พระแก้วมรกต : จากล้านนาสู่ล้านช้าง ถึงกรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ (๑) ตอนที่ ๑

(ซ้าย) พระแก้วมรกต ถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนหลังช้าง เคลื่อนขบวนจากเชียงรายไปเชียงใหม่ (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดหงส์รัตนาราม) (ขวา) พระเจ้าอนุรุทธทูลขอ พระแก้วมรกต จากพระเจ้ากรุงลังกา (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดหงส์รัตนาราม)

เมื่อผู้เขียนอ่านตำนานพระแก้วมรกต ในศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ ที่รวบรวม “เอกสารอันเป็นหลักฐานที่แสดงความเป็นมาดั้งเดิมของพระแก้วมรกต…หลายสำนวน” จัดพิมพ์ขึ้นใหม่ ในโอกาสที่ศิลปวัฒนธรรมรายเดือนมีอายุขึ้นปีที่ ๒๕ ก็ได้เกิดคำถามหลายข้อขึ้นมาในใจ

พระพุทธมณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพฯ

ทำไมตำนานในล้านนาจึงพยายามเล่าว่า “พระแก้วมรกต” ไม่ได้ทำมาจาก “แก้วมณีโชติ” อันเป็นแก้วที่สำคัญที่สุดในบรรดาแก้วทั้งเจ็ดประการของพระจักรพรรดิราช? ทำไมพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงทรงให้ความสำคัญแก่ “พระแก้วมรกต” มาก ถึงกับทรงเฉลิมพระนามราชธานีใหม่และพระนามพระอารามประจำพระบรมมหาราชวังให้สอดคล้องกับพระพุทธรูปพระองค์นี้?

ทำไมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเรียกว่า “พระมหามณีรัตนปฏิมากร” โดยตัดเรื่องพระอินทร์ไปขอแก้วมณีโชติไม่สำเร็จและต้องเปลี่ยนมาใช้ “แก้วอมรกต” แทนออกไปเสีย ทั้งๆ ที่ในคำบรรยายภาพจิตรกรรมเล่าเรื่องตำนาน “พระแก้วมรกต” ณ วัดหงส์รัตนาราม ซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๔ นี้ ยังคงเรื่องราวตอนนี้เอาไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าในเวลานั้นเรื่องราวในตำนานที่มีมาแต่โบราณยังมิได้ถูกลืมเลือนไปแต่อย่างใด? และทำไมในที่สุดแล้วคนไทยจึงคิดว่า “พระแก้วมรกต” ทำมาจากแก้วที่มีมูลค่าสูง ตรงกันข้ามกับความคิดเดิมในตำนานฉบับล้านนาและฉบับหลวงพระบางที่เน้นความเป็นแก้วไม่มีราคา? ฯลฯ

พระอินทร์ขอแก้วมณีโชติจากราชากุมภัณฑ์ (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดหงส์รัตนาราม)

คำถามข้างต้นทำให้ผู้เขียนสร้างสมมุติฐานเบื้องต้นว่า ความหมายหรือความสำคัญของ “พระแก้วมรกต” มิได้หยุดนิ่ง หากแต่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบท และเมื่อผู้เขียนได้ศึกษา “การเดินทางของพระแก้วมรกต จากล้านนาสู่ล้านช้างถึงกรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ” ก็พบว่าความหมายหรือความสำคัญของ “พระแก้วมรกต” มีความเปลี่ยนแปลงในหลายช่วงเวลาด้วยกัน ซึ่งความเปลี่ยนแปลงของความหมายหรือความสำคัญของ “พระแก้วมรกต” นี้ สัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างลึกซึ้ง

ดังนั้นการศึกษาประวัติศาสตร์การเดินทางของ “พระแก้วมรกต” จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของความหมายหรือความสำคัญของ “พระแก้วมรกต” มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นภาพรวมของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคพื้นทวีปได้ไม่น้อยอีกด้วย

ในที่นี้จะขอแบ่งประวัติศาสตร์การเดินทางและความหมายของ “พระแก้วมรกต” ออกเป็น ๕ ยุค เพื่อวิเคราะห์ความหมายของ “พระแก้วมรกต” ในแต่ละยุค ดังนี้

๑. ยุคที่ “พระแก้วมรกต” มีฐานะเป็น “แก้วมณีโชติ”

หากอ่าน “ตำนานพระแก้วมรกต” ที่ได้รับการเขียนขึ้น ในระหว่าง พ.ศ. ๒๐๖๐-๒๐๗๑ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชินกาลมาลีปกรณ์ และเป็นตำนานฉบับแรกที่เล่าประวัติของ “พระแก้วมรกต” ที่ยังเหลืออยู่ในปัจจุบัน ก็จะเห็นถึงความพยายามของพระรัตนปัญญาเถระ พระภิกษุนักปราชญ์แห่งเชียงใหม่ ในการพรรณนาให้เห็นว่าเมื่อพระอรหันต์นาคเสนเถระคิดจะสร้าง “พระแก้วมรกต” ขึ้นนั้น พระอินทร์ได้เสด็จไปขอแก้วมณีโชติของพระจักรพรรดิราชมาจากพวกกุมภัณฑ์ซึ่งมีหน้าที่เฝ้าแก้วมณีโชติอยู่ เพื่อจะใช้ในการสร้างพระพุทธรูป แต่ทรงขอไม่สำเร็จ ต้องเปลี่ยนมาใช้ “แก้วอมรกต” (คือแก้วที่เทวดาสร้าง) แทน

ความพยายามที่จะปฏิเสธว่า “พระแก้วมรกต” ไม่ใช่แก้วมณีโชติ สะท้อนว่า ก่อนที่พระรัตนปัญญาเถระจะเขียนชินกาลมาลีปกรณ์ (คือก่อนปี พ.ศ. ๒๐๖๐) นั้น คงมีความเชื่อกันทั่วไปในล้านนาว่า “พระแก้วมรกต” ก็คือแก้วมณีโชติของพระจักรพรรดิราช มิฉะนั้นก็คงไม่มีความจำเป็นอันใดที่ผู้แต่งชินกาลมาลีปกรณ์ จะต้องบรรยายถึงความพยายามของพระอินทร์ (ท้าวสักกะเทวราช) ที่จะนำเอาแก้วมณีโชติของพระจักรพรรดิราชมาสร้างพระพุทธรูป

โดยเล่าว่าเมื่อพระอินทร์มีพระบรมราชโองการให้พระวิสสุกรรมไปขอแก้วมณีโชติ แล้วพระวิสสุกรรมกราบบังคมทูลว่า ราชากุมภัณฑ์คงจะไม่ยอมให้แก้วมณีโชติมาเป็นแน่ เนื่องจากเป็นเครื่องราชูปโภคของพระจักรพรรดิราช พระอินทร์ก็ถึงกับเสด็จไปขอด้วยพระองค์เอง แม้กระนั้นราชากุมภัณฑ์ก็หาได้ให้แก้วมณีโชติแก่พระอินทร์ไม่ แต่แนะนำให้ใช้แก้วอมรกต (ซึ่งมีความสำคัญน้อยกว่า) แทน

เพราะเหตุใดพระรัตนปัญญาเถระจึงต้องเขียนถึงความล้มเหลวในการขอแก้วมณีโชติ ผู้เขียนจะวิเคราะห์ต่อไปข้างหน้า

“พระแก้วมรกต” ได้รับการสร้างขึ้นในล้านนา ยุคที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์จากสุโขทัย ดังที่อาจารย์ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า “พระแก้วมรกต” เป็นพระพุทธรูปสกุลช่างพะเยาที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะสุโขทัย เมืองซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของ “พระแก้วมรกต” นี้อาจจะได้แก่เมืองเวียงไชยซึ่งเป็นเมืองโบราณสำคัญเมืองหนึ่งใกล้กับเมืองเชียงราย เพราะเป็นบริเวณที่พบพระพุทธรูปหินทรายจำนวนหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับ “พระแก้วมรกต” แต่เพื่อความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้ จึงมีการเล่าและเขียนประวัติให้ “พระแก้วมรกต” เดินทางผ่านกาลเวลาอันยาวนานในโลกพระพุทธศาสนา เริ่มจากกำเนิด ณ เมืองปาฏลีบุตรในอินเดีย ซึ่งพระอินทร์ได้เสด็จลงมาช่วยพระอรหันต์นาคเสนในการสร้าง โดยได้ทรงเชิญ “พระวิสสุกรรม” ลงมาเป็นช่าง เมื่อสร้างเสร็จก็อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุถึง ๗ องค์เข้าไปสถิตอยู่ในส่วนต่างๆ ขององค์พระรัตนปฏิมา หลังจากนั้นก็พรรณนาถึงการเดินทางของ “พระแก้วมรกต” จากอินเดียสู่ลังกา กัมโพช กำแพงเพชร แล้วจึงมาถึงล้านนา

