รัชกาลที่ 7 เสด็จมณฑลพายัพครั้งแรก กับการยกเลิกตำแหน่งเจ้าผู้ครองนคร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประพาสมณฑลพายัพ ขบวนรถไฟพระที่นั่งถึงยังสถานีเชียงใหม่

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองราชย์ ขณะนั้นมีหลายสิ่งในสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ในเวลานั้นมีการยุบรวมมณฑลมหาราษฎร์กับมณฑลพายัพ เปลี่ยนสมุหเทศาภิบาลให้ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทย ประกอบกับในเวลานั้นบรรดาเจ้าล้านนาถึงแก่พิราลัยหลายองค์ เจ้าเมืองน่าน เจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช พิราลัยในปีพ.ศ.2460 ต่อมาเจ้าบุญวาทย์วงษ์มานิต เจ้าเมืองลำปางถึงแก่พิราลัยในปีพ.ศ.2465 จากนั้นแต่งตั้งเจ้าราชบุตรเป็นผู้รั้งเจ้านครลำปางก็ถึงแก่กรรมลงในปี พ.ศ.2468

มีข่าวลือไปต่างๆ นาๆ เรื่องการแต่งตั้งเจ้านครลำปางว่าจะยังคงอยู่อย่างเดิมหรือไม่ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเสนอความเห็นในเรื่องการจัดการแต่งตั้งเจ้าทางเหนือควรทำให้เรียบร้อย เนื่องด้วยเงินงบประมาณของกรมพระคลังที่ต้องพระราชทานให้แก่พวกเจ้าในแต่ละปีนั้นรวมแล้วเกือบ 300,000 บาท การจัดการบริหารที่ดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปได้

เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยนำเรื่องการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครลำปางและการเลื่อนยศแก่เจ้านายเมืองน่าน หารือในที่ประชุมอภิมนตรีในเดือนมีนาคม พ.ศ.2468 กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงเห็นว่าตำแหน่งเจ้าลาวเมื่องต่างๆหมดความสำคัญลงแล้ว ไม่เป็นที่นิยมแก่ราษฎรไม่จำเป็นที่จะต้องมีการแต่งตั้งเจ้าเมืองอีกต่อไป แต่กรมพระดำรงราชานุภาพทรงมีความเห็นว่า การแต่งตั้งเจ้าเมืองต้องคงอยู่เพียงแต่ให้ลดจำนวนเงินลง

เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยเห็นว่าการยกเลิกตำแหน่งเจ้าเมืองในเวลานี้คงไม่มีผู้ใดคัดค้านนอกจากตัวเจ้าเอง แนะให้เจ้ามณฑลพายัพไปรับราชการต่างถิ่นเหมือนข้าราชการอื่นๆ ตำแหน่งปลัดมณฑลประจำจังหวัดให้ยกเลิกไป ให้เจ้าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและคงยศเจ้าไว้ ปลัดจังหวัดให้เลือกเอาคนมีความสามารถไม่จำเป็นต้องหมายเอาคนในพื้นที่

ที่ประชุมอภิมนตรีมีความเห็นพ้องต้องกันว่าต้องปรับรูปแบบการปกครองมณฑลพายัพให้เหมือนมณฑลอื่นตามปกติ ส่วนสกุลเจ้าต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงดูแลเช่นเดียวกับสกุลชนชั้นสูงของสยาม ผู้ใดจงรักภักดีมีความสามารถก็แต่งตั้งให้เป็นเสนาบดี เห็นสมควรตั้งเจ้าผู้ครองนครเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด หากไม่มีใครจึงจะแต่งตั้งคนจากส่วนกลางไปดำรงตำแหน่ง ในส่วนของเงินตอบแทนพระมหากษัตริย์จะทรงพระราชทานให้เอง

