูปบุคคล 2 คนยืนข้างกระถางที่กำลังลุกโชนด้วยเปลวเพลิง นักวิชาการวิเคราะห์ว่า เป็นเหรียญในรัชสมัยพระเจ้าเปรอซที่ 2 แห่งราชวงศ์ซัสซาเนียน ซึ่งครองราชย์อยู่ในช่วง พ.ศ. 1002-1027 โดยพิจารณาจากมงกุฎที่สวมใส่

เหรียญเงินเปอร์เซีย พบที่ยะรัง จังหวัดปัตตานี
เหรียญเงินเปอร์เซีย พบที่ยะรัง จังหวัดปัตตานี (ภาพจาก วันวิสาข์ ธรรมานนท์. หลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการค้ากับเอเชียตะวันตกก่อนพุทธศตวรรษที่ 16. วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2555)
ลูกปัดทองคำ ภูเขาทอง จังหวัดระนอง
ลูกปัดทองคำ พบที่ ภูเขาทอง จังหวัดระนอง (ภาพจาก ทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ.ร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ และ นางสาวเรไร นัยวัฒน์ เรียบเรียง.2550)
เศษภาชนะดินเผาแบบเคลือบฟ้า-เขียว พบที่ ทุ่งตึก จังหวัดพังงา
เศษภาชนะดินเผาแบบเคลือบฟ้า-เขียว พบที่ ทุ่งตึก จังหวัดพังงา (ภาพจาก ทุ่งตึก เมืองท่าการค้าโบราณ.ร้อยเอกบุณยฤทธิ์ ฉายสุวรรณ และ นางสาวเรไร นัยวัฒน์ เรียบเรียง.2550)

วัฒนธรรมและภาษาเปอร์เชียในวัฒนธรรมไทย

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี ได้เขียนอธิบายไว้ในหนังสือ กุหลาบเปอร์เชีย ในแดนสยาม ดังนี้

พระราชนิยมศิลปะแบบเปอร์เชียของสมเด็จพระนารายณ์

สมเด็จพระนารายณ์มหาราชมีพระราชนิยมศิลปะแบบเปอร์เชีย พบที่บ้านพักราชทูตเปอร์เชีย เมืองลพบุรี คือตึกโคระส่าน และตึกปีจู (ปัจจุบันเป็นกุฏิสงฆ์ วัดเสาธงนอก เมืองลพบุรี) ตึกโคระส่านหรือตึกคชสารได้ชื่อมาจากชื่อแคว้นคุราซานทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอิหร่าน (ชาวสยามเรียกมุสลิมเปอร์เชียที่มาจากแคว้นคุราชานว่า แขกเมืองโคระส่าน)

ส่วนตึกปีจูนั้นสันนิษฐานว่า มาจากชื่อ Bijapur เมืองหนึ่งในรัฐสุลต่านแห่งเดคคาน เป็นเมืองศูนย์การค้าอัญมณีของอินเดียในคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 สอดคล้องกับการที่ตึกนี้ได้รับการขนานนามว่า “ตึกคัดเพชรพลอย” ซึ่งพ่อค้าแขกนำอัญมณีมาถวาย หรือขายให้แก่ราชสำนักสยาม

อ.จุพิศพงศ์ จุฬารัตน์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า บ้านพักของราชทูตทั้ง 2 หลังนี้ตรงกับคำบรรยายใน สำเภากษัตริย์สุลัยมาน ว่า “อาคารสองหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับพวกเราตามแบบอิหร่าน ประกอบด้วยห้องหลายห้องและมีฮัมมาม [โรงอาบน้ำ] แห่งหนึ่งอยู่ข้างนอกที่ด้านหนึ่ง”