พระแก้วมรกต ขณะมิได้ประดับเครื่องทรง

ตามตำนานนั้น “พระแก้วมรกต” เป็นที่ปรารถนาหรือได้รับการบูชาจากพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์สากลของพุทธศาสนาหลายพระองค์ด้วยกัน รวมทั้งพระเจ้าอนุรุทธแห่งอาณาจักรพุกามด้วย แต่กษัตริย์แห่งพุกามไม่เคยได้ “พระแก้วมรกต” ไปบูชาเลย เมื่อพระเจ้าอนุรุทธเสด็จไปอัญเชิญพระไตรปิฎกและ “พระแก้วมรกต” มาจากลังกานั้น บางตำนานเล่าว่าพระเจ้าอนุรุทธดีใจที่ได้พระไตรปิฎกจนลืม “พระแก้วมรกต” แต่บางตำนานผู้เขียนคงต้องการเน้นความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของ “พระแก้วมรกต” มากเกินกว่าจะเล่าว่าเป็นพระพุทธรูปที่ถูกลืม จึงเล่าไปในทำนองว่าเรือลำที่บรรทุกพระไตรปิฎกไปนั้นลอยไปพุกาม แต่เรืออีกลำหนึ่งได้นำ “พระแก้วมรกต” ลอยไปสู่พระนครหลวง (นครธม) ประหนึ่งว่าลอยไปด้วยบุญญานุภาพของ “พระแก้วมรกต” เอง นัยยะของเรื่องนี้ก็คือ “พระแก้วมรกต” ไม่เคยประดิษฐานอยู่ในประเทศพม่าและคงไม่เป็นที่รู้จักในประเทศพม่า ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อกองทัพพม่าตีได้เมืองเวียงจันครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๑๐๖ นั้น ได้นำเอาเจ้านางคำไข เจ้านางแท่นคำ พระยานคร และเจ้าอุปราช ไปพม่า แต่หาได้อัญเชิญ “พระแก้วมรกต” ไปไม่ “พระแก้วมรกต” จึงเป็นพระพุทธรูปที่นับถือกันอย่างสูงในหมู่ชนชาติไท-ลาว แต่คงไม่เป็นที่รู้จักในพม่าแต่อย่างใด

อนึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยว่า แม้แต่คนไทยในพระราชอาณาจักรอยุธยาก็มิได้รู้จัก “พระแก้วมรกต” ดังที่ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ว่าพระเจ้าแผ่นดินอยุธยาทั้ง ๓๓ พระองค์นั้น “หาได้พระพุทธรัตนปฏิมากรอันวิเศษพระองค์นี้ลงมาไว้ในพระนครไม่ แต่ข่าวคราวว่าพระแก้วมีอยู่ก็ไม่ได้ความว่าทราบมาเลย”๑๐

อย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงทราบถึงความสำคัญของพระแก้วมรกตเป็นอย่างดี เมื่อได้ “พระแก้วมรกต” มาจากเวียงจันจึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานฉลองอย่างยิ่งใหญ่ ดังปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับงานฉลอง “พระแก้วมรกต” ใน จดหมายเหตุความทรงจำกรมหลวงนรินทรเทวี และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์ว่า “การฉลองพระนี้ดูเจ้ากรุงธนบุรีเองจะสนุกมากกว่าคนอื่น”๑๑

ดังนั้นจึงอาจเป็นไปได้ว่าชนชั้นนำของราชอาณาจักรอยุธยาคงจะมีความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของ “พระแก้วมรกต” อยู่แล้ว เมื่อเจ้าพระยาจักรีตีได้นครเวียงจันจึงได้อัญเชิญ “พระแก้วมรกต” กลับมา และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิทรพิทักษ์เสด็จขึ้นไปรับถึงท่าเจ้าสนุก เมืองสระบุรี และพระองค์เองก็ “เสด็จขึ้นไปรับพระแก้วมรกฎ ณ พระตำหนักบางธรณี”๑๒ แล้วโปรดเกล้าฯ ให้จัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่เช่นนั้น

“พระแก้วมรกต” คงได้รับการสร้างขึ้นในต้นพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ซึ่งเป็นเวลาที่เมืองสำคัญหลายเมืองในล้านนาเข้มแข็งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเมืองพะเยา เชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ น่าน เพราะในช่วงเวลานี้การค้าในภาคพื้นทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขยายตัวมาก รวมทั้งการค้าทางบกในอาณาบริเวณภาคพื้นทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตอนบน อันเป็นที่ตั้งของอาณาจักรล้านนาและล้านช้าง โดยมีเส้นทางการค้าทางบกเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงดินแดนเหล่านี้เข้าหากัน และมีเส้นทางการค้าเชื่อมโยงดินแดนแถบนี้กับตลาดสำคัญในสองภูมิภาคใกล้เคียง คือเมืองท่าชายฝั่งทะเลอันดามันซึ่งในเวลานั้นการค้าทางทะเลได้ขยายตัวขึ้นมาก และเมืองต่างๆ ในแถบยูนนาน ซึ่งจำนวนประชากรกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีการอพยพเข้ามาของประชาชนจากเอเชียกลางและตอนกลางของจีน๑๓ ผู้ปกครองเมืองต่างๆ ในล้านนาและล้านช้าง มีรายได้จากการทำให้เมืองของตนเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญ คือมีสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดที่จะดึงดูดพ่อค้าจากต่างถิ่น (ซึ่งอาจเป็นเจ้า ขุนนาง หรือตัวแทนการค้าของเจ้าและขุนนาง ตลอดจนพ่อค้าทั่วไป) ให้เดินทางเข้ามาค้าขาย

วัดพระแก้ว เชียงราย เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตมาก่อน

เนื่องจากการค้าแบบโบราณต้องอาศัยการจัดตั้งกำลังคนเพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน และพ่อค้าบางคนก็อาจทำการปล้นสะดมในบางโอกาส (ถ้าเป็นการค้าทางเรือก็อาจเป็นทั้งพ่อค้าและโจรสลัดไปพร้อมกัน) และพ่อค้าที่มั่งคั่งและมีกำลังคนมากนี้เองที่จะสามารถตั้งตัวขึ้นเป็นกษัตริย์และพยายามขยายอำนาจออกไป โดยที่การทำสงครามก็คือการปล้นขนาดใหญ่นั่นเอง เพราะถ้ารบชนะก็จะทำการกวาดต้อนผู้คน ทรัพย์สิน และบังคับให้ส่งสินค้าไปให้เป็นรายปีที่เรียกเป็นศัพท์ว่าเครื่องราชบรรณาการ

อย่างไรก็ตามเมื่อพ่อค้าตั้งตัวเป็นใหญ่ในบ้านเมืองใดบ้านเมืองหนึ่ง จนมีลักษณะเป็นแคว้นหรือเป็นรัฐขนาดเล็กแล้ว ย่อมจะต้องสร้างสรรค์พิธีกรรมและประเพณีของความสัมพันธ์ทางสังคมที่จะทำให้เกิดระเบียบและความสงบสุขขึ้นมาในรัฐ เพื่อเอื้อให้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่น สามารถทำการผลิตและทำการค้าอย่างสะดวกและมั่นคงพอสมควร การขยายอำนาจก็มิได้ใช้อำนาจดิบคือกองทัพเสมอไป แต่อาจอาศัยการสร้างความสัมพันธ์ทางเครือญาติ และการแสดงแสนยานุภาพให้ปรากฏเพื่อบีบบังคับให้ผู้ปกครองเมืองที่อ่อนแอกว่ายอมถวายบรรณาการ

ช่วงเวลาที่ “พระแก้วมรกต” ได้รับการสร้างขึ้นในล้านนานี้ เป็นช่วงเวลาที่เมืองต่างๆ ในล้านนาเข้มแข็งขึ้นจากการขยายตัวของการค้า และต่างก็พยายามขยายอำนาจออกไปให้มากที่สุด เพื่อจะครอบครองผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (คือกำลังคน แหล่งผลิตสินค้า ตลาด และเครื่องราชบรรณาการ) เกิดเป็นอาณาจักร คือมีเมืองราชธานีเป็นศูนย์กลาง และมีเมืองที่อ่อนแอกว่าเป็นบริวาร แต่อาณาจักรในยุคแรกนี้รวมตัวกันอย่างหลวมๆ เท่านั้น ผู้ปกครองเมืองต่างๆ มักเป็นญาติกัน อาจโดยทางสายเลือดหรือโดยการแต่งงาน แต่การเป็นญาติกันก็ไม่เป็นหลักประกันว่าจะไม่แย่งอำนาจกัน หรือว่าจะช่วยให้รวมตัวกันได้มั่นคงเสมอไป

การแย่งชิงอำนาจกันเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้แต่พระเจ้าติโลกราชก็แย่งอำนาจจากพระราชบิดา คือพระเจ้าสามฝั่งแกน โดยได้รับความช่วยเหลือจากขุนนางและพระปิตุลาซึ่งเป็นเจ้าครองนครลำปาง ส่วนพระไชยเชษฐาธิราชซึ่งในเวลาต่อมาได้ครองเชียงใหม่ก็หาได้กลับไปครองล้านช้างอย่างราบรื่นไม่ หลังจากที่พระโพธิสารราชพระราชบิดาสวรรคต ก็ต้องทำการแย่งชิงอำนาจจากพระอนุชาต่างพระมารดา และแม้ว่าพระองค์จะทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มากของล้านช้าง แต่ในที่สุดก็ถูกผู้อื่นแย่งชิงราชสมบัติไปเช่นกัน และทรงหายสาบสูญไปเมื่อมีพระชนมายุเพียง ๓๘ พรรษาเท่านั้น๑๔

ในท่ามกลางการเกิดอาณาจักรอย่างหลวมๆ และการช่วงชิงอำนาจกันเพื่อครอบครองผลประโยชน์ทางการค้าตลอดจนผู้คน ช้างม้า ทรัพย์สินเงินทองดังกล่าวข้างต้นนี้ พระพุทธศาสนาและ “พระแก้วมรกต” มีบทบาทอย่างมาก

ก่อนที่ลัทธิลังกาวงศ์จะเข้ามาในล้านนา พุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบหริภุญไชยมีอิทธิพลอยู่ในเมืองต่างๆ อยู่แล้ว ลัทธิลังกาวงศ์คงมีส่วนอย่างสำคัญในการทำให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเหนือคณะสงฆ์มากขึ้น ดังปรากฏว่าเมื่อลัทธิลังกาวงศ์จากสุโขทัยมาถึงเชียงใหม่ในรัชกาลพญากือนา พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้พระสงฆ์นิกายเดิมคือเถรวาทแบบหริภุญไชยนั้น ทำพิธีบวชใหม่ถึง ๘,๔๐๐ รูป๑๕ เมื่อพระสงฆ์ลัทธิลังกาวงศ์ใหม่ที่ไปบวชจากลังกาโดยตรงเดินทางมาถึงเชียงใหม่ในรัชกาลพระเจ้าติโลกราช พระองค์ก็ทรงอุปถัมภ์พระสงฆ์นิกายลังกาวงศ์ใหม่ซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่วัดป่าแดง เพื่อลดอิทธิพลของพระสงฆ์นิกายลังกาวงศ์เดิม โดยอ้างว่าวัดบุปผารามหรือวัดสวนดอก (นิกายลังกาวงศ์เดิม) ครอบครองทรัพย์สินเงินทอง ซึ่งผิดหลักพระธรรมวินัย๑๖

นอกจากศาสนาพุทธนิกายลังกาวงศ์จะช่วยให้พระมหากษัตริย์ทรงมีอำนาจเหนือคณะสงฆ์มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ทรงได้รับความเคารพเชื่อฟังจากประชาชน ด้วยการนำหลักคำสอนของพระพุทธศาสนามาสร้างความเชื่อร่วมกันในหมู่คนทั้งหลายในอาณาจักร และการแสดงออกให้เป็นที่ประจักษ์ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีอายุครบห้าพันปีตามคติปัญจอันตรธาน รวมทั้งการเป็นผู้ครอบครองและปฏิบัติบูชาศาสนวัตถุและศาสนบุคคลอันเป็นที่เคารพนับถือของพุทธศาสนิกชน เช่น พระพุทธรูปสำคัญ พระธาตุสำคัญ พระภิกษุสงฆ์สำคัญ ที่จะดึงดูดพุทธศาสนิกชนให้เดินทางมาสักการบูชาและทำบุญอยู่เสมอ ส่งผลให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นผู้นำในการดูแลรักษา และทรงเป็นประธานในพระราชพิธีบูชาพระพุทธรูปและพระธาตุเหล่านั้น ทั้งนี้โดยจะมีการแต่งตำนานเมืองและตำนานปูชนียสถานและปูชนียวัตถุที่เน้นการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาของพระมหากษัตริย์ เพื่อให้พระภิกษุสงฆ์นำไปถ่ายทอดเพื่อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาร่วมกันอีกด้วย

ในพุทธศตวรรษที่ ๒๐ และ ๒๑ แนวคิดสำคัญที่มาจากการตีความพระพุทธศาสนาซึ่งได้รับการเน้นในล้านนา อยุธยา และหลวงพระบาง คือแนวคิดเรื่องพระจักรพรรดิราช คือกษัตริย์ที่เป็นใหญ่เหนือกษัตริย์ทั้งหลาย เนื่องจากได้ทรงขยายพระราชอำนาจออกไปโดยมีแก้วมณีโชตินำเสด็จไปในทิศต่างๆ จนกระทั่งทรงมีพระบรมเดชานุภาพเหนือเมืองทั้งปวง และทรงเป็นประธานในการจรรโลงธรรมะในเวลาที่ไม่มีพระพุทธเจ้าทรงบังเกิดในโลกมนุษย์

