ปัญหาบัญชีราชสํานักสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อรายจ่ายท่วมรายรับ

รัชกาลที่ 7 กับพระบรมวงศานุวงศ์ และเสนาบดี หน้าหอสมุดวชิราวุธ ถนนหน้าพระธาตุ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2469

พระนิพนธ์เรื่อง “สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น ประวัติศาสตร์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475” (สนพ.มติชน, พิมพ์ครั้งที่ 4, พ.ศ. 2546) ของ ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล ทรงนิพนธ์ไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2486 เป็นต้นฉบับพิมพ์ดีด ต่อมา ศาสตราจารย์ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ทรงตรวจทานแก้, ทรงละพระนามหรือนามของบุคคลที่มีบทบาทในบันทึกนี้ในบางแห่ง ที่ทรงเห็นว่าควรละ (ผู้อ่านจะเห็นได้จากจุดไข่ปลา) แล้วประทานให้ “ศิลปวัฒนธรรม” เมื่อ พ.ศ. 2542 พิมพ์เผยให้เกิดประโยชน์ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์

ม.จ.พูนพิศมัย ดิศกุล (พ.ศ. 2438-2533) ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ที่อยู่ใกล้ชิดพระบิดาตลอดเวลา ขณะที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็เป็นเสนาบดีคนสำคัญในราชสำนักตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เรื่อยมา พระนิพนธ์ของ ม.จ.พูนพิศมัย จึงเป็นงานนิพนธ์ของบุคคลที่อยู่ในสถานที่จะบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้ได้ดีกวาผู้อื่นที่อาจะเพียงได้ยินได้ฟัง

ส่วนที่คัดย่อมานำเสนอในที่นี้เป็น พระนิพนธ์เกี่ยวกับช่วงต้นรัชกาลที่ 7 ที่ราชสำนักหารือกันเพื่อแก้ปัญหาเรื่องบประมาณดังนี้ (จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม)


 

เหตุการณ์ในตอนแรก [รัชกาลที่ 7 ] เสวยราชย์ก็คือเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำและการตัดทอนรายจ่ายของประเทศ. มีพิเศษในเรื่องจะตัดทางราชสำนัก ซึ่งค้างมาแต่ในรัชกาลที่ 6 ในตอนก่อนเสด็จสวรรคต

ฉะนั้น ข้อแรกก็ต้องสางบัญชีในราชสำนัก, ได้ความว่ารายจ่ายท่วมรายรับจนมีหนี้อยู่ราว 4-5 ล้านบาท. บัญชีรายจ่ายมีหลักฐานอยู่ว่าเพียงค่าไฟฟ้าส่วนพระองค์ก็เดือนหนึ่งถึง 200,000 บาท และยังมีบ้านข้าราชการบางบ้านที่ใช้เปล่า โดยไม่ต้องเสียทั้งค่าติดและแรงไฟ.

เจ้านายบางพระองค์ที่ทรงขุ่นเคืองว่าในหลวงทรงถูกปอกลอกจนมีหนี้สินอยู่แล้ว, ก็ทรงแนะนำว่าให้ชำระโดยเปิดเผยให้เห็นผิดและชอบ, แต่เด็จพ่อ [สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ] กราบทูลว่า-พวกเหล่านี้ก็เป็นข้าราชการผู้ใหญ่ๆ อย่างไรก็เคยได้ทำความดีความชอบมาแล้วบ้างไม่มากก็น้อย ฉะนั้นควรได้รับความกรุณาให้ได้โอกาสที่จะได้แก้ตัว, เห็นว่าก่อนที่จะให้คนอื่นเข้าไปสะสางบัญชีหรือทำแทน ควรเรียกตัวมาอธิบายว่าบ้านเมืองต้องการตัดทอนรายจ่าย และขอให้เขาไปคิดจัดการตัดรายจ่ายมาให้ได้ตามที่ควร.

สมเด็จพระราชปิตุลาฯ [สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดช] ทรงฉุนเด็จพ่อถึงตรัสว่า “กรมดำรงเห็นแก่หน้าบุคคล.”

เด็จพ่อทูลตอบว่า “ไม่ได้คิดเช่นนั้น, แต่เห็นว่าการเอาคนออก 1-2 คนนั้นไม่เป็นการยาก, แต่ควรให้โอกาสแก่ตัวเขาก่อน.”

ตกลงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับเด็จพ่อ, ด้วยเหตุนี้-เจ้าพระยายมราช, พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภและเจ้าพระยาธรรมาฯ จึงได้รับพระราชทานคำชี้แจงและทรงมอบอำนาจให้ไปคิดตัดทอน, เผอิญท่านทั้งสามที่กล่าวนามมาแล้วนี้กลับเข้าไปกราบทูลว่า-ตัดไม่ได้ เพราะไม่มีทางจะตัด. จึงโปรดให้เรียกคนอีกชุดหนึ่งที่รับว่าตัดได้ มีกรมพระกำแพงเพชรฯ และเจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์, เข้ามาจัดการ

คนหลังนี้จึงได้เป็นเสนาบดีกระทรวงวังต่อมา

ที่ทำได้สำเร็จก็เพราะเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ เป็นคนโผงเผงไม่ค่อยเกรงใจใคร, น่าประหลาดแต่ว่าทวดผู้หญิงของเจ้าพระยาวรพงศ์ฯ เป็นลูกของพระเจ้ากรุงธนบุรี เจ้าพระยาวรพงศ์ฯ เป็นชั่วที่ 4 โดยตรงจากพระเจ้ากรุงธนฯ, กิริยาท่าทางห้าวหาญเอะอะเป็นนักเลง, แต่เป็นคนซื่อตรง, คนที่เรียบร้อยก็ไม่ค่อยชอบเป็นธรรมดา

ต่อมาก็ถึงรายจ่ายอีกอย่างหนึ่ง คือบำนาญข้าราชบริพารในรัชกาลที่ 6 ที่พระราชทานไว้ในพระราชพินัยกรรม.

สมเด็จกรมพระสวัสดิฯ [สมเด็จฯ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์] ตรัสว่า-ไม่ต้องให้, เพราะตามกฎหมายผู้ตายมีแต่หนี้, เมื่อใครจะเอาให้ได้ก็ให้ไปฟ้องศาลเถิด,

แต่ในหลวงตรัสว่า-พระองค์ท่านและพระราชินีก็ไม่มีลูก, ขอแต่มีพอใช้ไปชั่วชีวิตก็พอแล้ว ฉะนั้นรัฐบาลจะขอตัดจาก 11 ล้านเป็น 6 ล้านท่านก็จะทรงยอม. ส่วนพระราชพินัยกรรมก็อยากจะรักษาคำของพระเชษฐาธิราชไว้, จะปล่อยให้ไปถึงโรงศาลให้เป็นการประจานนั้นไม่ได้. ทรงขอให้เอาเงินส่วนรายได้ของทูลกระหม่อมประชาธิปกฯ แจกไปตามคำสั่งก็แล้วกัน. ขอแต่เพียงว่าจะให้ได้ตามพระราชพินัยกรรมนั้นไม่มีเพียงพอ, ให้จ่ายไปเพียงเท่าที่เขาจะยังชีวิตอยู่ได้ เช่นคนที่ได้เดือนละ 2,000 บาท ก็จะพระราชทานได้เพียง 1,200 แทน. ทุกพระองค์เห็นชอบตามพระราชกระแส.

เขาเล่ากันว่าสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ฉุนจนตรัสว่า “มันจะช่วยใช้หนี้กันไหมเล่า?”

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รู้กันเพียงผู้ที่เกี่ยวข้อง, ฉะนั้นไม่ช้าก็ได้ยินว่าพวกที่ถูกลดถูกถอนโกรธเคืองว่าทรงลบล้างพระราชพินัยกรรมกันมากมาย และพอถึงเวลาเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยแล้ว พระสุจริตสุดา (เปรื่อง สุจริตกุล) ผู้เป็นพระญาติทางพระชนนีเองเป็นผู้นำฟ้องยังศาลหลวงก่อนคน แล้วเจ้าพระยารามฯ ก็ฟ้องต่อ. ทุกคนคอยฟังว่าความจะชนะหรือแพ้, ถ้าชนะก็จะเรียกร้องให้ได้เต็มที่กันทุกคน.