จุพิศพงศ์เรียกอาคารลักษณะนี้ว่า ดีวาน เป็นสถาปัตยกรรมที่นิยมสร้างในเขตพระราชวังของเปอร์เชียหรือพระราชวังของรัฐมุสลิมในอินเดียในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 16-17 ตรงกับ “หอดีวัง [หอดีวาน]” ซึ่งลา ลูแบร์ กล่าวไว้ว่า เป็นที่พักรับรองคณะราชทูตในกรุงสยาม ลักษณะเป็นหอใหญ่ มีผนัง 3 ด้าน ด้านที่ 4 เปิดโล่งไว้ทางด้านที่แสงแดดสาดเข้าถึง ด้านนี้มีพะไลยื่นออกไปบังสูงเท่าตัวหลังคา

ศัพท์เปอร์เชียในภาษาไทย

ในหนังสือเล่มนี้แบ่งออกเป็น 3 หมวด พร้อมคำอธิบายอย่างละเอียด

เสื้อผ้าอาภรณ์ เช่น กั้นหยั่น กากี กุฎไต กุหร่า ขนสมุน ขาวม้า เข้มขาบ คร่ำ ครุย จะดัด ฉีด-ฉีก ปัศตู มัสรู่ ยั่นตะนี ย่ำมะหวาด ยี่ก่า ราชาวดี ลอมพอก สักหลาด ส่าน ส้ารบับ (เยียรบับ) อัตลัด

ภาพวาดขุนนางสยามสวมลอมพอก
ภาพวาดขุนนางสยามสวมลอมพอก (ภาพจาก La Loubere, Simon de. 1961. Du Royaume de Siam. Amsterdam : Abraham Wolfgang.)
ไพร่พลของพระเจ้าไกโคชรูสวมลอมพอกแบบต่างๆ ภาพวาดในศตวรรษที่ 16 ในหนังสือชาห์นามะ
ไพร่พลของพระเจ้าไกโคชรูสวมลอมพอกแบบต่างๆ ภาพวาดในศตวรรษที่ 16 ในหนังสือชาห์นามะ (ภาพจาก Canby, Sheila R. 2003. “Safavid Painting” in Hunt for Paradise : Court.Arts of Safarid
Iran 1501-1576, pp. 73-133. Edited by Jon Thompson and Sheila R. Canby. Milan : Skira editors.)

ข้าวของเครื่องใช้ ผู้คน เช่น กระชับ กะลาสี ขันที จาระบี ชุกชี ตราชู ปสาน ภาษี วิลาศ สรไน สรั่ง อะไหล่

การปรุงรสปรุงสุคนธ์ เช่น กระลำพัก กะหล่ำ กานพลู กุหลาบ มัศกอด ยี่หร่า ลูกเกด ลูกบ้าดำ ลูกเอ็น สุหร่าย หญ้าฝรั่น องุ่น อาจาด อาลัว อำพัน

คำศัพท์ต่าง ๆ ที่ได้รับมาจากเปอร์เชียมีทั้งคำที่ใช้กันในราชสำนักและหมู่ชนชั้นสูง คำเหล่านี้เป็นตัวอย่างของคำต่างภาษาที่มีรูปคำและเสียงคำแปลกตาแปลกหู แต่คนไทยก็รับมาปรับใช้ให้เข้ากับภาษาไทยได้อย่างกลมกลืน เป็นการเลือกรับด้วยความชอบและสมัครใจ

สิ่งเหล่านี้เป็นร่องรอยส่วนหนึ่งที่ทำให้เห็นความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างไทยกับเปอร์เชียซึ่งมีมาช้านาน

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.กุสุมา รักษมณี. กุหลาบเปอร์เชีย ในแดนสยาม. มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา. 2566.

วันวิสาข์ ธรรมานนท์. หลักฐานทางโบราณคดีในประเทศไทยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ทางการค้ากับเอเชียตะวันตกก่อนพุทธศตวรรษที่ 16. วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ภาควิชาโบราณคดี บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร ปีการศึกษา 2555.

เพจสำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช. เครื่องประดับทองคำที่พบในแหล่งโบราณคดีภูเขาทอง จังหวัดระนอง. เผยแพร่ เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2568.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 มีนาคม 2569