แต่กรมพระนครสวรรค์วรพินิตกลับมีความเห็นแย้งว่า เพราะเงินพระราชทานรายปีนั้นทำให้เจ้านายต่างอยากเป็นเจ้าผู้ครองนคร (ผู้ว่าราชการจังหวัด) พึงให้รับรู้ว่าเจ้านายในยุคนี้สมัยนี้ไม่มีสิทธิ์ไม่มีอำนาจเหมือนเช่นแต่ก่อนแล้ว

จากความเห็นที่แย้งกันในที่ปรึกษาของพระองค์นี้ทำให้รัชกาลที่ 7 ทรงตัดสินพระทัยที่จะเสด็จประพาสมณฑลพายัพเพื่อพิจารณาประเด็นดังกล่าวด้วยพระองค์เอง

การเสด็จในครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่พระมหากษัตริย์สยามเสด็จเยือนมณฑลพายัพ แม้ว่ารัชกาลที่ 6 จะเคยเสด็จมาแล้วเมื่อปี พ.ศ.2448 แต่ขณะนั้นทรงดำรงฐานะสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ไม่ใช่ในฐานะกษัตริย์

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้กรมพระดำรงราชานุภาพเตรียมการและวางหมายกำหนดการ โดยเสด็จทางรถไฟ เชื้อพระวงศ์พร้อมด้วยข้าราชบริพารตามเสด็จด้วย

กรมพระดำรงราชานุภาพทรงตระหนักถึงความสำคัญในการเสด็จครั้งนี้ ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่สมพระเกียรติ ธรรมเนียมพื้นเมืองในแถบนี้คือการถวายดอกเอื้องแซะของพวกลัวะ ย่ำฤดูหนาวดอกเอื้องแซะจะบาน พวกลัวะจะนำเอื้องแซะพร้อมด้วยของกำนัลอย่างอื่นมาถวายเจ้าหลวงเชียงใหม่ เพื่อให้คุ้มครองพวกตน สิ่งนี้จึงได้จัดอยู่ในหมายกำหนดการด้วยโดยเปลี่ยนให้พวกลัวะถวายเอื้องแซะให้แก่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ลัวะในเชียงรายเข้าเฝ้ารับเสด็จ

พระราชชายาเจ้าดารารัศมีก็ทรงมีส่วนช่วยในการเตรียมรับเสด็จครั้งนี้ด้วย พระชายาดูแลขบวนแห่ ช้างพาหนะและเครื่องราชูปโภคต่างๆ ทั้งช่วยส่งรายชื่อวัดสำคัญๆ ในเชียงใหม่ให้แก่กรมพระยาดำรงราชานุภาพเพื่อเตรียมเครื่องสักการะให้พระมหากษัตริย์ทรงพระราชทานอันเป็นการแสดงถึงฐานะผู้อุปถัมถ์พระพุทธศาสนาในหัวเมืองเหนือแทนที่เจ้าเมืองเดิม

ในส่วนของการรับรองการเสด็จนั้น ถนนหนทางสะอาดเรียบร้อย มีพลับพลารอรับเสด็จฯ ประดับซุ้มโคมไฟตามถนนสายต่างๆ มีการติดตั้งเครื่องปั่นไฟและเครื่องอำนวยความสะดวกตามเมืองต่างๆ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จสถานที่ราชการและวัดสำคัญๆ หลายแห่งในมณฑลพายัพ จะยกพระราชกรณียกิจสำคัญพอสังเขปดังนี้

ทรงพระราชทานพระแสงศาสตราแก่หัวเมืองทุกเมือง ทรงเสด็จวางพวงมาลาอนุสาวรีย์เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานที่วัดสวนดอก เสด็จตำหนักพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในเมืองแพร่ทรงเสด็จวางพวงมาลาอนุสาวรีย์พระยาไชยบูรณ์ ข้าหลวงเมืองแพร่ที่เสียชีวิตจากกบฏเงี้ยว

พระราชดำรัสตอบในการเสด็จเยี่ยมเมืองต่างๆ ของพระองค์คือยกประวัติศาสตร์เจ้าเจ็ดตนมาเท้าความที่ล้านนามาเป็นส่วนหนึ่งของสยามและทรงเน้นถึงความเป็นเอกภาพของชาติ

พระราชดำรัสตอบเมืองลำปางว่าเป็นเมืองสำคัญของสยามมีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับราชวงศ์จักรีของพระองค์ เนื่องด้วยปฐมกษัตริย์แห่งราชจักรีวงศ์ทรงช่วยให้พ้นภัยจากพม่า บ้านเมืองของเราแต่ก่อนลำบากไปมาหาสู่กันไม่สะดวก อย่าได้ดิดห่างเหินว่าเป็นลาวหรือเป็นไทย เราก็เป็นคนประเทศเดียวด้วยกันทั้งสิ้น

พระราชดำรัสตอบเชียงรายโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นสื่อเชื่อมโยงว่า พบพระแก้วมรกตที่นี่นับเป็นมิ่งขวัญแก่กรุงรัตนโกสินทร์ แต่เดิมชนชาติไทยของเรานี้เริ่มตั้งรกรากที่เมื่องเชียงรายแล้วจึงได้อพยพย้ายไปยังถิ่นต่างๆกระจัดกระจายกันอยู่ทั่วประเทศ

ในส่วนของเมืองเชียงใหม่นั้นกล่าวถึงวีรกรรมของตระกูลเจ้าเจ็ดตน เน้นย้ำว่าพระองค์ทรงมีสถานะเป็นเจ้าเหนือหัวของราษฎรทุกคนและให้สำนึกในความเป็นชาติเดียวกัน

จากพระราชดำรัสจะเห็นว่ามีการใช้ประวัติศาสตร์มาแสดงถึงความชอบธรรมในการปกครองล้านนา ปรับมุมมองเข้าใจว่าเป็นชนชาติไทยเดียวกันเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ในการเสด็จครั้งนี้ทรงโปรดให้ทำจารึกไว้ที่เชียงแสนและลำพูนโดยโปรดเกล้าฯ ให้กรมพระดำรงราชานุภาพเป็นผู้ออกแบบ ความในจารึกกล่าวถึงรัชกาลที่ 1 ที่รวบรวมชาติให้เป็นปึกแผ่นนำแผ่นดินให้พ้นภัย ปกป้องล้านนาจากไพรีที่รุกราน ยังให้ไพร่ฟ้าอาณาประชาอยู่สงบร่มเย็น สรรเสริญรัชกาลที่ 7 ที่ทรงมีพระเมตตา เสด็จเยี่ยมราษฎรเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่ชาวเมือง

เมื่อเสด็จกลับกรุงเทพฯ แล้วทรงเรียกประชุมเสนาบดีว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครมณฑลพายัพ เห็นว่าเมืองลำพูนไม่ควรแต่งตั้งเพราะอยู่ใกล้เมืองเชียงใหม่ มีมติไม่แต่งตั้งเจ้าผู้ครองนครลำปาง และหากต่อไปเมืองใดว่างเว้นเจ้าผู้ครองนครจะไม่มีการแต่งตั้งอีก พระเจ้าอยู่หัวจะทรงเลี้ยงพวกเจ้าตามความสามารถทางราชการเพื่อเปลี่ยนให้เป็นหัวเมืองชั้นในทั้งหมด

การเสด็จมณฑลพายัพครั้งนี้นอกจากเพื่อหาข้อยุติว่าด้วยเรื่องตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครแล้วยังเป็นการประกาศแสนยานุภาพของพระมหากษัตริย์สยามว่าเป็นเจ้าเหนือหัวของประชาชนทุกคนในฐานะประมุขสูงสุดของประเทศและเน้นย้ำว่า “ล้านนาเป็นของสยามโดยสมบูรณ์

อ้างอิง: ผศ.ดร.เนื้ออ่อน ขรัวทองเขียว. เปิดแผนยึดล้านนา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2559

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป