รักครั้งเยาว์วัยของรัชกาลที่ 7

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ขณะเสด็จเยือนประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2474 (ภาพจากหนังสือ สมุดภาพรัชกาลที่ 7)

“—ที่จริงการแต่งงานนั้นน่ะไม่ได้ดีจริงๆ อย่างเราคิดกัน แต่เรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ก็เห็นดีกันอยู่แล้ว จึงควรจะตกลงใจได้—”

Žเป็นพระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ที่ตรัสกับหม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา ดิศกุล เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวขณะทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ทรงเกิดความพึงพอพระทัยในหม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา และมีพระประสงค์จะขอหมายหมั้นไว้

หม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา ดิศกุล เป็นพระธิดาของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กับหม่อมเฉื่อย พระบิดานำเข้าถวายตัวในสำนักสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ ตั้งแต่พระชันษาเพียง ๔ ปี ซึ่งก็ทรงอุปถัมภ์ยกย่องเชิดชูและเอ็นดู โปรดให้เข้ารับการศึกษาตามแบบสมัยใหม่ที่โรงเรียนราชินี และทำหน้าที่รับใช้ใกล้ชิดติดพระองค์ จนพระชันษาได้ ๑๔ ปี เป็นเวลาที่สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ ซึ่งทรงกำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ได้เสด็จกลับประเทศไทยเพื่อร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระบรมราชชนก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.. ๒๔๕๔

ครั้งนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าพี่น้อง ๒ พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก พระชนมายุ ๑๗ พรรษา และพระอนุชา คือสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ พระชนมายุ ๑๖ พรรษา ประทับอยู่กับพระราชมารดาที่วังพญาไท ได้ทรงร่วมเล่นหัวพูดคุยคุ้นเคยกับหม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา สมเด็จเจ้าฟ้าทั้ง ๒ พระองค์ ทรงพอพระทัยในหม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ทรงพระทัยร้อนเกรงความรักจะไม่สมหวัง จึงทูลขอสมเด็จพระราชชนนีให้ทรงหมั้นหมายหม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา ก่อนที่จะเสด็จกลับไปทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ

(จากซ้าย) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว, สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ, สมเด็จเจ้าฟ้าอัษฎางค์เดชาวุธ, สมเด็จเจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก (ภาพจากหนังสือ สมุดภาพรัชกาลที่ 7)

แม้สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ จะทรงเอ็นดูหม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขา แต่เพราะทรงเข้าพระทัยชีวิต เข้าพระทัยความรักของหนุ่มสาว และน่าจะทรงเป็นเพราะทรงผ่านชีวิตมามากจนน่าจะทรงคาดถึงเหตุการณ์บางอย่างในอนาคตได้ จึงมีพระราชดำรัสอย่างผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกและรู้จักความเป็นจริงของโลกอย่างถ่องแท้ว่า “—ที่จริงการแต่งงานนั้นน่ะไม่ได้ดีจริงๆ อย่างเราคิดกัน แต่เรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ก็เห็นดีกันอยู่แล้ว จึงควรจะตกลงใจได้—Ž ” และโปรดให้หมั้นหมายหม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขาด้วยเครื่องเพชร และโปรดประทานอนุญาตให้หนุ่มสาวทั้งคู่แลกของและติดต่อกันทางจดหมายได้

สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์เสด็จกลับไปศึกษาต่ออย่างสบายพระทัย จนเวลาผ่านไป ๔ ปี ทรงสำเร็จการศึกษา เสด็จกลับประเทศไทย เมื่อเสด็จมาหาพระราชมารดาครั้งใดก็ทรงสนทนาวิสาสะกับพระญาติรุ่นเล็ก คือหม่อมเจ้าหญิงหลายพระองค์ ในจำนวนหม่อมเจ้าหญิงหลายพระองค์นั้น มีหม่อมเจ้าหญิงรำไพพรรณี สวัสดิวัฒน์ ความที่ทรงเป็นดรุณีที่งดงามสดชื่น ทำให้พระทัยของสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ทรงหวั่นไหว และความในพระทัยก็ถูกเปิดเผยออก

หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงกล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างสมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์กับหม่อมเจ้าหญิงพิไลยเลขาไว้ว่า “—ในไม่ช้าต่อมา ทูลกระหม่อมพระองค์นี้ก็ค่อยๆ ไม่รู้จักกับหญิงพิไลยขึ้นทุกที จนลงท้ายไม่พูดด้วย ทั้งหลบหลีกหนีไปโดยไม่มีเรื่องอะไรจะโกรธเคืองกัน—Ž”

นับว่าพระราชดำรัสของสมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถ เกี่ยวกับความรักการแต่งงานของหนุ่มสาวนั้นเป็นพระราชดำรัสของสตรีที่ทรงรู้แจ้งในชีวิตรักและการครองเรือนอย่างถ่องแท้


(คัดลอกส่วนหนึ่งจากบทความ “—ที่จริงการแต่งงานนั้นน่ะไม่ได้ดีจริงๆ อย่างเราคิดกัน แต่เรื่องนี้ผู้หลักผู้ใหญ่ก็เห็นดีกันอยู่แล้ว จึงควรจะตกลงใจได้ เขียนโดย ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ธันวาคม 2551)