ที่มาวาทะพลเอกสุจินดา “ผมจำเป็นต้องเสียสัตย์” ก่อนนำสู่ “พฤษภาทมิฬ”

พลเอกสุจินดา คราประยูร เมื่อ พ.ศ. 2534 (ภาพจาก ศูนย์ข้อมูลมติชน, สงวนลิขสิทธิ์ภาพ)

พลเอกสุจินดา คราประยูร เจ้าของวาทะอมตะ “ผมจำเป็นต้องเสียสัตย์” เพื่อมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ก่อนหน้าปฏิเสธมาโดยตลอด วาทะนี้พลเอกสุจินดากล่าวไว้ ณ วันอำลากองทัพบก ที่ห้องประชุมกองทัพบก และในคราวเดียวกันนั้น พลเอกสุจินดาถึงกับหลั่งน้ำตาขณะกล่าวสุนทรพจน์ต่อหน้านายทหารอีกด้วย

เส้นทางการเมืองของพลเอกสุจินดาไม่ต่างจากนายทหารยุคก่อน ๆ เท่าใดนัก เริ่มจากการมีบทบาทในตำแหน่งสำคัญ ๆ ของกองทัพบก โดยพลเอกสุจินดาได้รับการสนับสนุนจากพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกต่อจากตน เมื่อ พ.ศ. 2533 เนื่องจากพลเอกชวลิตเตรียมความพร้อมจะลงสนามการเมืองไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ (นายกรัฐมนตรี) ดังนั้น พลเอกชวลิตจึงมุ่งหวังที่จะสร้างฐานอำนาจทางการเมืองในกองทัพเพื่อสนับสนุนตนในทางหนึ่ง พลเอกสุจินดาจึงถูกมองว่าเป็นทายาทของพลเอกชวลิต นั่นเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญครั้งหนึ่งที่ทำให้พลเอกสุจินดามีบทบาทสำคัญทางทหารและทางการเมืองในฐานะผู้บัญชาการทหารบก

ทว่า พลเอกชวลิตไม่อาจเดินบนเส้นทางนักการเมืองได้สะดวกนัก เพราะนักการเมืองคอยวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านกองทัพอย่างเปิดเผย ได้แก่ ร้อยตำรวงเอกเฉลิม อยู่บำรุง และนายไตรรงค์ สุวรณคีรี ซึ่งล้วนเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลพลเอกชาติชาย ดังนั้น พลเอกชวลิตจึงลาออกจากทุกตำแหน่ง เหลือดำรงตำแหน่งเพียงที่ปรึกษากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในของสามเหล่าทัพ และกองบัญชาการทหารสูงสุดเพียงตำแหน่งเดียวเท่านั้น ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับกองทัพจึงร้อนแรงตลอดช่วง พ.ศ. 2533-2534 ขณะที่พลเอกชาติชายไม่สามารถหย่าศึกระหว่างสองฝ่ายได้ จนนำไปสู่การรัฐประหารในที่สุด

คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ รสช. ที่มีพลเอกสุนทร คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นประธาน และมีพลเอกสุจินดาเป็นแกนนำคนสำคัญ ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเอกชาติชาย เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2534 กระทั่งได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2535

พรรคสามัคคีธรรมได้ที่จำนวน ส.ส. มากที่สุด แต่พรรคถูกวิจารณ์ว่าตั้งมาเพื่อสืบทอดอำนาจต่อจาก รสช. กระนั้นพรรคสามัคคีธรรมก็ยังเป็นแกนนำสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป เดิมทีได้เสนอให้นายณรงค์ วงศ์วรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เนื่องจากถูกสหรัฐอเมริกาขึ้นบัญชีดำว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติด จึงไม่อาจดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ ทำให้เกิดกระแสข่าวให้บุคคลอื่นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้ง พลอากาศเอกสมบุญ ระหงษ์ หัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม, ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช และพลเอกสุจินดา

อย่างไรก็ตาม การรัฐประหารของ รสช. ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพลเอกชวลิตกับพลเอกสุจินดา เนื่องจากมีการมองว่า รสช. รัฐประหารเพื่อพลเอกชวลิตให้ได้การก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือเพื่อเพิ่มบทบาททางการเมืองขึ้นอีกครั้ง ส่วนตัวพลเอกสุนทรที่เป็นเพื่อนสนิทของพลเอกชวลิต แม้พยายามช่วยให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่แกนนำ รสช. คนอื่นปฏิเสธ ดังนั้น หลังการเลือกตั้ง พลเอกชวลิตที่ได้มาเป็นหัวหน้าพรรคความหวังใหม่จึงเริ่มโจมตี รสช. และโดยเฉพาะพลเอกสุจินดา เพราะหวั่นเกรงว่า รสช. จะครองอำนาจไว้เอง

ในที่สุดด้วยรัฐธรรมนูญที่เปิดช่องว่างไว้ให้นายกรัฐมนตรีไม่จําเป็นต้องมาจากการเลือกตั้ง ดังนั้น พลเอกสุจินดาจึงได้ดำรงตําแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๆ ที่พลเอกสุจินดาเคยให้คํามั่นต่อประชาชน โดยกล่าวผ่านสื่อมวลชนว่าจะไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่นานจากนั้นพลเอกสุจินดาจึงถูกโจมตีอย่างหนักว่าเป็นผู้สืบทอดอํานาจของรสช. จึงถูกย้อนถามถึงคําปฏิญาณตนของทหารที่ว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” แต่พลเอกสุจินดาอ้างว่าตน “เสียสัตย์เพื่อชาติ”

วาสนา นาน่วม อธิบายในหนังสือ “บันทึกคำให้การ สุจินดา คราประยูร : กำเนิดและอวสาน รสช.” (สำนักพิมพ์มติชน, 2545) ว่า “…พลเอกสุจินดาถูกมองว่าจำใจต้องรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยความจำเป็น จึงทำให้หลั่งน้ำตาอําลากองทัพบก เมื่อต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาเป็นนายกรัฐมนตรี แต่บางฝ่ายก็เห็นว่าเป็นการแสดงละคร”

เหตุการณ์ที่พลเอกสุจินดาหลั่งน้ำตา และที่มาของวาทะ “ผมจำเป็นต้องเสียสัตย์” นั้น เป็นเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2535 ช่วงเวลาเช้า พลเอกสุจินดาเดินทางมาที่ห้องประชุมกองทัพบกเพื่ออำลาตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก พลเอกอิสระพงศ์ หนุนภักดี ขณะนั้นเป็นรักษาการผู้บัญชาการทหารบก (และได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารบกในค่ำวันนั้น) ได้กล่าวขอบคุณพลเอกสุจินดา เมื่อกล่าวจบพลเอกสุจินดาจึงได้กล่าวตอบขอบคุณ โดยหนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2535 รายงานข่าวในวันนั้นไว้ว่า พลเอกสุจินดาได้ร้องไห้ออกมาขณะกล่าวสุนทรพจน์ ความว่า

“…’ชีวิตของผมมีความสุขที่สุด คือชีวิตที่ได้รับราชการอยู่ในกองทัพบก’ ถึงตอนนี้พล.อ.สุจินดา มีอาการคล้ายกับอะไรจะไปจุกที่ลำคอ นิ่งอิ้ง ‘ผม…’ พล.อ.สุจินดากลั้นใจอยากจะพูดต่อแต่ก็พูดไม่ออก พลันน้ำตาก็เริ่มไหลออกมา มากขึ้น-มากขึ้นจนต้องยกมือขึ้นปาดน้ำตา กระนั้นก็ยังนิ่งอึ้งเช่นเดิม และเมื่อพยายามพูดต่อก็ไม่วายตะกุกตะกัก ‘ว่าผม…’ พล.อ.สุจินดายกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตา

‘ผมไม่เคยหวังจะรับตำแหน่งใด ๆ หรือแม้แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก’ น้ำเสียงสั่นเครือ ‘ผมพอใจในสิ่งเดียวคือ รับราชการอยู่ในกองทัพบก แต่ขณะเดียวกัน ผมก็รู้ว่า วันหนึ่งผมต้องจากไป ซึ่งผมตั้งใจไว้ตั้งแต่รับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบกว่า จะออกจากกองทัพก่อนเกษียณอายุเพื่อเปิดทางให้ผู้อยู่ข้างหลังที่มีความสามารถได้เข้ามาแทนที่’…”

พลเอกสุจินดากล่าวต่อไปว่า

“การที่ผมตัดสินใจรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้นก็เนื่องจาก ประการหนึ่งก็คือ มั่นใจว่ากองทัพบกนั้นเป็นกองทัพที่มั่นคง นายทหารทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในปัจจุบันพร้อมที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อทำให้กองทัพบกมั่นคง เพื่อให้ประเทศชาติมีความมั่นคง มีความเจริญ ผมจำเป็นต้องเสียสัตย์ที่เคยกล่าวไว้ว่า จะไม่รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี…ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุผลที่ว่า เพราะความเป็นทหารที่เรามีคติประจำใจว่า เรายอมเสียสละได้เพื่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้น เมื่อเกิดความจำเป็นที่จะต้องทำงานเพื่อประเทศชาติ เพราะฉะนั้น การเสียชื่อเสียง เสียสัจวาจาก็อาจเป็นความจำเป็น”

โดยตลอดการกล่าวสุนทรพจน์ของพลเอกสุจินดานั้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสั่นเครือและสะอึกบ้าง แต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเหมือนช่วงแรก และเมื่อกล่าวจบ ลงมาจากเวที พลเอกสุจินดามาทักทายนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพบก จนพลเอกสุจินดากลั้นน้ำตาไม่อยู่อีกครั้ง นายทหารติดตามจึงต้องส่งผ้าเช็ดหน้าให้ซับน้ำตา ก่อนที่พลเอกสุจินดาจะเดินทางกลับ

ช่วงเวลาบ่าย ทางด้านพรรคความหวังใหม่ของพลเอกชวลิตได้จัดประชุมเป็นเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนที่นายพิศาล มูลศาสตรสาทร ได้ออกมาแถลงว่า พรรคความหวังใหม่และพรรคพันธมิตรทั้ง 3 ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคพลังธรรม และพรรคเอกภาพ ซึ่งเป็นฝ่ายค้านจะร่วมกันต่อต้านหลักการที่ขัดต่อประชาธิปไตย โดยช่วงหนึ่งนายพิศาลกล่าวถึงพลเอกสุจินดาที่เพิ่งหลั่งน้ำตาไป ความว่า

“…ตัวพล.อ.สุจินดามีความไม่พร้อมจะเป็นนายกฯ เพราะปฏิเสธมาตลอดจะไม่รับตำแหน่ง และเมื่อรับตำแหน่งก็มีสีหน้าที่เศร้าหมอง ในวันนี้ก็มีข่าวว่ากล่าวคำอำลาต่อนายทหารชั้นผู้ใหญ่ร้องไห้ออกทีวี แสดงว่าไม่เหมาะจะเป็นผู้บริหาร เพราะขาดความกล้า ผมเห็นว่าเป็นคนน่าเห็นใจอยู่…”

ภายหลังจากนั้นก็เป็นที่ทราบดีว่า พลเอกสุจินดาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรีได้ไม่นานก็ถูกโจมตีทั้งในและนอกสภาฯ โดยเฉพาะถูกต่อต้านจากพลตรีจำลอง ศรีเมือง และประชาชนอย่างรุนแรงจนนำไปสู่เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” หลังเหตุการณ์นั้น บทบาททางการเมืองของพลเอกสุจินดาก็แทบจะหมดไปโดยปริยาย

วาสนา นาน่วม ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พลเอกสุจินดา เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2542 เกี่ยวกับการหลั่งน้ำตาเมื่อครั้งนั้น พลเอกสุจินดากล่าวว่า

“…ก็จะเห็นว่าตอนที่เราอำลา ทบ. มันร้องไห้ออกมา โดยที่…ความรู้สึกข้างในมันเกิด ก็เราไม่ได้อยากจะเป็น เราไม่อยากจะนั่น ร้องไห้มันหยุดไม่อยู่ ก็ไม่รู้จะทำยังไง ยังสงสัยเลย เอ๊ะ มันอะไรกันวะ” 

วาสนา นาน่วม บรรยายบรรยากาศ ณ ตอนสัมภาษณ์ต่อจากนั้นว่า “พลเอกสุจินดาละล่ำละลักกล่าวด้วยเสียงสะอื้นที่หายไปในลำคอที่ทำให้ผู้เขียนตกใจ เมื่อมองไปที่นัยน์ตาของพลเอกสุจินดา มีน้ำตาออกมาคลอเบ้า จนพลเอกสุจินดาต้องก้มหน้าแล้วบอกว่า ‘วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะ’ จนผู้เขียนแปลกใจสวนกลับไปว่ายังไม่หมดเวลาเลย โธ่กำลังมัน แต่ก็ต้องจำใจกลับเมื่อพลเอกสุจินดาขอหยุดแค่นี้” 

วาสนา นาน่วม แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับพลเอกสุจินดาว่า เป็นนายทหารที่มีความรู้สึกอ่อนไหว และอาจเป็นจริงอย่างที่พลเอกวิโรจน์ แสงสนิท เพื่อนร่วมรุ่นกับพลเอกสุจิดาที่เคยบอกว่า พลเอกสุจินดามีอะไรชอบเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว ไม่ให้ใครรู้…

อ่านเพิ่มเติม :


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 พฤษภาคม 2565