“คําแนะนําการบรรเทาภัยระเบิดปรมาณู” คู่มือป้องกันภัยระเบิดปรมาณูเล่มแรกของไทย

(ซ้าย) การระเบิดที่ฮิโรชิมา (ขวา) การระเบิดที่นางาซากิ [ภาพโดย George R. Caron (ซ้าย) และ Charles Levy (ขวา)]

คู่มือป้องกันภัยระเบิดปรมาณูเล่มแรกของไทย

ย้อนไปเมื่อเช้าวันที่ 6 สิงหาคม 2488 เครื่องบินของกองทัพสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูหนัก 4 ตันลงที่เมืองฮิโรชิมา ประเทศญี่ปุ่น มีประชากรเสียชีวิตทันที 66,000 คน อีกกว่า 70,000 คน บาดเจ็บจากรังสีความร้อน ภายหลังมีตัวเลขประมาณผู้เสียชีวิตในปลายปีเดียวกันอยู่ที่ 140,000 คน ความร้ายแรงของ “ระเบิดปรมาณู” อาวุธชนิดใหม่นี้เป็นสิ่งที่กองทัพบกไทยให้ความสนใจศึกษาและค้นคว้าจนสามารถเรียบเรียงเป็นคู่มือสําหรับใช้ในภาคปฏิบัติกรณีหากประเทศไทยต้องประสบหายนะจากระเบิดปรมาณู คือ หนังสือคําแนะนําการบรรเทาภัยระเบิดปรมาณู เมื่อปี พ.ศ. 2494 ซึ่งสาเหตุของการจัดทําเอกสารดังกล่าวปรากฏในคําชี้แจงของ พลเอก ผ. ชุณหะวัณ (หรือต่อมาคือ จอมพลผิน ชุณหะวัณ) ผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้นว่า

“ลูกระเบิดปรมาณูเป็นอาวุธที่ร้ายแรง มีอํานาจการทําลายสูงในชั่วระยะเวลาอันสั้น ผิดกับลูกระเบิดทําลายธรรมดา สมควรที่ทหารจะได้ทราบอํานาจและวิธีการบรรเทาภัยระเบิดปรมาณูนี้ไว้ จึงได้ให้เจ้าหน้าที่เรียบเรียงคําแนะนําการบรรเทาภัยระเบิดปรมาณูนี้ขึ้นเท่าที่จะสามารถค้นคว้าได้จากหลักฐานต่างๆ ในภาษาต่างประเทศ

บัดนี้ เจ้าหน้าที่ได้ค้นคว้าเรียบเรียงเรื่องนี้ขึ้นแล้ว เห็นว่าเป็นแนวทางให้ผู้บังคับบัญชาและทหารได้ทราบถึงอํานาจของปรมาณู และวิธีบรรเทาภัยพอสมควร ฉะนั้น ให้ผู้มีหน้าที่ใช้เป็นหลักในการสอนและการปฏิบัติ เมื่อประสพภัยชนิดนี้จะได้รู้จักหลบหลีกภัยในทางที่ควร และช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ตามความจําเป็น”[1]

ปกหนังสือ “คำแนะนำการบรรเทาภัยระเบิดปรมาณู” พ.ศ. 2494

การให้ความสนใจต่อผลร้ายแรงของระเบิดปรมาณูของกองทัพไทยมีส่วนสัมพันธ์กับสถานการณ์ของโลกภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นยุคของสงครามเย็น นับแต่ช่วงทศวรรษ 2490 เป็นต้นมา เกิดการแข่งขันระหว่างอุดมการณ์ของโลกเสรีนําโดยสหรัฐอเมริกา และโลกสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์มีสหภาพโซเวียตเป็นแกนนํา แต่ละฝ่ายต่างมีนโยบายชักจูงและสนับสนุนประเทศภายใต้สังกัดของตนด้วยมาตรการทางเศรษฐกิจ รวมไปถึงมาตรการด้านกองทัพและการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ เพื่อใช้เป็นการถ่วงดุลแห่งอํานาจระหว่างกัน ความตอนหนึ่งของคู่มือดังกล่าวระบุข้อความอันเกี่ยวเนื่องถึงสถานการณ์การเมืองโลกขณะนั้นว่า