มีพระยาอนิรุทธเทวา คนเดียวที่พูดว่า-ถึงจนๆ ท้องแห้งก็ไม่ฟ้อง!

เผอิญศาลตัดสินว่าในเวลาที่ทรงชี้ขาดนั้นเป็นเวลาสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยู่, เรื่องจึงสงบกันไป.

ในเรื่องนี้ตรงกับสุภาษิตที่ว่า-ทำคุณบูชาโทษ-โดยแท้ทีเดียว.

ในเรื่องราชสำนักนั้น ควรกล่าวได้ว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างตรงข้ามหรือที่ฝรั่งเรียกว่า re-action ของรัชกาลก่อนนั่นเอง เหตุด้วยคนโดยมากเห็นอย่างเดียวกันว่าในหลวงพระองค์ก่อนทรงถูกล้อมรอบไปด้วยขุนนางที่รู้จักแต่ความรักตัว, ไม่เหมือนสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงคลุกคลีอยู่กับเจ้านายพี่น้อง ซึ่งอย่างไรก็จะต้องมีส่วนได้เสียในคำว่า-จักรี-ผูกพันธ์อยู่ด้วย

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงหันไปทางเจ้าและกดข้าราชการ โดยฉะเพาะในราชสำนัก เพื่อให้เห็นว่าจะเป็นอย่างไรในรัชกาลก่อนอีกไม่ได้

แต่เผอิญเจ้าในรัชกาลที่ 7 นี้, ผิดกันไกลกับเจ้าในรัชกาลที่ 5. กล่าวคือ ทั้งยศศักดิ์และการเล่าเรียนรู้เห็น. เพราะเจ้าในรัชกาลที่ 5 เป็นน้องยาเธอที่ได้ทรงร่วมทุกข์เห็นสุขมากับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง, ได้ทรงเล่าเรียนรู้เห็นมาในเมืองไทยนี้เองด้วยกัน, ครั้นถึงเวลาทำงานก็ต้องรับผิดชอบเต็มสติปัญญาต่างๆ กันตามหน้าที่, ต้องรู้จักทั้งสถานที่และน้ำใจคนมาแต่ทรงพระเยาว์, ก็ย่อมจะต้องเป็นประโยชน์ยิ่งแด่สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินอยู่เอง.

ส่วนเจ้านายในรัชกาลที่ 7 นี้เป็นนักเรียนนอกด้วยกันโดยมาก. ที่ไม่ใช่นักเรียนนอก, ก็เป็นพวกที่ไม่มี education เลย, ความรู้ในเรื่องเมืองไทยจึงไม่มีพอที่จะมีสูงยิ่งกว่าคนสามัญ, ทั้งทางยศศักดิ์ก็เป็นเพียง cousins และหลานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, ไม่เคยมีทางที่จะได้ร่วมรู้ร่วมทุกข์หรือสุขกับพระเจ้าแผ่นดินมาเลย.

ส่วนเจ้าที่ดีๆ ก็มีแต่จะหมดไปตามอายุ. แม้ที่เหลืออยู่ก็ต้องระวังรักษาผิว, เพราะ…….และ…….เป็นยักษ์ยืนรักษาประตูอยู่อย่างวัดอรุณฯ จึงไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ฉะนั้นพวกที่ล้อมรอบในหลวงอยู่เป็นประจำวันก็คือ

  1. สกุลสมเด็จกรมพระสวัสดิฯ ทั้งหมด
  2. สกุลกฤดากร คือท่านอมรทัต สมุหราชองครักษ์ และท่านอิทธิ เทพสรรค์ อากิเต๊ก ม.ร.ว.สมัครสมาน ราชเลขานุการในพระองค์
  3. พวกกรมหมื่นอนุวัตรฯ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่อยู่ในวัง อย่างพ่อบ้านทั้งครอบครัว
  4. ม.จ.ถาวรมงคลวงศ์ ไชยันต์ แพทย์ประจำพระองค์
  5. ม.จ.วิบูลย์สวัสดิวงศ์ สวัสดิกุล ราชเลขาธิการ
  6. ม.จ.ประสบศรี จิรประวัติ ราชองครักษ์

 


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก 23 กุมภาพันธ์ 2565