แนวคิดนี้เห็นได้ชัดเจนในพระนามของพระมหากษัตริย์ซึ่งแสดงถึงความเป็นใหญ่ในจักรวาล หรือความเป็นใหญ่ในไตรภูมิ เช่นพระเจ้าติโลกราชแห่งล้านนา (พ.ศ. ๑๙๘๕-๒๐๓๔)๑๗ พระบรมไตรโลกนาถแห่งอยุธยา (พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๐๓๑) และพระไชยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว (พ.ศ. ๑๙๙๙-๒๐๒๒) กับพระยาหล้าแสนไตรภูวนาถ (พ.ศ. ๒๐๒๘-๒๐๓๘) แห่งหลวงพระบาง พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงมีบทบาทในการขยายอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมืองและการอุปถัมภ์พุทธศาสนาเป็นอย่างมาก แนวคิดเรื่องจักรพรรดิราชตามคติพุทธศาสนาจึงสอดคล้องกับการขยายอำนาจทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกษัตริย์เหล่านี้เป็นอย่างดี

“พระแก้วมรกต” เป็นพระพุทธรูปสำคัญในช่วงเวลาที่กษัตริย์เชื้อสายไท-ลาวทั้งหลายกำลังพยายามขยายอำนาจออกไปให้กว้างขวางที่สุด ทั้งโดยการทำสงครามระหว่างกันและการสร้างความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ ในเวลานั้น “พระแก้วมรกต” เป็นพระพุทธรูปเพียงองค์เดียวที่ทำจากแก้ว จึงน่าจะเป็นความจงใจของผู้สร้างที่จะทำให้ “พระแก้วมรกต” มีความหมายในฐานะเป็น “แก้วมณีโชติ” ของพระจักรพรรดิราช (จนกระทั่งปลายพุทธศตวรรษที่ ๒๒ จึงมีการสร้างพระพุทธรูปอื่นๆ ด้วยแก้ว ซึ่งก็เป็นเพียงพระพุทธรูปขนาดเล็กเท่านั้น)๑๘

๑ พระแก้วมรกตถูกอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนหลังช้าง เคลื่อนขบวนจากเชียงรายไปเชียงใหม่ (ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ที่วัดหงส์รัตนาราม),  ๒ รัตนพิมพวงศ์ หรือตำนานพระแก้วมรกต ต้นฉบับตัวเขียนบนสมุดไทย,  ๓ พระเจดีย์หลวง เชียงใหม่ ที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตในสมัยพระเจ้าติโลกาช

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงมีพระประสบการณ์เกี่ยวกับพระพุทธรูปโบราณมามาก ได้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยไว้อย่างชัดเจนว่า “พระแก้วมรกต” น่าเป็นฝีมือช่างลาวในแถบเมืองเชียงแสน และผู้ครอบครอง “พระแก้วมรกต” ก็น่าจะเป็นผู้ที่มีอำนาจมากกว่ากษัตริย์พระองค์อื่นจนสามารถแผ่อาณาจักรได้ใหญ่โต ดังความว่า

เมื่อเปรียบเทียบไปโดยละเอียด ดูเหมือนว่าจะเป็นฝีมือช่างลาวเหนือโบราณข้างเมืองเชียงแสน…แลถึงจะเป็นช่างที่เมืองลาวก็จะเป็นช่างดีช่างเอกทีเดียวมิใช่เลวทราม ด้วยเป็นของงามดีเกลี้ยงเกลาอยู่ไม่หยาบคาย…คงจะเป็นของท่านผู้มีบุญ เป็นเจ้าแผ่นดินเมืองของชนที่นับถือพุทธศาสนามากกว่าถือผีสางเทวดา…และมีบุญญานุภาพแข็งแรงมากกว่าเมืองใกล้เคียงโดยรอบคอบ และแผ่อาณาจักรได้โตใหญ่สมควรแก่เวลาเมื่อมนุษย์ยังไม่มีปืนใหญ่ปืนน้อยใช้ ๑๙

ด้วยเหตุที่เชื่อกันว่า “พระแก้วมรกต” เป็น “แก้วมณีโชติ” ของพระจักรพรรดิราชนี้เอง ที่ทำให้กษัตริย์ที่ต้องการเป็นใหญ่เหนือกษัตริย์อื่นๆ ในล้านนา พยายามช่วงชิง “พระแก้วมรกต” มาครอบครอง