“ระเบิดปรมาณูเท่าที่เปิดเผยกันทั่วไปนั้นเป็นอาวุธประเภทลูกระเบิดทิ้งจากเครื่องบิน เกิดขึ้นใหม่ในตอนปลายมหาสงครามโลกครั้งที่สอง รูปร่างลักษณะ ตลอดจนวิธีการสร้างยังสงวนเป็นความลับของราชการทหาร ปรากฏในขณะนี้ว่าประเทศที่สร้างระเบิดปรมาณูได้อย่างแน่นอน คือประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนประเทศสหภาพโซเวียตรุสเซียนั้น ก็มีข่าวยืนยันกันว่า สร้างลูกระเบิดปรมาณูได้เหมือนกัน เหตุนี้วิธีทําสงครามปรมาณู จึงยังเป็นเรื่องลึกลับ ไม่มีประเทศมหาอํานาจใดๆ ยอมเปิดเผย แต่ก็เป็นสิ่งแน่นอนว่า อาวุธอย่างหนึ่งของสงครามนั้น คือระเบิดปรมาณู”[2]

ข้อความดังกล่าวแสดงถึงการรับรู้และยอมรับว่า รูปแบบการทําสงครามได้เปลี่ยนไปแล้วนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 บุคลากรในกองทัพมีหน้าที่ต้องศึกษาเรียนรู้มหันตภัยของอาวุธชนิดนี้เพื่อจะได้รับมือกับภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยได้เช่นกัน เห็นได้จากเนื้อหาในคู่มือเล่มนี้มุ่งเสนอความเข้าใจพื้นฐานของระเบิดปรมาณูในหลากหลายด้าน เริ่มจากวิธีการทํางานของระเบิดเกิดจาก การสลายตัวของ “แก่นปรมาณู ทําให้เกิดการ “แยกธาตุ” โดยใช้ยูเรเนียม 235 เป็นธาตุสําคัญ สามารถสร้างความร้อนได้ถึง “หลายล้านองศาเซ็นติเกรด”[3]

คู่มือดังกล่าวยังได้ให้ข้อมูลของอํานาจการทําลายล้างจากระเบิดปรมาณูอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้

“เมื่อทิ้งลูกระเบิดปรมาณูให้ระเบิดในอากาศนั้นจะปรากฎเห็นเป็นลูกไฟดวงใหญ่สว่างขึ้นมาในท้องฟ้า มีขนาดผ่าศูนย์กลางโตประมาณ 300 เมตร์ ตรงใจกลางลูกไฟดวงใหญ่นี้ มีความร้อนหลายล้านองศาเซ็นติเกรด เป็นเหตุให้เกิดอํานาจเผา และอํานาจแผ่รังษี พุ่งออกไปทั่วทุกทิศ และอํานาจแผ่รังษี เป็นประกายวบออกมาชั่วระยะ ๆ วินาทีแล้วก็หมดไป ขณะที่ประกายฤทธิร้อนวูบขึ้นมานั้น อากาศบริเวณลูกไฟดวงใหญ่ถูกเผาอย่างรุนแรงที่สุด ซึ่ง ขยายตัวอย่างรวดเร็วเกิดเป็นคลื่นหวั่นไหวกระแทกออกไป กลายเป็นลมร้ายพัดพุ่งออกมาด้วยความเร็วประมาณ 1300 กม. ต่อชั่วโมง ต่อมาสักครู่หนึ่งจะเกิดมีลมพายุมวนเข้าหาศูนย์กลางระเบิดด้วยความเร็วประมาณ 650 กม. ต่อชั่วโมง ความแรงของลมร้ายและลมพายุสองประการนี้แหละ คือ อํานาจพัดพังทลายของลูกระเบิดปรมาณู”[4]

นอกจากนี้ อํานาจการทําลายล้างยังรวมถึง “พิษรังสี” ที่กระจายออกไปหลังการระเบิดทําให้เกิดเป็น “ฝุ่นพิษรังสี” หรือ “ละอองฝนพิษรังสี” ก่อให้เกิด “โรครังสี” จนถึงแก่ชีวิตได้ในภายหลัง และเนื่องจากการทําสงครามด้วยระเบิดปรมาณูเป็นการใช้อาวุธรูปแบบใหม่ ดังนั้น คู่มือเล่มนี้จึงระบุวิธีป้องกันอํานาจปรมาณูโดยเฉพาะ การเสนอให้จัดตั้งเจ้าหน้าที่ป้องกันและรักษาโรครังสี ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มากสําหรับยุคนั้น (รวมไปถึงยุคนี้ด้วย สําหรับประเทศไทย) ในการป้องกันพิษรังสีจะต้องมีเครื่องตรวจรังสี เครื่องแต่งกายป้องกันพิษรังสี และเครื่องดับพิษรังสี ซึ่งอย่างหลังนี้ไม่มีข้อมูลเพราะ “ประเทศที่คิดค้นยังถือเป็นความลับในราชการทหาร”[5]

ไม่เพียงเท่านั้น คู่มือดังกล่าวได้เสนอวิธีบรรเทาภัยระเบิดปรมาณูไว้เพื่อใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อรักษาชีวิตของตนเองและผู้อื่นให้อยู่รอด แต่ต้องพ้นรัศมี 1,200 เมตรไปแล้วจะมีโอกาสรอดถึงร้อยละ 50 เพราะ “ถ้าหากบังเอิญอยู่ตรงกับบริเวณเกิดการระเบิดแท้ๆ ก็เหลือที่จะมีอะไรมาป้องกันชีวิตไว้ได้”[6] อีกทั้งระเบิดชนิดนี้เป็นเรื่องใหม่นอกเหนือทักษะของเหล่าทหารที่เคยปฏิบัติมาก่อน ดังนั้นจึงมีการย้ำเป็นพิเศษ ดังนี้

“การหลบภัยจะต้องทําอย่างรวดเร็วที่สุด ผิดกับการโจมตีด้วยลูกระเบิดธรรมดา ซึ่งมีการทิ้งระเบิดอยู่หลายๆ นาทีทําให้มีโอกาสเหลือสําหรับหลบเข้าที่กําบังในระหว่างเสียงระเบิดครั้งแรกกับครั้งสุดท้ายนั้นได้ แต่การโจมตีด้วยลูกระเบิดปรมาณูไม่มีโอกาสอย่างนั้นเลย ที่หลบภัย, หลุม หลบภัย, ห้องใต้ดิน, ท่อระบายน้ำริมถนน, คู, คลอง ฯลฯ เหล่านี้ อาศัยหลบอันตรายอย่างนี้ได้”[7]

สาระสําคัญของการบรรเทาภัยระเบิดปรมาณูจึงเน้นที่การรักษาชีวิตของตนเองเป็นเบื้องต้นด้วยการเข้าที่กําบัง ซึ่งมีความแข็งแรงและอยู่ในที่ต่ำ เช่น ริมกําแพง และคูคลอง พร้อมทั้งอยู่ในท่าที่เหมาะสมคือ หมอบราบลงกับพื้น หลังจากการระเบิดแล้วจึงค่อยช่วยเหลือผู้ประสบภัยรายอื่นต่อไป แต่จะต้องหมั่นรักษาความสะอาดร่างกาย และเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อป้องกันฝุ่นผงที่ปนเปื้อนพิษรังสี และต้องไม่กินหรือดื่มตลอดจนสัมผัสกับสิ่งใดๆ ในบริเวณ ที่มีพิษรังสีอยู่ด้วย รวมไปถึงการควบคุมอย่าให้มีการเผยแพร่ “ข่าวอกุศล” เพราะจะสร้างความตื่นตระหนกแก่ ผู้คนจํานวนมาก[8]

สิ่งที่ตามมาหลังจากการระเบิดคือ “โรครังสี” นับเป็นภัยที่แฝงเร้นมากับอานุภาพของระเบิดปรมาณู ซึ่งคู่มือดังกล่าวระบุอาการของผู้ป่วยจะเกิดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปริมาณรังสีที่แต่ละคนได้รับ กรณีที่รับไปมากจะแสดงอาการสั่นสะท้านพร้อมกับคลื่นเหียนภายใน 2-3 ชั่วโมงแล้วหายไป ต่อจากนั้น อีก 1-2 วัน อาการก็จะกลับเป็นเช่นเดิม และมีอาการอาเจียน ท้องร่วง มีไข้ และอาการจะหายไปอีก 2-3 วัน อาการเช่นนี้จะกําเริบจนถึงแก่ความตาย

หากไม่ได้รับรังสีมากก็จะมีอาการโลหิตไหลตามปากและเหงือกภายใน 2-3 สัปดาห์ มีโลหิตออกภายในร่างกายร่วมด้วย โลหิตจะไหลไม่หยุดแม้เป็นบาดแผลเล็กน้อย รวมไปถึงมีอาการผมร่วงและเบื่ออาหาร อาการเหล่านี้อาจหายไปและกลับมาเป็นใหม่ได้อีก นอกจากนี้ในคู่มือดังกล่าวได้แนะนําการปฐมพยาบาลตนเองด้วยการรักษาร่างกายให้อบอุ่นเสมอ พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำอุ่นๆ พร้อมกับกินอาหารที่มีไขมัน และน้ำตาลในปริมาณมากขึ้น รวมไปถึงให้หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำและกินอาหาร ตลอดจนอาศัยในแหล่งที่มีพิษรังส[9]

ไม่เพียงเท่านั้น คู่มือเล่มนี้ได้ให้คําแนะนําเรื่องการปฐมพยาบาลผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทันทีหลังการระเบิด ได้แก่ ผู้ป่วยจากแผลพิษร้อน โดยเน้นให้รักษาความสะอาดของบาดแผล กรณีที่มีเสื้อผ้าของผู้ป่วยติดอยู่ให้ตัดผ้านั้นออก หากเป็นแผลพุพองอย่าเจาะให้ทะลุ และให้ใช้ผ้าชุบวาสสิน หรือขี้ผึ้งปิดแผล

กรณีที่ผู้ป่วยเจ็บแผลมาก การพันแผลก็ไม่ควรพันให้แน่นเกินไป พร้อมทั้งให้ผู้ป่วยได้รับความอบอุ่นอยู่เสมอ สําหรับผู้ป่วยตกเลือดหรือเสียโลหิต ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบาดแผลโดยตรง ควรใช้ผ้ารัดบาดแผลให้แน่นและให้คลายผ้าออกเป็นครั้งคราว ส่วนกรณีที่ผู้ป่วยกระดูกหัก อย่าพยายามดึงกระดูกให้เข้าที่ และควรเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยความระวังโดยให้มีเครื่องรองรับผู้ป่วยก่อนทุกครั้ง[10]

ประเด็นสุดท้ายของคู่มือเล่มนี้เป็นเรื่องของการดับเพลิง เพราะเมื่อเกิดการระเบิดขึ้นมาเชื้อเพลิงที่อยู่บริเวณใกล้รัศมีจะติดไฟทันทีและอาจเกิดขึ้นพร้อมกันหลายแห่ง บรรดาทหารที่ปฏิบัติหน้าที่จําเป็นต้องทราบวิธีการดับเพลิงที่ถูกต้อง ได้แก่ การปิดประตูอาคารให้มิดชิดเพื่อป้องกันลมเข้ามาทําให้ไฟลุกไหม้อีก หากจะพังประตูเข้าไปให้เลือกบริเวณใกล้กับกลอนประตู เมื่ออยู่ในที่มีควันหนาๆ ให้คลานเข้าไป อย่าเดิน และควรเลือกอยู่ชิดกําแพงหรือส่วนที่แข็งแรงของอาคาร การดับเพลิงให้เข้าใกล้ต้นเพลิงมากที่สุด และถ้าจะหาต้นเพลิงให้เริ่มจากชั้นบนลงมา กรณีที่ต้นเพลิงเป็นน้ํามันให้ใช้ทรายดับ รวมทั้งให้เตรียมถังน้ำ ถังทราย และอุปกรณ์ดับเพลิงไว้ในอาคารให้มาก[11]

นอกเหนือจากคําแนะนําที่เป็นประโยชน์ดังกล่าวแล้ว คู่มือเล่มนี้ยังมีภาพประกอบเพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจความร้ายแรงของระเบิดปรมาณูมากขึ้น เช่น รัศมีการทําลายล้าง รวมไปถึงวิธีการหลบภัยกรณีที่เกิดระเบิดขึ้นมา

อย่างไรก็ดี การแพร่หลายของคู่มือดังกล่าวมีอยู่เฉพาะในแวดวงบุคลากรของกองทัพ ประกอบกับจํานวนพิมพ์ที่น้อยมาก มีส่วนทําให้การรับรู้ของบุคคลทั่วไปถึงวิธีการรับมือกับมหันตภัยชนิดนี้อยู่ในขอบเขตจํากัด


เชิงอรรถ

[1] กองทัพบก. คำแนะนำบรรเทาภัยระเบิดปรมาณู. (พระนคร : โรงพิมพ์กรมแผนที่ทหารบก, 2494), น. คำชี้แจง.

[2] กองทัพบก. คำแนะนำการบรรเทาภัยระเบิดปรมาณู. น. 1.

[3] เรื่องเดียวกัน

[4] เรื่องเดียวกัน

[5] เรื่องเดียวกัน

[6] เรื่องเดียวกัน

[7] เรื่องเดียวกัน

[8] เรื่องเดียวกัน

[9] เรื่องเดียวกัน

[10] เรื่องเดียวกัน

[11] เรื่องเดียวกัน


บทความนี้นำเนื้อหาส่วนหนึ่งมาจากบทความ “จาก ‘ฮิโรชิมา’ สู่ ‘สยาม’ : การรับรู้เรื่องพลังงานปรมาณูในสังคมไทย” โดย นนทพร อยู่มั่งมี ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกรกฎาคม 2554


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 2 มีนาคม พ.ศ. 2565