อาจารย์พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ประมาณว่า “พระแก้วมรกต” มาเชียงใหม่ราว พ.ศ. ๒๐๒๒-๒๐๒๕ ในรัชกาลพระเจ้าติโลกราช๒๐ ก่อนที่ “พระแก้วมรกต” จะได้รับการอัญเชิญมาประดิษฐานในเชียงใหม่ พระแก้วประดิษฐานอยู่ที่เชียงรายซึ่งเป็นเมืองสำคัญไม่น้อยไปกว่าเชียงใหม่ เพราะอาณาจักรล้านนาในยุคต้นนี้ เมืองที่เป็นศูนย์อำนาจหรือเป็นที่ประทับของกษัตริย์มิใช่มีแต่เชียงใหม่เมืองเดียว แต่มีหลายเมืองด้วยกัน ในสมัยที่พญาสามฝั่งแกนครองเชียงใหม่ (พ.ศ. ๑๙๔๕-๑๙๘๔) เป็นช่วงเวลาที่เชียงใหม่มีอำนาจมากขึ้น พระองค์คงจะทรงมีพระบรมราชโองการให้เจ้าผู้ครองนครเชียงรายส่ง “พระแก้วมรกต” มาถวาย

“ตำนานพระแก้วมรกต” ทั้งฉบับที่เป็นส่วนหนึ่งของชินกาลมาลีปกรณ์ และฉบับที่มีชื่อว่ารัตนพิมพวงศ์ ซึ่งพระพรหมราชปัญญาเป็นผู้แต่ง เล่าไว้ตรงกันว่า ช้างทรงของ “พระแก้วมรกต” ไม่ยอมเดินทางมาเชียงใหม่ แต่เดินทางไปลำปางแทน เข้าใจว่าในเวลานั้นเจ้าผู้ครองนครเชียงรายยอมอ่อนน้อมต่อพญาสามฝั่งแกนแห่งเชียงใหม่แล้ว จึงต้องส่ง “พระแก้วมรกต” มาถวายพญาสามฝั่งแกน ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อพญาสามฝั่งแกนเกณฑ์ทัพจากเมืองต่างๆ อันได้แก่เชียงแสน ฝาง พะเยา เชียงของ ไปต่อสู้กับกองทัพฮ่อ (ซึ่งยกมาโจมตีล้านนา เนื่องจากเชียงใหม่นับตั้งแต่รัชกาลพญากือนาเป็นต้นมา ไม่ยอมส่งส่วยให้แก่ฮ่อ) ก็ปรากฏว่าเชียงรายถูกเกณฑ์ทัพไปรบกับฮ่อด้วย

อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏว่ามีกองทัพลำปางรวมอยู่ในรายชื่อเมืองที่ร่วมมือกับเชียงใหม่ในการทำสงครามกับฮ่อแต่อย่างใด๒๑ เป็นไปได้อย่างมากว่าในระยะนั้นลำปางซึ่งมีหมื่นโลกนครเป็นใหญ่สามารถมีอำนาจเป็นอิสระจากกษัตริย์เชียงใหม่ และปรากฏในเวลาต่อมาว่าหมื่นโลกนครได้สนับสนุนหลาน คือเจ้าลก โอรสองค์ที่หกของพระเจ้าสามฝั่งแกนซึ่งเกิดจากพระราชชายาซึ่งเป็นพี่สาวของหมื่นโลกนคร ให้ชิงราชสมบัติจากพระเจ้าสามฝั่งแกนจนได้เสด็จขึ้นครองราชย์แทน๒๒ ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจอันใดที่ “พระแก้วมรกต” จะถูกชิงไปยังนครลำปางในรัชกาลพระเจ้าสามฝั่งแกนนี้

เมื่อถึงรัชกาลพระเจ้าติโลกราช ซึ่งเสด็จจากเมืองยวมมาแย่งพระราชอำนาจจากพระราชบิดาที่เมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ โดยความช่วยเหลือของหมื่นโลกนครแห่งลำปางดังที่กล่าวมาข้างต้น พระองค์ทรงขยายอำนาจได้กว้างขวางกว่ากษัตริย์แห่งเชียงใหม่แต่ก่อน คือทรงได้แพร่และน่านไว้ในอำนาจของเชียงใหม่เป็นครั้งแรก แล้วยังได้รับบรรณาการจากเมืองเชียงทอง (หลวงพระบาง) ตลอดจนเมืองต่างๆ ของไทใหญ่และไทลื้อ อีกหลายเมือง๒๓

เข้าใจว่าในเวลาต่อมา คือหลังจากที่เสด็จขึ้นครองราชย์ได้ประมาณสามสิบเศษ (คงเป็นเวลาที่หมื่นโลกนคร-พระปิตุลาของพระองค์สิ้นพระชนม์แล้ว) พระองค์ทรงได้ลำปางไว้ในอำนาจด้วย ลำปางจึงต้องส่ง “พระแก้วมรกต” มาถวาย ใน พ.ศ. ๒๐๒๒ พระเจ้าติโลกราชโปรดให้บูรณะพระเจดีย์หลวงเพื่อประดิษฐาน “พระแก้วมรกต” ไว้ ณ ซุ้มบนองค์เจดีย์ด้านตะวันออก และ “พระแก้วมรกต” คงจะเป็น “แก้วมณีโชติ” ของ “จักรพรรดิ” แห่งล้านนานับแต่นั้นเป็นต้นมา

พระแก้วมรกต : จากล้านนาสู่ล้านช้าง ถึงกรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ (๑) ตอนที่ ๒


เชิงอรรถ

๑. เรื่อง “พระแก้วมรกต : จากล้านนาสู่ล้านช้างถึงกรุงธนบุรี-กรุงเทพฯ” นี้ ปรับปรุงจากบทความที่ผู้เขียนนำเสนอในงาน “มติชน แฮปปี้ บุ๊คเดย์” ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗.

๒. สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), พระแก้วมรกต. กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๔๗.

๓. สุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), พระแก้วมรกต. หน้า ๒๓๓-๒๙๓.

๔. พระรัตนปัญญาเถระ, “พระรัตนปฏิมา ตำนานพระแก้วมรกต” ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พระแก้วมรกต. หน้า ๑๒.

๕. โปรดดูรายละเอียดในศักดิ์ชัย สายสิงห์, “พระแก้วมรกตคือพระพุทธรูปล้านนาที่มีความสัมพันธ์ทางด้านรูปแบบกับพระพุทธรูปหินทรายสกุลช่างพะเยา” ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พระแก้วมรกต. หน้า ๓๑๓-๓๒๓.

๖. ผู้เขียนขอขอบคุณอาจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ ที่กรุณาให้ข้อมูลนี้

๗. โปรดดูพระรัตนปัญญาเถระ, “พระรัตนปฏิมา ตำนานพระแก้วมรกต” ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พระแก้วมรกต. หน้า ๑๔.

๘. โปรดดูรายละเอียดในพระพรหมราชปัญญา, “รัตนพิมพวงศ์” ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ) พระแก้วมรกต. หน้า ๕๐.

๙. สิลา วีระวงส์, ประวัติศาสตร์ลาว. แปลโดยสมหมาย เปรมจิตต์ กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๓๙. หน้า ๙๖.

๑๐. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “เรื่องตำนานพระพุทธปฏิมากรแก้วมรกต” ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), พระแก้วมรกต. หน้า ๑๙๙.

๑๑. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, จดหมายเหตุกรมหลวงนรินทรเทวี และพระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), พระแก้วมรกต. หน้า ๑๕๒.

๑๒. เรื่องเดียวกัน, หน้า ๑๔๖.

๑๓. โยซิยูกิ มาซูฮารา, ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของราชอาณาจักรล้านช้าง กรุงเทพฯ : มติชน, หน้า ๓-๓๖.

๑๔. สิลา วีระวงส์, ประวัติศาสตร์ลาว แปลโดยสมหมาย เปรมจิตต์. หน้า ๑๐๖.

๑๕. สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา. พิมพ์ครั้งที่ ๓ กรุงเทพฯ : อัมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง, ๒๕๔๔. หน้า ๑๓๕.

๑๖. โปรดดูรายละเอียดในตำนานมูลศาสนาฉบับวัดป่าแดง เชียงใหม่ : ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ๒๕๑๙.

๑๗. พระนามของพระองค์ที่ปรากฏในตำนานคือ “พระเจ้าสิริธรรมจักรพรรดิติลกราชาธิราช”

๑๘. ผู้เขียนขอขอบพระคุณอาจารย์ ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์ แห่งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับพระพุทธรูปในประเทศไทย ซึ่งกรุณาให้ข้อมูลนี้

๑๙. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, “ตำนานพระแก้วมรกต สำหรับอาลักษณ์อ่านในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันสวดมนต์เย็น พระราชพิธีศรีสัจจปานกาล”, ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), พระแก้วมรกต. หน้า ๑๙๘.

๒๐. พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, “คำนำเสนอ พระแก้วมรกตกับประวัติศาสตร์ตำนาน”, ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), พระแก้วมรกต. หน้า (๑๙).

๒๑. โปรดดูสรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา หน้า ๑๖๗.

๒๒. พิเศษ เจียจันทร์พงษ์, “เส้นทางอัญเชิญพระแก้วมรกต” ในสุจิตต์ วงษ์เทศ (บรรณาธิการ), พระแก้วมรกต. หน้า ๓๒๘-๓๒๙.

๒๓. สรัสวดี อ๋องสกุล, ประวัติศาสตร์ล้านนา หน้า ๑๔๑.


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 11 เมษายน พ.ศ.2560

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป